๒๐ ปีอาชญากรรมรัฐที่ตากใบ

โดย กองบรรณาธิการ

​ในวันที่ ๒๕ ตุลาคม ๒๕๔๗ กองกำลังติดอาวุธของรัฐไทยได้สลายการชุมนุมอย่างสันติของชาวบ้านที่ตากใบจังหวัดนราธิวาส หน้า ส.น.ตำรวจ สาเหตุที่มาประท้วงก็เพื่อให้ตำรวจปล่อยตัวชาวบ้านที่ถูกจับในข้อหานำอาวุธไปให้พวกกบฏ อาวุธดังกล่าวเดิมมาจากภาครัฐที่บังคับให้ชาวบ้านถือไว้ และเขามอบอาวุธให้คนอื่นเพราะถูกข่มขู่ ชาวบ้านกลัวว่าผู้ที่ถูกตำรวจจับจะหายตัวไปหรือถูกซ้อมตามเคยจึงมาประท้วงเพื่อให้ปลอยเพื่อนบ้าน นอกจากจะมีการใช้รถดับเพลิงฉีดน้ำใส่ผู้ประท้วงและใช้ก๊าซน้ำตาแล้ว มีการยิงกระสุนปืนใส่ชาวบ้านตาย ๖ คน บาดเจ็บอีกมากมาย หนึ่งในผู้บาดเจ็บจากกระสุนปืนของรัฐไทยเป็นเด็กอายุ ๑๔ ขวบ ในขณะที่ฝ่ายชาวบ้านไม่มีอาวุธแต่อย่างใด

​หลังจากที่สลายการชุมนุมดังกล่าว ทหารและตำรวจบังคับให้ชายทุกคนนอนลงกับพื้น ถูกถอดเสื้อ ถูกเตะตีแล้วมีการมัดมือไขว้หลัง ต่อมาทหารก็โยนชายเหล่านั้นขึ้นรถทหารที่ไม่มีหลังคา มีการบังคับให้นอนทับกันหลายชั้น ใครร้องเรียนประท้วงหรือไม่พอใจ จะโดนทุบตีและเหยียบและถูกทหารปรามว่า “เดี๋ยวจะรู้ว่านรกจริงเป็นอย่างไร” ชายเหล่านั้นไม่ได้กระทำความผิดอะไรทั้งสิ้น แค่มาประท้วงตามสิทธิเสรีภาพในระบอบประชาธิปไตย ดังนั้น เราต้องเข้าใจว่ารัฐไทยมองว่าเขาเป็น “เชลยศึก” ที่จะต้องถูกลงโทษ ไม่ใช่ “ผู้ต้องหา” ที่มีสิทธิ พวกเขาถูกนำไปส่งที่ค่ายอิงคยุทธิ์ จ.ปัตตานี ซึ่งใช้เวลาเดินทางกลางแดดหลายชั่วโมง พอรถทหารคันแรกถึงคายอิงคยุทธิ์ ปรากฏว่ามีคนตายที่นอนอยู่ข้างล่างหลายคน ๖ ชั่วโมงหลังจากนั้นรถคันสุดท้ายมาถึงค่ายทหารและมีคนตายทั้งหมด ๗๘ ศพ ในหกชั่วโมง ทหารทราบว่าการขนส่งคนแบบนี้มีปัญหา ไม่มีความพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงวิธีขนคนแต่อย่างใด ดังนั้นมันเป็นการ “จงใจฆ่าประชาชน”

​พล.ท.พิศาล วัฒนวงศ์คีรี แม่ทัพภาคที่ ๔ กล่าวต่อหน้ากล้องโทรทัศน์ของสื่อมวลชนขณะที่เกิดเหตุการณ์ว่า “เราจะทำอย่างนี้อีกทุกครั้ง” นอกจากแม่ทัพภาคที่ ๔ แล้ว ผู้ที่ต้องรับผิดชอบกับอาชญากรรมของรัฐครั้งนี้คือผู้บัญชาการตำรวจในพื้นที่และที่สำคัญที่สุดคือนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร รัฐมนตรีกลาโหม และผู้บัญชาการทหารและตำรวจระดับชาติ หลังเหตุการณ์ที่ตากใบ นายกรัฐมนตรีทักษิณออกมาชมทหารและตำรวจ และรัฐบาลอ้างว่าคนที่เสียชีวิตไป ตายเพราะ “อุบัติเหตุ”

​ในวันที่ ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ สี่ปีหลังเหตุการณ์นายกรัฐมนตรีสมัคร สุนทรเวศ โกหกกับนักข่าวโทรทัศน์ช่อง Al Jazeera ว่าคนตายที่ตากใบตายเพราะ “ล้มทับกนเอง” “รัฐบาลทำผิดตรงไหน ?” ในบทสัมภาษณ์เดียวกันสมัครโกหกอีกว่าในเหตุการณุ์ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ “มีคนตายเพียงคนเดียว” “ไม่มีใครตายในธรรมศาสตร์”

​แม้ว่าเหตุการณ์จะผ่านมา ๒๐ ปีแล้ว ผู้เสียหายยังคงไม่ได้รับความยุติธรรม เหตุการณ์นองเลือดในภาคใต้ โดยเฉพาะกรณีตากใบ เป็นวิกฤตร้ายแรงสำหรับสังคมเราและรัฐบาลทุกชุด มันเป็นสิ่งที่วัดจุดยืนของบุคคลและองค์กรต่าง ๆ ด้วย  ความสงบไม่เคยเกิดจากการทำสงครามและการคลั่งชาติ ประชาธิปไตยและสิทธิเสรีภาพไม่เคยเกิดจากการโกหก การปกปิดความจริงหรือการทำรัฐประหาร ความดีงามของสังคมไม่มีวันเกิด ถ้าพลเมืองที่รักความเป็นธรรมกลัว นิ่งเฉย และไม่ออกมาปกป้องเพื่อมนุษยธรรม ความสามัคคีระหว่างคนจะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้ายังมีการบังคับให้คนอยู่ร่วมกันภายใต้อำนาจของความรุนแรง เหตุการณ์ที่ตากใบทำให้เราต้องตั้งคำถามกับหลายอย่างในสังคม เช่นท่าทีของเราต่อแนวชาตินิยมและความศักดิ์สิทธิ์ของพรมแดนไทย ท่าทีที่เราควรมีต่อเพื่อนมนุษย์ไม่ว่าจะเชื้อชาติสัญชาติใด ความถูกต้องของระเบียบของสังคมที่สอนเราว่าเราไม่มีสิทธิ์แลกเปลี่ยนแสดงความคิดเห็นในมุมที่แตกต่างจากอำนาจรัฐ  

​และสิ่งที่สำคัญที่ในเวลานี้คือ รัฐไทยต้องหยุดคุกคามคนในพื้นที่และต้องรื้อฟื้นคดีอาชญากรรมที่กระทำโดยรัฐในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้และที่อื่นอย่างต่อเนื่องในอดีต เพื่อสร้างมาตรฐานสิทธิมนุษยชนแบบใหม่ และควรยกเลิกการปลูกฝังแนวคิดชาตินิยมที่สร้างความเกลียดชังระหว่างผู้คน เปลี่ยนมาเป็นการสนับสนุนสังคมที่สร้างเข้าใจความเป็นพหุวัฒนธรรมของผู้คนที่มีวัฒนธรรมหลากหลาย

ถ้าเห็นด้วยกับแนวทาง “องค์กรสังคมนิยมแรงงาน” เชิญสมัครสมาชิก

บทความอื่น ๆ