ข้อจำกัดของทฤษฎีสภาวะทับซ้อน (Intersectionality)

โดย คมกริต

​ในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยและความเป็นธรรมทางสังคมต่าง ๆ ได้เกิดความพยายามรวมการต่อสู้ต่าง ๆ เข้าด้วยกัน ตั้งแต่ ขบวนการปลดแอกทางเพศ, การรำลึก 6 ตุลาฯ 2519, 14 ตุลาฯ 2516 ขบวนการปลดปล่อยปาเลสไตน์ ขบวนการแรงงาน ฯลฯ ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าชื่นชมและตื่นเต้น ซึ่งผู้เขียนสนับสนุนอยู่เสมอ หนึ่งในทฤษฎีหรือแนวคิดที่เข้ากับบรรยากาศดังกล่าวคือทฤษฎี “สภาวะทับซ้อน” ซึ่งพยายามอธิบายว่าการกดขี่ทางเชื้อชาติ เพศ และชนชั้น “เชื่อมโยง” และมีอิทธิพลต่อกันอย่างไร แต่มันเพียงพอหรือไม่ในการเฟ้นหาต้นตอและพลังแฝงในการเปลี่ยนสังคม?

              เราต้องมองย้อนกลับไปในการต่อสู้ครั้งใหญ่ปี 1968 และผลที่ตามมาเพื่อทำความเข้าใจรากเหง้าของทฤษฎีสภาวะทับซ้อน เส้นทางของมัน และแนวคิดต่าง ๆ ที่หล่อหลอมขบวนการปัจจุบัน โดยช่วงที่แนวคิดดังกล่าวถึงจุดสูงสุดนั้น คือตอนที่การต่อสู้เพื่อปลดปล่อยสตรีเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการระดับกว้าง เช่น การต่อต้านสงคราม สิทธิพลเมือง และการต่อสู้ของชนชั้นแรงงาน

              เมื่อการต่อสู้ทางชนชั้นซบเซาลงช่วงปลายทศวรรษ 1970 และนักเคลื่อนไหวต่างผิดหวังกับ “การปฏิวัติ” นักเคลื่อนไหวจำนวนมากจึงเข้าร่วมพรรคแรงงานและพรรคแนวสังคมนิยมประชาธิปไตย หรือมองหา “พันธมิตรสายรุ้ง” ของกลุ่มสตรี กลุ่มคนผิวดำ ข้าราชการสหภาพแรงงาน และนักปฏิรูป เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง ส่วนคนอื่นๆ ก็มองหาแนวทางแยกย่อย อย่าง “การเมืองไลฟ์สไตล์” หรือการก่อตั้งแผนกสตรีศึกษาในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ

              ผลที่ตามมาจากการแตกประเด็นในช่วงปลายทศวรรษ 1970 คือการเคลื่อนไหวของสตรีที่ถูกตัดขาดจากการต่อสู้ในวงกว้าง และถูกครอบงำโดยสตรีผิวขาวชนชั้นกลาง (โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา) นักสตรีนิยมผิวดำจึงตอบโต้สภาวะเหล่านี้ว่า “แล้วประสบการณ์ของเราล่ะ” “แล้วเรื่องชนชั้นล่ะ” “มันส่งผลต่อการกดขี่สตรีอย่างไร” ซึ่งในหนังสือ Ain’t I a Woman? ของ เบลล์ ฮุกส์ ได้ตั้งคำถามเหล่านี้ไว้ และข้อวิจารณ์ของเธอต่อสตรีนิยมผิวขาวเองก็ได้จุดประกายทฤษฎีสภาวะทับซ้อนในเวลาต่อมา

              การตอบโต้ของเบลล์ ฮุกส์ ต่อแนวคิดสตรีนิยมคนผิวขาว ได้เปลี่ยนไปสู่การเมืองอัตลักษณ์ เพราะนิยามตัวเองว่าเป็นนักสตรีนิยมคนผิวดำที่มองการกดขี่สตรีผิวดำแตกต่างจากสตรีผิวขาว คือมองเห็นต้นเหตุของการกดขี่และครอบงำในรูปแบบต่างๆ ว่ามีบ่อเกิดมาจาก ชนชั้น ปิตาธิปไตย ลัทธิคลั่งคนขาว การเหยียดเชื้อชาติ เป็นต้น

นอกจากนี้ ในช่วงทศวรรษ 1990 ยังมีแนวความคิดที่นิยมกันคือ “หลังโครงสร้างนิยม” ที่ปฏิเสธว่าการเปลี่ยนแปลงแบบถอนรากถอนโคนว่าเป็นไปได้ เป็นที่นิยมในรั้ววิทยาลัย แต่ยังคงเรียกร้องการต่อต้านระบบกดขี่ขูดรีด

              ความคิดนี้มี มิเชล ฟูโกต์ เป็นเหมือนหัวหอก และต่อมาก็คือ จูดิธ บัตเลอร์ และอื่น ๆ แนวคิดนี้ปฏิเสธการเมืองเชิงอัตลักษณ์ แต่ก็ยังปฏิเสธ “โครงสร้างอำนาจจากบนลงล่าง” ด้วย กลุ่มหลังโครงสร้างนิยมมองเห็นถึง “การครอบงำ” และ “ความสัมพันธ์เชิงอำนาจ” ในทุกที่ และลดการต่อสู้ในวงกว้างลงเหลือเพียงความสัมพันธ์ปัจเจก ทั้งแนวสภาวะทับซ้อนและหลังโครงสร้างนิยมต่างแถลงออกมาว่า “เรื่องเล่าหลัก” ไม่มีจริง ความรู้และประสบการณ์ล้วนเป็นเรื่องชั่วคราว จำกัดกรอบ ไม่มี “ความจริง” หรือ “ความเป็นจริง” หนึ่งเดียวใด ๆ

              อย่างไรก็ตาม ต้องถือว่าเป็นการพัฒนาแนวความคิดการต่อสู้ให้ก้าวหน้า มันคือความพยายามต่อสู้กับทั้งความป่าเถื่อนของระบบทุนนิยม ความคับแคบของแนวทางสตาลิน และสตรีนิยมชนชั้นกลาง หรือกล่าวง่าย ๆ คือต้องการสู้กับทั้งระบบ

              ในปัจจุบัน อิทธิพลของทั้งแนวคิดสภาวะทับซ้อนและหลังโครงสร้างนิยมเป็นส่วนหนึ่งของแนวคิดต่อต้านทุนนิยม ชนชั้นก็เป็นการกดขี่อย่างหนึ่งในทฤษฎีนี้ แต่ในมุมมองมาร์กซิสต์เอง ชนชั้นไม่ได้เป็นเพียงภาระหนักอึ้งอย่างหนึ่ง การต่อสู้ทางชนชั้น ความสัมพันธ์ทางชนชั้นกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์เป็นหัวใจสำคัญของแนวคิดมาร์กซิสต์ นั่นคือแนวคิดมาร์กซิสต์เป็นเรื่องของการเคลื่อนไหวและสร้างความเปลี่ยนแปลง การรับรู้ว่าชนชั้นมีอยู่จริงและหล่อหลอมประสบการณ์ของผู้คนนั้นไม่เพียงพอ เราจำเป็นต้องเฟ้นหาพลังอำนาจของชนชั้นแรงงานที่จะเปลี่ยนแปลงทั้งระบบ

              อย่างไรก็ตาม การจะโน้มน้าวใครสักคนให้เชื่อมั่นในพลังอำนาจของชนชั้นกรรมาชีพไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แม้แต่ในไทยที่การต่อสู้ทางชนชั้นซบเซามาเป็นเวลากว่าสามทศวรรษ ดังนั้น เราจึงต้องขยับการถกเถียงไปอีกขั้นหนึ่งคือ นอกจากการยอมรับว่าชนชั้นนั้นมีอยู่จริงแล้ว เราจำเป็นจะต้องเข้าใจบทบาทของการต่อสู้ทางชนชั้นและพลังของชนชั้นกรรมาชีพที่มีศักยภาพในการเปลี่ยนไปสู่สังคมใหม่ เพื่อว่าเราจะค้นหาวิธีการที่จะทำให้การต่อสู้ทางชนชั้นนั้นมีเอกภาพมากขึ้นนั่นเอง

อ้างอิง

แซลลี่ แคมป์เบลล์. ตุลาคม 2556. Limits of Intersectionality. หนังสือพิมพ์กรรมาชีพสังคมนิยม

ถ้าเห็นด้วยกับแนวทาง “องค์กรสังคมนิยมแรงงาน” เชิญสมัครสมาชิก

บทความอื่น ๆ