ขบวนการคนหนุ่มสาวจะฟื้นการต่อสู้ได้อย่างไร

โดย วัฒนะ วรรณ

​ในปัจจุบันคงต้องยอมรับกันว่า ขบวนการคนหนุ่มสาวที่ลุกขึ้นสู้เมื่อสามปีก่อนอ่อนแอลงมากจากการถูกปราบ แกนนำถูกจับเกือบทั้งหมด บางส่วนต้องลี้ภัยในต่างประเทศ โครงสร้างองค์กรย่อยๆ ก็สูญหายไปเกือบหมด ในสภาพเช่นนี้หลีกเลี่ยงไม่ได้สำหรับคนที่เหลืออยู่ที่อาจจะหดหู่บ้าง แต่เราไม่สามารถหยุดสู้ได้ และกระแสการต่อสู้ก็มีขึ้นมีลง เมื่อกระแสการต่อสู่ขึ้นสูงอีกครั้ง เราจำเป็นต้องเรียนบทเรียนในอดีต และเตรียมพร้อมสำหรับการลุกสู้รอบใหม่ แล้วเราจะเริ่มฟื้นการต่อสู้กันอย่างไร

​จุดเริ่มต้นต้องฟื้น “โครงสร้าง” องค์กรฝ่ายซ้ายแนวต่างๆ กลับมาให้ได้ ซึ่งต้องประกอบไปด้วยมวลชนที่เป็นผู้ปฏิบัติงานอย่างเอาการเอางาน และทฤษฎีชี้นำที่เป็นของฝ่ายเราเอง

​ต้องทบทวนการสร้างองค์กรในลักษณะเครือข่ายหลวมๆ ที่ไม่มีระบบสมาชิกที่ต้องรับผิดชอบต่อองค์กร สมาชิกไม่จำเป็นต้องมีวินัย องค์กรลักษณะนี้ไม่สามารถทนต่อกระแสการต่อสู้ที่ขึ้นๆ ลงๆ ได้ และมักจะล้มหายไปง่ายและก่อตัวขึ้นใหม่เมื่อกระแสสูง ซึ่งมันจะไม่ทันเนื่องจากการต่อสู้จำเป็นต้องใช้บทเรียนในอดีต องค์กรที่อยู่นานจะเปรียบเสมือนเครื่องบันทึกความทรงจำ ซึ่งองค์กรใหม่จะขาดสิ่งนี้ไป การสร้างองค์กรที่มีวินัยยากกว่าเครือข่ายหลวมแน่นอน ยิ่งในช่วงกระแสการต่อสู้ตกต่ำด้วย คงไม่มีใครปฏิเสธเรื่องนี้ แต่เราไม่มีทางเลือกอื่น ถ้าจะสู้กับรัฐเผด็จการที่มีโครงสร้างรัฐที่แข็งแรง ถ้าเราต้องการร่างกายที่แข็งแรง ก็ต้องออกกำลังกายสม่ำเสมอและเป็นระบบ การนอนอยู่บ้าน หรือเอาแต่อยู่ในโลกออนไลน์ ไม่สามารถทำให้ร่างการแข็งแรงได้

​ต้องทบทวนทฤษฎีที่ใช้ชี้นำการต่อสู้ด้วย ถึงแม้ทุกการต่อสู้จะมีเป้าหมายไปสู่สังคมที่มีความเสมอภาคเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจหรือการเมืองก็ตาม แต่ถ้าทฤษฎีชี้นำไม่ถูกต้อง มันก็จะนำไปผิดทางได้ โดยเฉพาะการศึกษาทฤษฎีสายมาร์คซ์-เลนิน-ทรอสกี และนักมาร์คซิสต์คนอื่นๆ แต่การศึกษาจะต้องไม่ใช้การท่องจำแบบคัมภีร์ที่ไม่กระตุ้นให้คิด แบบที่ พคท.เคยทำ ภายในองค์กรจะต้องมีการศึกษาที่มีชีวิตชีวา มีวัฒนธรรมการถกเถียงอย่างเป็นระบบผ่านการจัด “กลุ่มศึกษา” เป็นประจำ เนื่องจากแนวคิดต่างๆ จะต้องถูกนำไปทดสอบในโลกจริงเสมอ และต้องนำกลับมาทบทวนเป็นประจำว่ายังใช้งานได้หรือไม่ ยังสามารถใช้อธิบายสังคมได้หรือไม่ ทฤษฎีใดมีจุดอ่อนตรงไหนและต้องปรับแก้อย่างไร บทเรียนข้อผิดพลาดจากความพ่ายแพ้ในอดีตมีอะไรบ้าง ต้องแก้ไขตรงไหนเพื่อไม่ผิดซ้ำ

               บางคนอาจจะเถียงว่าไม่จำเป็นต้องมีทฤษฎีอะไร แค่มีจิตใจที่ดี เห็นอกเห็นใจ คนที่ถูกกดขี่ก็พอ แต่มันเพียงพอจริงหรือไม่ กรัมชี่ นักปฏิวัติลัทธิมาร์คซ์ ชาวอิตาลี เคยเสนอว่า ในสังคมปกติแนวคิดที่ครอบงำสังคมอยู่ที่เป็นแนวคิดกระแสหลัก จะเป็นของชนชั้นปกครอง ซึ่งในสังคมทุนนิยมก็คือชนชั้นนายทุนนั่นเอง ดังนั้น ถ้าเราไม่มีการจัดระบบความคิดแยกแยะได้ว่าแนวคิดใดถูกสร้างมาเพื่อรับใช้ใคร ชนชั้นไหน และมีทฤษฎีใดที่เป็นของฝ่ายเราเอง มันอาจจะทำให้สับสนเมื่อต้องตัดสินใจแสดงจุดยืนในเรื่องต่างๆ โดยการหยิบใช้ทฤษฎีของชนชั้นนายทุน เพื่อต่อสู้กับนายทุนเอง โดยไม่รู้ตัวหรือไม่ตั้งใจ เช่น: 

​คนจำนวนหนึ่งที่เรียกตัวเองว่าฝ่ายซ้าย แต่กลับต่อต้านการแจกเงินหมื่นให้คนส่วนใหญ่ท่ามกลางวิกฤติหนี้ของคนจน ซึ่งคนจนได้ประโยชน์ โดยมองว่าผิดวินัยการคลัง ซึ่งเป็นชุดความคิดของพวกเสรีนิยมที่มักจะถูกใช้โจมตีการนำเงินมาใช้จ่ายช่วยคนจน หรือในอดีตแนวคิดประชาสังคม เคยเป็นที่นิยมในขบวนการภาคประชาชน แต่มันเป็นแนวคิดที่ปฏิเสธการพูดถึงชนชั้นที่ดำรงอยู่ในสังคมจึงมองไม่เห็นความขัดแย้งทางชนชั้น หรือแนวคิดชุมชนพึ่งตนเองที่ปฏิเสธอำนาจรัฐของชนชั้นนายทุน โดยเสนอให้แต่ละชุมชนพึ่งตนเอง แต่ในรูปธรรมก็ไม่สามารถปฏิเสธรัฐในระบบทุนนิยมได้ เป็นต้น

               นอกจากนั้นยังมีสิ่งสำคัญมากๆ อีกอย่างในการสร้างองค์กรฝ่ายซ้ายคือ “ประชาธิปไตยภายใน” ที่เปิดโอกาสให้สมาชิกได้ถกเถียงกันอย่างเสรีโดยไม่มีข้ออ้างใดๆ มาปิดปาก แต่การทำงานจริงไม่สามารถเถียงกันไปเรื่อยๆ ได้ บางครั้งต้องมีการตัดสินใจ ซึ่งต้องใช้การลงคะแนนเสียงข้างมาก องค์กรจึงจะต้องมีการ “รวมศูนย์” ด้วย ไม่เช่นนั้นก็ไม่มีเอกภาพในการทำงาน ถ้าต่างคนต่างทำ ก็จะอ่อนแอทำอะไรได้ยาก

ถ้าเห็นด้วยกับแนวทาง “องค์กรสังคมนิยมแรงงาน” เชิญสมัครสมาชิก

บทความอื่น ๆ