คำถามซ้ำๆ แต่ต้องย้ำบ่อยๆ พรรคปฏิวัติที่แท้จริงหน้าตาเป็นอย่างไร

โดย สุวิภา

​ความขัดแย้งทางการเมืองไทย ในรอบล่าสุดที่ผ่านมา สามารถโยงไปได้อย่างน้อยที่สุดคือ จากรัฐประหารปี 2549 ผลจากภัยพาลทั้งในระดับประเทศและระดับสากล กำลังบีบให้สังคมหันเหไปสู่ความหายนะ ทั้งปัญหาวิกฤตค่าครองชีพ วิกฤตสิ่งแวดล้อม รวมไปถึงวิกฤตเสรีภาพ พรรคปฏิวัติจึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการปลุกจิตสำนักของชนชั้นกรรมาชีพและผู้ถูกกดขี่ในสังคม ลุกขึ้นมาเป็นพลังในการนำสังคมไปสู่การปฏิวัติ คำถามคือ แล้วพรรคปฏิวัติที่แท้จริง หน้าตาเป็นอย่างไร?

                นับตั้งแต่หลังรัฐประหารปี 2549 เป็นต้นมา ความขัดแย้งของสังคมไทยได้นำไปสู่การรัฐประหารถึง 2 ครั้ง ในรอบ 10 ที่ผ่านมา หลายครั้งมีการอธิบายถึงวิกฤตในแง่มุมต่าง ๆ นานา บ้างอธิบายถึงรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ บ้างอธิบายถึงการอยู่ภายใต้อิทธิพลของรัฐมหาอำนาจตะวันออกและหวังพึ่งมหาอำนาจตะวันตกเข้าช่วยแทรกแซง อย่างไรก็ตาม ปัญหาทั้งหมดที่ผ่านมาในสังคมไทยล้วนผูกรวมกันเสมือนด้ายเส้นเดียวกับ “ระบบทุนนิยม” ไม่ว่าจะเป็นปัญหาทุนผูกขาดเองก็มีรากเหง้าของการกระจุกรวมของปัจจัยการผลิตอันเป็นพัฒนาการของระบบทุนนิยมไทย กอปรกับกระบวนการสะสมทุนในระบบทุนนิยม ย่อมยังผลช่องว่างทางชนชั้นให้ถ่างออกไปมากยิ่งขึ้นเท่านั้น ในแง่นี้จึงกล่าวได้ว่า ระบบทุนนิยมเป็นระบบที่สังเวยความทุกข์ลำเค็ญของคนหมู่มากในสังคม ผู้ที่มั่งมีในระบบเพียงไม่กี่คนได้สุขสบาย

                พรรคปฏิวัติจึงมีภารกิจสำคัญที่จะต้องผลักดันข้อเรียกร้องให้ไปจนถึงการสร้างรัฐสังคมนิยมโดยสำคัญ ทั้งจะต้องทำงานอย่างขันแข็งควบคู่ไปกับชนชั้นกรรมาชีพและผู้ถูกกดขี่ในสังคมทั้งหลาย ไม่ใช่เพียงแค่ชนชั้นกรรมาชีพเท่านั้น แต่ต้องรวมไปถึงผู้ถูกกดขี่ทั้งหลายด้วย สิ่งที่สำคัญคือ พรรคปฏิวัติจำต้องสร้างปัญญาชนขึ้นมาจากชนชั้นกรรมาชีพเพื่อช่วงชิงพื้นที่ทางความคิด กรัมชี่ นักปฎิวัติชาวอิตาลี เรียกการแย่งชิงพื้นที่ทางความคิดนี้ว่า “สงครามจุดยืน” (War on position) โดยพรรคจะสามารถช่วงชิงการนำในพื้นที่ทางความคิดนี้ได้ ต้องทำงานกับมวลชนอย่างแข็งขัน โครงสร้างการทำงานที่ขยันขันแข็งมีความสำคัญในการนำไปสู่ชัยชนะ

                กล่าวคือโครงสร้างการทำงานของพรรคจะต้องทำงานกับชนชั้นกรรมาชีพและมีหน้าที่ในการติดอาวุธทางความคิดแบบมาร์กซิสต์เป็นหลัก สมาชิกจะต้องลงไปทำงานจริงกับมวลชนและสร้างความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดตั้งแต่ในโรงงาน สถานศึกษา รวมทั้งเกษตรกรยากจนด้วย  ทั้งนี้ก็เพื่อสร้างความสามัคคีในหมู่ชนชั้นล่าง มีการจัดทำกลุ่มศึกษาอย่างต่อเนื่องเพื่อเสริมสร้างความมั่นใจให้กับคนธรรมดาให้กล้าที่จะเปลี่ยนแปลงสังคม และต้องเสนอภาพสังคมที่เป็นไปได้มากกว่าสังคมแบบทุนนิยมเพื่อให้นำไปสู่การขับเคลื่อนในโลกจริงพรรคปฏิวัติจึงไม่ใช่พรรคที่มีข้อเสนออย่างถอนรากถอนโคนเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่จำเป็นที่จะต้องมีหลักการและคู่มือในการดำเนินการอย่างชัดเจน โดยเฉพาะการทำงานกับมวลชน

​อย่างไรก็ตาม เมื่อแลเหลียวกลับไป การเมืองไทยยังไร้ซึ่งทางออกด้วยข้อเสนอของการเมืองที่เข้มแข็งในช่วงหาเสียง แต่นำไปสู่ผลลัพธ์ของการเปลี่ยนแปลงได้เพียงน้อยนิด สาเหตุมาจากการประนีประยอมกับชนชั้นนำในระบอบ ทั้งพรรคฝ่ายค้านและรัฐบาล ในพรรคเพื่อไทยเอง แม้จะมีนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อคนจน เช่น เงินดิจิตอล ขยายสิทธิ์ 30 บาทรักษาทุกโรค การประกันราคาผลผลิตเกษตร ประกอบกับการทำงานกับมวลชนที่เข้มแข็งโดยเฉพาะขบวนการเสื้อแดงตั้งแต่ในสมัยรัฐบาลไทยรักไทย แต่ปัญหาคือ การประนีประนอมทางชนชั้นจนต้องละทิ้งข้อเสนอของมวลชน จากการสลายขั้วตัวเองเพื่อเป็นรัฐบาล หรืออย่างพรรคประชาชนที่มีข้อเสนอทางการเมืองที่ก้าวหน้ากว่า เช่น การลดงบกองทัพ ยกเลิกศาลทหาร นิรโทษกรรมคดีการเมือง แต่ยังคงใช้แนวทางเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมอยู่ เช่น นโยบายลดกฎระเบียบการตั้งธุรกิจ SME ซื้อ-ขายไฟฟ้าเสรี ไม่เก็บภาษีอัตราก้าวหน้า เป็นต้น

​ดังนั้นแล้ว พรรคปฏิวัติจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการเมืองไทยในปัจจุบันนี้ เพราะเป็นทางออกที่สำคัญในฐานะเป็นหลักในการผลักดันนโยบายสำคัญ ๆ เพื่อไปสู่ความเปลี่ยนแปลง ดังที่ โรซา ลักเซมเบิร์ก ได้กล่าวถึงหนทางในการต่อสู้ว่า พรรคปฏิวัติคือพลังที่สำคัญในการปฏิรูป หากไร้ซึ่งพลังของการปฏิวัติ การปฏิรูปก็จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย

​การสร้างพรรคปฏิวัติจึงเป็นความจำเป็นของสังคมไทย พรรคปฏิวัติไม่ได้หันหลังให้กับการเมืองกระแสหลัก เรามองเห็นคุณค่าของการเมืองกระแสหลักในฐานะเวทีทางการเมืองในการใช้รณรงค์ แต่พรรคปฏิวัติต้องทำไปมากกว่าพรรคปฏิรูป คือ การเสนอประเด็นที่ก้าวหน้า ทำงานกับมวลชนและเพื่อประโยชน์ของคนส่วนใหญ่

ถ้าเห็นด้วยกับแนวทาง “องค์กรสังคมนิยมแรงงาน” เชิญสมัครสมาชิก

บทความอื่น ๆ