โดย วัฒนะ วรรณ คอลัมน์ กลับหัวเป็นหาง
นสพ.สังคมนิยม ตุลาคม 2567
คนในสังคมมักถูกสอนว่ากฎหมายเป็นข้อตกลงร่วมกันของคนในสังคมเพื่อสร้างความสงบสุข หากผู้ใดฝ่าฝืนกฎเกณฑ์ดังกล่าวก็จะถูกลงโทษ แต่ปรากฏการณ์ในโลกจริงที่นำไปสู่การตั้งคำถามต่อความเชื่อแบบนี้คือ การที่ชนชั้นสูง คนรวย ผู้มีอำนาจระดับต่างๆ มักจะอยู่เหนือกฎหมายเหล่านั้น จนมีคำพูดประชดประชันว่า “คุกมีไว้ขังแต่คนจน” ก็ไม่ผิดไปจากข้อเท็จจริงมากนัก ในเมื่อกฎหมายมีข้อสงสัยอยู่ตลอดเวลาในสังคม แล้วใยสังคมไม่ตั้งข้อสงสัยต่อการ “ลงโทษ” ไปพร้อมกันด้วย มันสร้างขึ้นมาเพื่อปกป้องสังคมได้จริงๆ หรือไม่
นักมาร์คซิสต์มองว่า กฎหมายวิวัฒนาการมาพร้อมๆ กับการพัฒนาสังคมระบบการผลิตของมนุษย์ มันไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ตั้งแต่ยุคบรรพกาลจนมาถึงสังคมชนชั้นแบบทุนนิยม กฎหมายเป็นภาพสะท้อนความสัมพันธ์ทางการผลิตของสังคมนั้น ในสังคมชนชั้นผู้ที่มีอำนาจ ผู้ที่ขูดรีด หรือผู้ควบคุมกรรมสิทธิ์ในปัจจัยการผลิตต่างๆ จะเป็นชนชั้นผู้ปกครอง ท่ามกลางความขัดแย้งกับคนชั้นล่าง ความไม่พอใจการกบฏเกิดขึ้นเป็นประจำ กฎหมายถึงถูกสร้างมาเพื่อลดความขัดแย้งเหล่านั้น สร้างความสงบสุข เพื่อให้สังคนชนชั้นดำรงอยู่ผาสุกสืบไป
“การกบฏ” หรือ “การขโมย” ในหลายครั้งมันเป็นภาพสะท้อนที่ซื่อตรงของความขัดแย้งดังกล่าว การลงโทษจึงมักจะกระทำเพื่อปกป้องทรัพย์สินและอำนาจของชนชั้นนำให้ดำรงอยู่
แต่ในโลกจริงมันซับซ้อนกว่านั้น อาชญากรรมจำนวนมากไม่ได้เกิดขึ้นระหว่างคนชั้นล่างที่ไร้ปัจจัยการผลิตกับชนชั้นบนที่ถือครองปัจจัยการผลิต แต่มันเกิดขึ้นกับชนชั้นล่างด้วยกันเอง ยิ่งสังคมที่มีความเหลื่อมล้ำสูง ความยากจนมาก อาชญากรรมก็ยิ่งมีแนวโน้มสูงขึ้น
World Population Review ระบุว่า “ระดับความยากจนที่สูงและการว่างงานเป็นปัจจัยหนึ่งของแนวโน้มที่จะเพิ่มอัตราการเกิดอาชญากรรมของประเทศ ประเทศที่มีอาชญากรรมสูงที่สุดในโลก 3 อันดับแรกประกอบด้วย เวเนซุเอลา ดัชนีอาชญากรรม 83.76 ปาปัว นิว กินี ดัชนีอาชญากรรม 80.79 แอฟริกาใต้ ดัชนีอาชญากรรม 76.86 ส่วนไทย ดัชนีอาชญากรรม 39.5 เกาหลีใต้ ดัชนีอาชญากรรม 26.68 ญี่ปุ่น ดัชนีอาชญากรรม 22.19”
ในกรณีการปล้นขโมยหรือทำร้ายร่างกาย นักมาร์คซิสต์มองว่าการใช้กฎหมายในการลงโทษพลเมือง ไม่ได้ทำให้อาชญากรรมลดลง เพราะเป็นการพยายามแก้ปัญหาที่ปลายเหตุหลังจากที่มีการกระทำความผิดไปแล้ว และหลายๆ ครั้งเป็นการลงโทษด้วยความโกรธของผู้คนในสังคมโดยเฉพาะคนชั้นล่างกรรมาชีพที่เสี่ยงต่ออาชญากรรม มักจะเรียกร้องให้มีการลงโทษรุนแรง แต่มันเน้นการแก้แค้นมากกว่าจะพิจารณาสาเหตุของอาชญากรรมมีที่มาจากอะไร อะไรที่ทำให้คนเหล่านั้นกระทำความผิด ทำไมบางคนมีนิสัยใจคอที่ดูโหดร้าย เพื่อจะได้หาวิธีป้องกัน มันเป็นความพยายามเพื่อสร้างความพึงพอใจในหมู่พลเมืองว่าคนทำผิดรับโทษไปแล้ว แทนการแสวงหาทางออกไม่ให้เกิดอีก จริงๆ ความรุนแรงในการลงโทษกลับกลายเป็นการโต้ตอบแบบ “ตาต่อตา ฟันต่อฟัน” ที่สุดขั้วคือการประหารชีวิต ตายแล้วตายเลย ไม่มีโอกาสให้ใครปรับตัวได้ และถ้าเป็นคนบริสุทธิ์ที่ถูกพิพากษาผิด ก็จะโดนฆ่าฟรีๆ
บางครั้งคนยากจนตกงาน เครียด หมดความหวัง จนไม่มีทางออก นอกจากการปล้น จี้ ขโมย โกง สภาพแวดล้อมของสังคมเป็นส่วนสำคัญให้เกิดปัญหา แต่สิ่งที่เพิ่มความสลับซับซ้อนคือ ทำไมบางคนในสถานการณ์คล้ายกัน เช่นยากจนเท่ากัน ถูกกดดันเท่ากัน กลับไม่ก่ออาชญากรรม แต่แน่นอนมันไม่ใช่เรื่อง “คนดี” กับ “คนชั่ว” เพราะไม่มีใครเกิดมาดีหรือเกิดมาชั่ว
ในโลกใบใหม่ที่จะร่วมกันสร้างที่เรียกว่า “สังคมนิยม” ต้องยกเลิกการกดขี่ขูดรีด ลดความเหลื่อมล้ำด้วยการบริการพลเมืองในเรื่องพื้นฐานฟรี เช่น การรักษาพยาบาล การศึกษา ที่อยู่อาศัย ฯลฯ สร้างโลกแบบที่ไม่มีใครจำเป็นต้องไปขโมยอะไร แต่การกระทำผิดกฎใหม่ของสังคมอาจยังคงมีบ้าง คนใช้เวลาเปลี่ยนนาน บางเรื่องเกี่ยวข้องกับอารมณ์ด้วย คนบ้า สติเสียคงมีบ้าง ถ้าการลงโทษคือการแก้แค้น ไม่น่าจะมีการลงโทษเลย สิ่งที่เข้ามาแทนคือการสกัดกั้นคนอันตรายออกจากสังคม แต่วิธีการสกัดไม่จำเป็นต้องโหดร้ายหรือป่าเถื่อน ไม่ต้องจำคุกในสถานภาพที่โหดร้าย แค่สกัดไม่ให้เป็นภัยต่อผู้อื่นก็พอ



