โดย วัฒนะ วรรณ
เรียบเรียงโดย กองบรรณาธิการ
เหตุการณ์นองเลือด 6 ตุลา ไม่สามารถแยกออกจากการทำลายความฝันถึงสังคมนิยมได้ ซึ่งก่อนหน้านั้น สังคมไทยถูกแช่แข็งความยากจนมานาน และ การเมืองการปกครองถูกผูกขาดโดยเผด็จการทหาร
หากย้อนไปหลังขับไล่เผด็จการในยุค 14 ตุลา 2516 ออกไปได้ ปัญหาต่าง ๆ ได้เบิดออกมา และแนวทางสังคมนิยมที่ต้องการเห็นมนุษย์มีความเท่าเทียมกันอย่างแท้จริงทั้งทางเศรษฐกิจและการเมือง สามารถตอบสนองต่อการแก้ปัญหาต่าง ๆ เหล่านั้นได้ จึงเกิดการต่อสู้ของขบวนการต่าง ๆ มากมาย อย่างเช่น:
ขบวนการแรงงาน เกิดการนัดหยุดงานครั้งใหญ่ ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ในปี 2516 มีการนัดหยุดงานมากถึง 501 ครั้ง ในขณะที่ปีก่อนหน้านั้นมีนัดหยุดงานเพียง 34 ครั้งเท่านั้น และในวันที่ 9 มิถุนายน มีการนัดหยุดงานครั้งใหญ่ของโรงงานทอผ้า 600 แห่ง มีคนเข้าร่วมหลายหมื่นคน ยืดเยื้อ 4 วัน โดยมีขอเรียกร้องให้มีการปรับค่าจ้าง ให้มีสวัสดิการ และมีกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ซึ่งรัฐบาลยอมรับข้อเรียกร้อง และปรับค่าจ้างขั้นต่ำจากวันละ 12 บาทเป็นวันละ 20 บาท
ขบวนการชาวนา 1 มีนาคม 2517 ชาวนาหลายพันคนจากจังหวัดภาคกลางเดินทางมาทำเนียบรัฐบาล ยื่นข้อเรียกร้องให้สามารถขายข้าวในตลาดโลกได้ ให้มีการประกันราคาข้าว ควบคุมการส่งออก ลดค่าพรีเมียมข้าว และควบคุมราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ปุ๋ย ให้ถูกลง จนกลายมาเป็นสหพันธ์ชาวนาชาวไร่ท้ายที่สุด
องค์กรครู เริ่มมีการเคลื่อนไหวเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม นัดชุมนุมกันที่คุรุสภา มีครูหลายองค์กรเข้าร่วม เช่น สมาคมครูโรงเรียนราษฎร์ สมาคมครูนครหลวง ศูนย์พิทักษ์สิทธิครูแห่งประเทศไทย เรียกร้องให้ครูร่วมกันต้านการทุจริตของโรงเรียน คัดค้านการที่โรงเรียนไล่ครูออกจำนวนมากอย่างไม่เป็นธรรม โดยยื่นข้อเรียกร้อง 6 ข้อ ให้ รมช.มหาดไทยแก้ปัญหา ให้ครูมีงานทำ
กลุ่มพระสงฆ์ พระภิกษุสามเณรจากวัดมหาธาตุและวัดอื่นๆ หลายร้อยรูป มาชุมนุมกันที่ลานโพธิ์วันมหาธาตุ วันที่ 10 มกราคม 2518 มีพระสงฆ์บางรูปอดอาหารประท้วง กลุ่มพระสงฆ์ดังกล่าวเรียกร้องให้ทบทวนพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ 2505 ที่สร้างระบอบเผด็จการในหมู่สงฆ์ ด้วยการสร้างมหาเถรสมาคมมาเป็นเครื่องมือ
ขบวนการสตรี กลุ่มผู้หญิงสถาบันต่างๆ สร้างองค์กรสตรีเพื่อเรียกร้องให้สตรีมีสิทธิเท่าเทียมชาย ให้ชายยุติการพิจารณาสตรีในฐานะวัตถุบำเรอความใคร่ และขยายข้อเรียกร้องไปไกลกว่าแค่สิทธิสตรีทั่วไป เช่น แรงงานหญิง หญิงบริการทางเพศ ซึ่งเป็นกลุ่มที่สิทธิความเป็นมนุษย์ของตนเองถูกทำลาย ต้องนำร่างกายมาเป็นสินค้า มีการรณรงค์ให้วันที่ 8 มีนาคมเป็นวันตรีสากลเป็นครั้งแรกในไทย มีการใช้คำขวัญ “สตรี เสมอภาค สร้างสรรค์” กันแพร่หลายในยุคนั้น
ขบวนการสิ่งแวดล้อม มีการคัดค้านการสร้างอ่างเก็บน้ำที่สร้างความเดือดร้อนให้กับชาวบ้านที่มาบชัน ชลบุรี คัดค้านการไล่ชาวบ้านออกจากป่าของกรมป่าไม้เพื่ออนุรักษ์ป่า องค์กรสิ่งแวดล้อมมองว่า ชาวบ้านไม่ใช่ตัวปัญหาในการทำลายป่า แต่เป็นระบบทุนนิยมที่ทำลายป่าเป็นจำนวนมาก โดยมองว่าชาวบ้านจะช่วยรักษาป่าเสียด้วยซ้ำ รวมถึงคัดค้านการสร้างโรงไฟฟ้าปรมาณู คัดค้านการตั้งโรงงานปิโตรเคมี ที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
กระแสความนิยมแนวทางสังคมนิยมยังสะท้อนออกมาในการเลือกตั้งเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2518 พรรคฝ่ายซ้าย 3 พรรคได้ที่นั่งรวมกัน 77 ที่นั่ง พรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทย ได้ 15 ที่นั่ง พรรคพลังใหม่ ได้ 12 ที่นั่ง พรรคแนวร่วมสังคมนิยม ได้ 10 ที่นั่ง นโยบายเด่น ๆ เช่น สร้างระบบประกันสังคมให้กับคนทำงาน ปฏิรูปที่ดินเพื่อกระจายที่ดินให้กับชาวนามีที่ดินทำกิน การศึกษาฟรีสำหรับทุกคน การรักษาพยาบาลฟรีสำหรับทุกคน มีหมอพยาบาลที่เพียงพอโดยเฉพาะในพื้นที่ชนบท กระจายอำนาจปกครองสู่ท้องถิ่นในทุกระดับ ยกเลิกการบังคับเกณฑ์ทหาร ให้ท้องถิ่นมีอำนาจปกครองตนเอง คนกลุ่มน้อยสามารถปกครองตนเองได้ ส่งเสริมความเท่าเทียมของสตรี เก็บภาษีก้าวหน้า ภาษีทรัพย์สิน ภาษีมรดก
แต่ชนชั้นปกครองและนายทุน บวกกับชนชั้นกลางไม่พอใจความฝันเหล่านั้นที่กำลังเกิดเป็นกระแสทางการเมือง พวกเขามีฉันทามติร่วมกันในครั้งนั้นว่าต้องทำลายกระแสนี้ เพื่อรักษาอภิสิทธิ์ชนของพวกตนเอาไว้ ไม่ใช่เพราะประชาชนเรียกร้องมากเกินไป และบทเรียนที่จำเป็นต้องพูดถึงคือแนวทางการต่อสู้ โดยเฉพาะแนวป่าล้อมเมืองของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ซึ่งถือว่าเป็นองค์กรมีอิทธิพลทางการเมืองในช่วงเวลาเดียวกัน (อ่านเพิ่ม “14 ตุลา ถึง 6 ตุลา: พลังอยู่ที่ไหน?” และ “พคท. ไม่เคยเป็นพรรคมาร์คซิสต์” ในเว็บไซต์สังคมนิยมแรงงาน)


