การเหยียดเชื้อชาติเป็นมากกว่าปัญหาศีลธรรม

การเหยียดเชื้อชาติเป็นมากกว่าปัญหาศีลธรรม

โดย คมกริต

              แนวคิดเหยียดเชื้อชาติถือว่าเป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้น ตั้งแต่การกำเนิดทุนนิยม ทั้งเป็นเงื่อนไขแบ่งแยกการสามัคคีในหมู่ชนชั้นแรงงาน และข้ออ้างในการกดขี่ประชากรในดินแดนอื่น

              จากข้อความข้างต้นแล้ว ทำให้เข้าใจว่าการเหยียดเชื้อชาติไม่ใช่แค่ความบกพร่องทางศีลธรรมหรือการขาดน้ำใจต่อเพื่อนมนุษย์อย่างแน่นอน แล้วเหตุใดการเหยียดเชื้อชาติจึงยังคงอยู่ และถูกผลิตซ้ำอย่างเป็นระบบเรื่อยมา?

              ก่อนยุคทุนนิยมไม่มีรัฐชาติ ในสมัยโรมัน จักรพรรดิจะเป็นคนผิวขาวหรือผิวดำก็ได้ ในอดีตคนอยุธยาหรือลพบุรีจะไม่มองว่าตนเองเป็น “คนไทย” ในอยุธยาเองก็มีการใช้หลายภาษาพร้อมกัน เจ้าหน้าที่รัฐอยุธยามีทั้งคนไทย คนอิหร่าน คนมาเลย์ คนจีน และคนญี่ปุ่น ทหารที่ปกป้องอยุธยาก็เป็นคนไทยปนกับคนอื่น ๆ เช่นคนปอร์ตุเกส

              ในช่วงกำเนิดรัฐชาติสยาม ชาตินิยมไทยเป็นลัทธิการเมืองของรัฐบาลกรุงเทพฯ ตั้งแต่การปฏิวัติทุนนิยมในสมัยรัชกาลที่ 5 เพื่อแข่งกับจักรวรรดินิยมตะวันตก ในความจริง “คนไทย” ส่วนใหญ่ถูกล่ามาขึ้นกับอาณานิคมโดยผู้ปกครองกรุงเทพฯ ไม่ว่าจะเป็นชาวอิสาน ชาวใต้หรือชาวล้านนา จนถึงสมัยจอมพล ป. ที่มีการเสริมแนวคิดชาตินิยม การเรียกร้องเขตปกครองพิเศษในดินแดนปาตานีถูกปัดตก กดขี่ชาวมาเลย์มุสลิม และกีดกันคนจีน ในขณะที่แรงงานในไทยล้วนเป็นลูกหลานแรงงานจีนและชนชาติรอบ ๆ ที่เข้ามารับจ้างขุดคูคลองต่าง ๆ ในสมัยรัชกาลที่ 5

              กระแสชาตินิยมสุดขั้วในไทยมีมาในยุคต่าง ๆ ได้รับการสนับสนุนโดยชนชั้นนำ และการที่สังคมเรามีบรรยากาศเหยียดแรงงานพม่าหรือแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านอื่น ๆ พร้อมกับใช้เป็นแพะรับบาป เป็นสิ่งที่ถูกปลุกปั่นมาจากกระแสคลั่งชาตินี้เอง และผลในรูปธรรมคือการแบ่งแยกขบวนการแรงงานระหว่าง “คนไทย” กับ “แรงงานต่างด้าว” ซึ่งทำให้ขบวนการแรงงานอ่อนแอ

                ทั้งยังเป็นบ่อนทำลายขบวนการประชาธิปไตย เวลาเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงที่ปาตานี สื่อและรัฐก็จะกล่าวถึง “โจรใต้” แทนที่จะมองว่าทหารไทยระดับนายพลคือโจรตัวจริง อ้างว่า “ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว จะแบ่งแยก (และตั้งคำถาม) มิได้” ซึ่งสร้างความชอบธรรมแก่กองทัพในการแทรกแซงการเมือง ทำให้เราแยกไม่ออกว่าใครเป็นเพื่อน ใครเป็นศัตรู และไร้พลังในการเพิ่มฐานะทางเศรษฐกิจให้กับคนส่วนใหญ่และสิทธิเสรีภาพโดยรวม

              รัฐบาลเผด็จการทหารในเมียนมาก็ใช้การปลุกปั่นความรังเกียจชาวมุสลิมโรฮิงญา เพื่อเบี่ยงเบนประเด็นจากการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย และเป็นเพื่อนรักของเผด็จการในไทยด้วย

              ประเทศไทยในปัจจุบันเอง มีแรงงานข้ามชาติจำนวนราว 3.3 ล้านคน แรงงานข้ามชาติหลักในประเทศไทยมาจาก 4 ประเทศ ได้แก่ เมียนมา ลาว กัมพูชา และเวียดนาม รวมทั้งสิ้น 3,019,136 คน ซึ่งทำงานในกิจการก่อสร้าง งานในภาคเกษตรและปศุสัตว์ งานในภาคการบริการ งานในภาคการผลิต งานในภาคประมง (ที่มา: สถิติการทำงานของคนต่างด้าวประจำเดือน พฤษภาคม 2567 สำนักบริหารแรงงานต่างด้าว กรมจัดหางาน) ซึ่งงานเหล่านี้เป็นงานที่ต้องการอย่างมากสำหรับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และแรงงานข้ามชาติถือเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ไม่ต่างจากแรงงานไทย

              จากด้านบนเราจะเข้าใจว่า แนวคิดเหยียดเชื้อชาติถูกสร้างขึ้นโดยชนชั้นปกครองพร้อม ๆ กับการก่อกำเนิดระบบทุนนิยม เพื่อทำลายความสามัคคีข้ามเชื้อชาติในหมู่คนชั้นล่าง มันคือการสร้าง “ศัตรูปลอม” ไม่ใช่ข้อบกพร่องของศีลธรรมปัจเจกอย่างเดียว และเพียงการประณามในแง่ของความเลวร้ายย่อมไม่เพียงพอ การที่จะต้านแนวคิดดังกล่าว เราต้องขยายแนวคิดแก่คนหมู่มาก เพราะมันเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของสังคมอยู่แล้ว

              นอกจากเหตุผลด้านมูลค่าทางเศรษฐกิจที่แรงงานต่างชาติเหล่านี้มีส่วนในการผลิตแล้ว เราสามารถสรุปได้ว่า การฝ่าฟันแนวคิดเหยียดเชื้อชาติและการสามัคคีกับประชาชนข้ามเชื้อชาติเป็นสิ่งที่ชอบธรรม และจำเป็นในการต่อสู้เพื่อเพิ่มผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและการเมืองแก่คนส่วนใหญ่

             คนขับรถบัสในสิงคโปร์ เคยเสนอมุมมองต่อแรงงานต่างชาติที่ต่างออกไป แรงงานต่างชาติไม่ได้เป็นคนกดค่าจ้าง แต่เป็นเพราะนายทุนโดยรวมเลือกที่จะจ้างแรงงานในราคาถูกกว่า การโทษแรงงานต่างชาติก็ไม่ได้ช่วยเพิ่มค่าจ้างของพลเมืองเดิม ดังนั้นต้องเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำทั้งหมด ไม่ว่าคนที่มาทำงานในสิงคโปร์จะมีเชื้อชาติใดก็ตาม (วิดิโอ: 1 May 3-7 PM at Hong Lim Park. Ex-SBS driver Mr Chua explains that it is employers who are stealing all our wages in the name of migrant workers. Power to the People, Workers Make Possible (2021))

ถ้าเห็นด้วยกับแนวทาง “องค์กรสังคมนิยมแรงงาน” เชิญสมัครสมาชิก

บทความอื่น ๆ