โดย รุเธียร
ชัยชนะของกรรมาชีพรัสเซียภายใต้การนำของพรรคบอลเชวิค ในเช้าวันที่ 7 พฤศจิกายน (25 ตุลาคม ตามปฏิทินจูเลียน) 1917 คือการเปิดฉากรัสเซียในยุคสมัยของเผด็จการชนชั้นกรรมาชีพและความฝันถึงโลกใบใหม่ที่เป็นไปได้ภายใต้รัฐสังคมนิยม สภาโซเวียตประกาศยุบรัฐบาลเฉพาะกาลของเคเรนสกีและจัดตั้งคณะมนตรีคอมมิสซาร์ประชาชนเพื่อบริหารประเทศโดยมีเลนินและผู้นำพรรคบอลเชวิคเป็นรัฐบาล
สิ่งแรกที่รัฐบาลโซเวียตทำหลังการปฏิวัติคือ การประกาศกฤษฎีกาสันติภาพเพื่อถอนตัวออกจากสงครามโลกครั้งที่ 1 ยกเลิกกรรมสิทธิ์ในที่ดินอย่างถาวรโดยไม่มีการชดเชยและเวนคืนที่ดินทุกประเภทมาเป็นของรัฐโดยให้อยู่ภายใต้ความควบคุมของสภาชาวนา รวมถึงจัดสรรที่ดินสำหรับการเกษตรแก่ชาวนาอย่างเสมอภาค มีการกำหนดมาตรการปันส่วนอาหารและประกันความอดอยาก กำหนดชั่วโมงการทำงานวันละ 8 ชั่วโมง สาธารณสุขและการศึกษาแบบให้เปล่า ค้ำประกันเรื่องสุขภาพและการว่างงาน ให้กรรมกรเข้าควบคุมโรงงาน ปฏิรูประบบศาลและยกเลิกกฎหมายที่ไม่เป็นธรรมในยุคซาร์ รัฐบาลโซเวียตส่งเสริมความเสมอภาคทางเพศด้วยการยกเลิกกฎหมายว่าด้วยการแต่งงานและหย่าร้าง ให้สิทธิชาวมุสลิมในกิจการศาสนา แยกศาสนาออกจากรัฐและแยกโรงเรียนออกจากศาสนา รวมถึงให้สิทธิพลเมืองแห่งรัสเซียทุกเชื้อชาติสามารถปกครองตนเองและแยกออกเป็นรัฐเอกราชได้
ในเดือนมกราคม พรรคบอลเชวิคใช้ทหารเรดการ์ดทำการยุบสภาร่างรัฐธรรมนูญที่เต็มไปด้วยกลุ่มพรรคการเมืองที่พร้อมจะประนีประนอมกับนายทุนตลอดเวลา คำประกาศว่าด้วยสิทธิของประชาชนผู้ใช้แรงงานและถูกขูดรีดถูกประกาศใช้เป็นรัฐธรรมนูญ โดยมีเป้าหมายสูงสุดอยู่ที่ “การยกเลิกการแสวงหาผลประโยชน์ของผู้ชาย ยกเลิกการแบ่งแยกประชาชนออกเป็นชนชั้น การปราบปรามผู้แสวงผลประโยชน์ การสถาปนาสังคมนิยมและชัยชนะของสังคมนิยมในทุกด้าน” (มาตรา 3) และสหพันธ์สาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียตรัสเซีย (RFSFR) ภายใต้ระบอบพรรคเดี่ยวก็ถือกำเนิดขึ้นอย่างเป็นทางการ แตกต่างไปจากประชาธิปไตยเสรีนิยมที่ผลัดหน้าทาแป้งด้วยเสรีภาพแต่ฉกฉวยเอาทุกสิ่งไปจากผู้ไร้สมบัติเพื่อไปปรนเปรอชนชั้นปกครอง เผด็จการชนชั้นกรรมาชีพคือเครื่องยืนยันว่า “ลัทธิสังคมนิยมไม่ได้ถูกสร้างขึ้นโดยคำสั่งจากเบื้องบน…การมีชีวิตอยู่ของลัทธิสังคมนิยมเป็นผลิตผลของมวลชนเอง” (สุนทรพจน์ของเลนินจาก “วันคืนเดือนตุลาในความทรงจำ” โดยครุฟสกาย่า)
แต่เส้นทางของรัฐสังคมนิยมที่เพิ่งคลอดใหม่ไม่มีวันหอมหวานภายใต้ลัทธิจักรวรรดินิยมซึ่งโลกทั้งโลกถูกปกครองโดยตลาด และทุกรัฐชาติอาศัยการพึ่งพาทรัพยากรของกันและกัน เลนินได้ย้ำเตือนถึงอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับรัสเซียซึ่งเป็นประเทศที่อุตสาหกรรมยังล้าหลังหากการปฏิวัติในประเทศอุตสาหกรรมประสบความล้มเหลว เช่นเดียวกับที่ทรอตสกี้เสนอเรื่องการปฏิวัติถาวร “ความถาวรของการปฏิวัติสังคมนิยม มีมิติที่กว้างยิ่งขึ้นคือจะสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อสังคมใหม่ได้รับชัยชนะทั่วโลก” ความล้มเหลวของการส่งออกการปฏิวัติให้กับยุโรปในตอนนั้นผนวกกับสงครามกลางเมืองที่เกิดขึ้น ทำให้รัสเซียถูกทิ้งให้อยู่อย่างโดดเดี่ยวภายใต้กระแสทุนนิยมโลกและโลกใบใหม่ภายใต้การสร้างสรรค์ของกรรมาชีพก็ถึงแก่ปลาสนาการไปโดยปริยาย เมื่อทุนนิยมโดยรัฐของสตาลินและโคมินเทิร์นเรืองอำนาจหลังจากอสัญกรรมของเลนินและการขับทรอตสกีออกจากพรรค การปฏิวัติสังคมนิยมในประเทศเดียวกลายเป็นหมุดหมายให้กับการปฏิวัติในประเทศล้าหลังของเอเชีย อัฟริกาและละตินอเมริกา ซึ่งเราคงได้ประจักษ์แก่สายตาของตัวเองว่าประเทศเหล่านี้สามารถเรียกได้อย่างเต็มปากว่าเป็นรัฐของชนชั้นกรรมาชีพหรือไม่ และชะตากรรมของมวลชนผู้ไร้ปัจจัยการผลิตและตรากตรำในประเทศเหล่านี้ลงเอยอย่างไร

