โดย รุเธียร
กล่าวกันว่าความศรัทธาในศาสนาเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเนื่องจากความกลัวของมนุษย์ต่อสิ่งที่ตนไม่อาจอธิบายได้ และถูกพัฒนาต่อไปกลายเป็นหลักศีลธรรมในชีวิตประจำวันของมนุษย์โดยพระศาสดาที่เปี่ยมไปด้วยปัญญาและบุญญาธิการ ศาสนาเป็นหนทางสู่จิตวิญญาณอันสัมบูรณ์ซึ่งขับเคลื่อนประวัติศาสตร์ของมวลมนุษย์ให้เดินหน้า หากแต่เมื่อพิจารณาอย่างวัตถุนิยมแล้ว ศาสนาต่างหากที่เป็นผลิตผลของประวัติศาสตร์ เป็นผลิตผลของความขัดแย้งทางชนชั้นที่ดำรงมาในทุกยุคทุกสมัย
แต่แรกเริ่มในชุมชนบุพกาล ปรากฎการณ์ธรรมชาติ เช่น ฝนตก แดดออก ฟ้าผ่า มนุษย์ไม่มีความรู้ทางวิทยาศาสตร์มากพอจึงมีความเชื่อว่าเกิดจากเทพเจ้าหรือพระผู้เป็นเจ้าเป็นผู้สร้าง ความเชื่อในยุคบุพกาลจึงเป็นสิ่งที่สอดรับกับวิถีชีวิตที่เป็นจริงในฐานะที่มนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติและเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน“เส้นแบ่งระหว่างสรรพสิ่งต่าง ๆ โดยเฉพาะกับบุคคลจึงแบ่งแยกจากกันไม่ได้…ผู้คนในสังคมบุพกาลจึงมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับธรรมชาติมากกว่าที่จะมีอัตตาที่แยกออกจากธรรมชาติ” (ธเนศ วงศ์ยานนาวา, 2562) แต่เมื่อสังคมแบบชุมชนบุพกาลได้คลี่คลายออกไป เราจะเห็นรูปแบบของศาสนาที่หลากหลาย ตั้งแต่ความเชื่อต่อสิ่งที่อยู่เหนือธรรมชาติไปจนถึงการพินอบพิเทาต่อพระผู้เป็นเจ้าหนึ่งเดียว สิ่งเหล่านี้ล้วนเกิดขึ้นบนพื้นฐานของระบอบสังคมที่พัฒนาไปในบริบทที่แตกต่างกัน
ความเชื่อที่เคยอยู่ในชุมชนบุพกาลปรากฏอยู่ทั่วไปในสังคมที่พัฒนาไปเป็นประชาคมตะวันออกภายใต้วิถีการผลิตแบบเอเชียในรูปแบบของการบูชาผีบรรพชน ศาสนาแบบพหุเทวนิยมที่ศรัทธาต่อเทพเจ้าจำนวนมาก และสรรพเทวนิยมที่มีความเชื่อต่อพระเจ้าผู้เป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ อย่างไรก็ตาม ชุมชนอันเสมือนหยุดนิ่งเหล่านี้ต่างก็แปดเปื้อนไปด้วยการแบ่งแยกวรรณะที่ถูกรองรับความชอบธรรมผ่านความเชื่อเหล่านี้เสมอมาภายใต้การเผด็จอำนาจของรัฐแบบเอเชีย
ในทางหนึ่ง ศาสนาเอกเทวนิยมได้กลายเป็นแก่นแกนหลักทางวัฒนธรรมของสังคมที่พัฒนาเข้าไปสู่การถือครองกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคลของปัจเจกชนในรูปของความสัมพันธ์ทางสังคมระหว่างเสรีชนและผู้เป็นทาส ศาสนายูดาย ศาสนาคริสต์ และศาสนาอิสลาม ต่างก็รวมศูนย์เข้าไปหาผู้ปกครองผ่านการยึดมั่นในพระผู้เป็นเจ้าที่สูงสุดหนึ่งเดียวและมีท่าทีอย่างแข็งกร้าวที่จะปฏิเสธความแตกต่างหลากหลาย รวมถึงไสยศาสตร์ที่เคยเชื่อมต่อมนุษย์เข้ากับธรรมชาติและชุมชนของตัวเอง บุคลิกภาพของพระเจ้าในพระคัมภีร์เป็นตัวแทนถึงบทบาทของนายทาสและเจ้าศักดินาผ่านบริบทของวิถีทางสังคมแต่ละยุคสมัย พระยาห์เวห์ของชาวยิวเป็นพระเจ้าแห่งสงครามและความพิโรธ พระองค์คือพระเจ้าของชนชาติแห่งพันธสัญญาที่จากเดิมเป็นเพียงชนเผ่าเร่ร่อนก่อนจะเถลิงอาณาจักรอิสราเอลให้สถิตสถาพร ถัดมาในยุคที่จักรวรรดิโรมันเรืองอำนาจและสังคมชาวยิวเต็มไปด้วยความหลากหลาย พระองค์คือพระบิดาผู้เปี่ยมด้วยพระหรรษทานซึ่งส่งพระบุตรพระเยซูมาในโลกเพื่อไถ่กู้มวลมนุษย์จากบาป กฎข้อห้ามยิบย่อยของชาวยิวได้เลือนหายไปจากประเพณีของชาวคริสต์ซึ่งเพิ่มความยืดหยุ่นอย่างเป็นสากลมากขึ้น และท้ายที่สุดในสังคมชนเผ่าพ่อค้าแห่งทะเลทรายอาหรับ พระองค์คือพระอัลเลาะห์ พระเจ้าผู้เกรียงไกร พระองค์วกกลับมาในรูปแบบเดียวกับพระยาห์เวห์ของชาวยิวพร้อมกับข้อปฏิบัติที่ควบคุมสังคมตั้งแต่หัวจรดเท้า
ศาสนาเป็นผลผลิตจากเงื่อนไขทางเศรษฐกิจและสังคมที่ปรากฏในเทศะและกาละหนึ่ง ๆ ในแง่หนึ่งก็เป็นทั้งเครื่องมือของชนชั้นปกครองที่ใช้ควบคุมผู้อยู่ใต้ปกครอง และในอีกแง่หนึ่งก็เป็น “เครื่องปลอบประโลมของสัตว์โลกผู้ถูกกดขี่, หัวใจของโลกที่ปราศจากหัวใจ, วิญญาณของภาวะที่ปราศจากวิญญาณ, ยาฝิ่นของมวลชน” (Marx, 1843) ดัวยประการแรกเราจึงเห็นความสัมพันธ์ระหว่างศาสนาและรัฐของชนชั้นปกครองอย่างแนบแน่น และด้วยประการที่สอง ชนชั้นกรรมาชีพจึงเยียวยาการตกทุกข์ได้ยากของตัวเองด้วยความยึดมั่นต่อศาสนา เสมือนยาฝิ่นรักษาความป่วยไข้ของตัวเองฉะนั้น การสร้างสังคมใหม่ที่แตกต่างไปจากสังคมเดิมจะเกิดขึ้นได้ ชาวมาร์กซิสต์ต้องทำการต่อสู้ทางความคิดที่ชนชั้นปกครองได้ปลูกฝังผ่านศาสนา


