ความเชื่อทางไสยศาสตร์ไม่ช่วยสร้างประชาธิปไตย

โดย พัชณีย์ คำหนัก

​ความเชื่อทางไสยศาสตร์แสดงออกมาได้หลายรูปแบบและวิธีการทั้งยังพัฒนาไปเป็นการใช้แพลตฟอร์มออนไลน์ เช่นเดียวกับการทำธุรกิจในยุคดิจิทัล เช่น กรณีการผลิตคอนเท็นท์รายการคู่ซ่าปลาไพ ที่หมอปลาเข้าช่วยถอนของคุณไสยมนต์ดำให้หญิงสูงวัยที่มีอาการป่วย เช่นเป็นไข้ ปวดหัว รู้สึกว่ามีอะไรแทงอยู่ที่หัว ไปหาหมอหลายครั้งแต่รักษาไม่หาย หรือการขายเครื่องรางแก้คุณไสยทางช็อปปี้ออนไลน์ มีหมอดู หมอเสน่ห์ หมอญาณวิเศษรักษาคนเจ็บคนไข้ ดังกรณี อ.อุบลช่วยด้วย มีลูกศิษย์เป็นจำนวนมาก มีพุทธิศักดิ์คลีนิคที่พระหันมาทำพิธีกรรมไสยศาสตร์เลียนแบบร้านเสริมความงาม หรือกรณีที่เป็นข่าวดังคือ พระเณรคำ ผู้ซึ่งใช้ไสยศาสตร์หลากหลายรูปแบบ ฉ้อโกงประชาชนและล่วงละเมิดทางเพศ ถูกอายัดเงิน 200 ล้านบาท ดังที่กล่าวมา ความเชื่อเช่นนี้อาจไม่เกิดประโยชน์ในการดำเนินชีวิตประจำวัน และยังอาจเป็นอุปสรรคในการสร้างสังคมวิทยาศาสตร์และประชาธิปไตยได้ เพราะหลายคนอ้างว่าเป็นเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เป็นอำนาจลี้ลับที่ไม่ควรแตะต้อง ซึ่งทำให้ผู้เขียนรู้สึกอยู่สองสามอย่างคือ คนในสังคมยังไม่มีบทเรียนเรื่องนี้, คนบางส่วนเพียงแค่อยากเชื่อ ทั้งๆ ที่ขัดกับสามัญสำนึกของตัวเอง, กอปรกับในสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ที่นักธุรกิจ ชนชั้นกลางและคนหวังรวยทางลัดจำนวนมากต้องการมีฐานะที่ดีหรือร่ำรวยใกล้เคียงกับพวกคนรวย1% ที่ได้ทั้งอำนาจ เข้าถึงทรัพยากร ปัจจัยการผลิตและความยุติธรรมมากกว่าคนส่วนใหญ่ ถูกหลอกให้ลงทุนด้วยเชื่อมั่นในตัวบุคคลที่เรียกตัวเองว่า “บอส”

ระบอบการปกครองจากยุคเก่ากับไสยศาสตร์

​ในประวัติศาสตร์ของสังคมไทยจะว่าไปแล้ว เป็นสังคมชนชั้น มีความเหลื่อมล้ำต่ำสูงอันเป็นผลมาจากการปกครองด้วยระบอบกษัตริย์สมบูรณาญาสิทธิราชย์และเผด็จการทหารในอดีต เป็นสังคมที่มีลักษณะอำนาจนิยมทั้งในทางศีลธรรมและความเชื่อ และเป็นสังคมพุทธศาสนาที่โน้มเอียงไปสู่การยึดมั่นในตัวบุคคลและพิธีกรรมมากกว่าการใช้เหตุผล จึงเป็นสังคมที่ขาดวัฒนธรรมการวิพากษ์วิจารณ์ถกเถียงด้วยปัญญา ด้วยเหตุนี้ ผู้เขียนเห็นว่าความเชื่อเรื่องไสยศาสตร์ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ลี้ลับจึงไปด้วยกันได้กับวิถีการปกครองแบบอำนาจนิยมดังกล่าว

​แต่ความเชื่องมงายก็ได้ปรับตัวมากขึ้นในโลกยุคปัจจุบัน และยังสามารถทำให้คนหลงเชื่ออยู่ กล่าวคือ การทำธุรกิจค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการสามารถทำได้บนความเชื่อทางไสยศาสตร์ของผู้คน หรือเรียกว่า ไสยพาณิชย์ เพื่อเสริมสร้างขวัญและกำลังใจ ด้วยการใช้เงินเพื่อเข้าร่วมพิธีกรรมต่างๆ นานา เช่น การลงหน้าทองจันทร์มหาเสน่ห์ เจิมแป้งนะเมตตามหามงคล สะเดาะเคราะห์เสริมชะตา บารมี  และการทำธุรกิจกับความเชื่อไสยศาสตร์ของคนไทยก็มีรูปแบบน่าดึงดูดใจมากขึ้น

                ทั้งนี้ ความเชื่อเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหนือธรรมชาติอาศัยศาสนาพุทธและผสมผสานกับศาสนาพราหมณ์ ซึ่งก็ได้ผสมกลมกลืนไปกับเรื่องผีสางเทวดา และเมื่อสภาพสังคมเปลี่ยนแปลงไปด้วยอิทธิพลของทุนนิยมและบริโภคนิยม ก่อให้เกิดกระแสการเปลี่ยนแปลงในวิถีการดำเนินชีวิตและวิถีปฏิบัติทางศาสนาของคนไทย คือเกิดการผันแปรความเชื่อและการปฏิบัติตามคำสอนทางศาสนาแตกต่างไปจากเดิม ส่งผลถึงการประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ ทางพุทธศาสตร์และไสยศาสตร์ด้วย มีเรื่องของผลประโยชน์เชิงพาณิชย์เข้ามาเกี่ยวข้อง การทำบุญที่เป็นหนึ่งในวิถีปฏิบัติของพุทธศาสนิกชนไทย จากสิ่งที่เป็นนามธรรมก็สามารถแสดงออกให้เห็นเป็นรูปธรรมผ่านพฤติกรรมที่เรียกว่า “บุญพาณิชย์” ในวิถีปฏิบัติแบบพุทธพาณิชย์และไสยพาณิชย์ได้

                  สำหรับความเชื่อเรื่อง “ญาณวิเศษ” ที่กำลังฮิตกัน คือการแสดงคุณสมบัติเฉพาะตัวของปัจเจกบุคคล ในทางปรัชญาความรู้ทางวิทยาศาสตร์มองว่า การยืนยัน “ความจริง” ด้วยการอ้างอิงญาณวิเศษของปัจเจกบุคคลเป็นการยืนยันที่มีความน่าเชื่อถือน้อยมาก เพราะเราไม่มีทางรู้ว่าคนๆ นั้นมีญาณวิเศษจริงหรือไม่ (นอกจากเราจะมีญาณวิเศษแบบเดียวกับที่เขามี?) เปิดโอกาสให้เกิดการหลอกลวง หรืออวดอ้างญาณวิเศษเพื่อแสวงหาผลประโยชน์เข้า ฉะนั้น ความจริงที่อ้างอิงญาณวิเศษ จึงเป็นความจริงที่ขึ้นอยู่กับความเชื่อถือในตัวบุคคลที่เราเชื่อว่าเขามีญาณวิเศษ คนที่เชื่อคำทำนายกรรมเก่าและวิธีแก้กรรมของแม่ชีทศพร ไม่ใช่เชื่อเพราะพวกเขาได้พบข้อพิสูจน์แล้วว่าสิ่งที่แม่ชีพูดเป็นความจริง แต่เชื่อเพราะพวกเขาเชื่อว่าแม่ชี ทศพรมีญาณวิเศษหยั่งรู้กรรมเก่าที่คนทั่วไปไม่สามารถจะรู้ได้  หากจะย้ำอีกครั้งนั่นคือการเชื่อตัวบุคคลมากกว่าองค์ความรู้ (สุรพศ ทวีศักดิ์ 2554. กรณีแม่ชีทศพรตัวอย่างของความงมงายที่ควรแก้ด้วยเหตุผล. เว็บไซต์ประชาไท.)

หลักคิดทางวิทยาศาสตร์

              ในขณะที่องค์ความรู้เป็นเรื่องของเหตุและผล เป็นวิทยาศาสตร์ ต้องถูกศึกษาอย่างมีกระบวนการมีขั้นตอน  วิเคราะห์และสังเคราะห์ที่มาจากการสั่งสมประสบการณ์ อภิปรายถกเถียง หักล้าง หาเหตุผลให้เกิดการตกผลึก ซึ่งคนที่มีความคิดเป็นวิทยาศาสตร์ ก็ต้องมีความเป็นคนช่างใฝ่รู้ คือ เป็นอิสระ ใจกว้าง คิดใคร่ครวญ หาความจริงอย่างไม่ลดละ 

​แต่ความเชื่องมงาย ผู้เชื่อยอมรับความจริงอย่างที่อาศัยการเชื่อถือในตัวบุคคลเป็นสำคัญทำนองเดียวกับวิธีคิด อุดมการณ์จารีตที่ผู้ปกครองสั่งสอนให้เชื่อในตัวบุคคล ทำให้ตัวบุคคลนั้นกลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เป็นผู้มีอภิสิทธิ์ แล้วให้กราบไหว้บูชา แตะต้องไม่ได้ หากใครปฏิเสธไม่เชื่อฟัง ก็จะถูกบังคับให้เชื่อทุกวิถีทาง ซึ่งเท่ากับเป็นการสร้างความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างเทวดากับคนทั่วไปแบบเหลื่อมล้ำต่ำสูง ห้ามคนทั่วไปแสดงความคิดเห็น วิพากษ์วิจารณ์ พูดความจริง ไม่เช่นนั้นก็จะถูกลงโทษ

                  ปัจจุบันแม้จะมีการต่อสู้เรื่องสิทธิมนุษยชน และเสรีภาพในการพูด การหาความจริงในหลายๆ เรื่อง ผู้มีอำนาจรัฐก็พยายามรักษาสังคมแบบอำนาจนิยม ตัวชี้ได้แก่ การเรียกร้องให้มีศาสนาประจำชาติ การใช้งบประมาณกับพิธีกรรมต่างๆ การใช้วัฒนธรรมหมอบกราบในระบบราชการ การเลือกปฏิบัติด้วยสถานะตำแหน่งที่ต่างกัน  การใช้กฎหมายเผด็จเช่นกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ที่มีมากขึ้น

สร้างสังคมแห่งปัญญา สังคมประชาธิปไตย

​ประชาธิปไตยเป็นเรื่องของเหตุผลในชีวิตจริง เป็นเรื่องความสุขความทุกข์ในโลกนี้ ไม่ใช่โลกหน้า การจะต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยต้อง 1) เอาชนะการหวังพึ่งสิ่งเหนือธรรมชาติ ลัทธิตัวบุคคลที่อ้างสิ่งศักดิ์สิทธิ์แตะต้องไม่ได้  ด้วยการวิพากษ์วิจารณ์ การเข้าไปดูประวัติศาสตร์ลัทธิ ความเชื่อ วัฒนธรรมทางศาสนา ความคิดที่เสริม รวมทั้งเสริมบทบาทกับนักจิตวิทยา ปัญญาชนด้านปรัชญาศาสนา ที่ให้ความรู้ แลกเปลี่ยนข้อมูลกับคนในสังคม 2) ในชีวิตประจำวัน ควรหันมาใช้ภาษาที่สะท้อนการเคารพความเสมอภาค ศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ เช่น เลิกใช้คำว่า “ฯพณฯ” ท่านเพราะส.ส.ที่เราเลือกไป เป็นตัวแทนไม่ใช่มาเป็นเจ้านายเรา เลิกใช้คำว่า “ท่าน” เพราะไม่สมควรจะยกให้ใครเหนือกว่าเรา เป็นอภิสิทธิ์ชน ซึ่งผู้เขียนหมายถึงการปฏิวัติภาษาและความคิดที่ยังเหมือนเดิมของตัวเราเอง ไม่ให้เป็นนักอนุรักษ์นิยม 3) ให้คุณค่ากับสิทธิเสรีภาพ คนเท่ากัน และความรู้ความจริง เพราะคือปัจจัยทำให้คนเข้มแข็งทางความคิด และ 4) ออกมาเรียกร้อง รวมกลุ่ม ส่งเสียงของตัวเองให้ดังๆ หากไม่ได้รับความยุติธรรม เพราะย่อมดีกว่าการฝากความหวังที่ผู้ปกครองผู้บริหารเพียงไม่กี่คนในระบบรัฐอภิสิทธิ์ชนเช่นนี้ ที่มักใช้อำนาจบาตรใหญ่ ออกกฎระเบียบฝ่ายเดียว และกดขี่ประชาชน

​กล่าวง่ายๆ ก็คือ คนในสังคมต้องเปิดพื้นที่ให้มีการนำประเด็นความเชื่อที่งมงายหรืออธิบายด้วยเหตุผลไม่ได้ มาสู่เวทีการถกเถียง ยิ่งถ้าเป็นความเชื่อที่ส่งผลกระทบด้านลบต่อสังคม ดังปัญหาการหลอกลวงประชาชนที่ยกมา ยิ่งต้องถูกนำมาถกเถียงเพื่อหาทางออกร่วมกัน  เมื่อคนได้ถกเถียงและแลกเปลี่ยนกันมากขึ้น คนก็จะใช้เหตุผลกันมากขึ้น ความเชื่อที่งมงายก็จะมีอิทธิพลต่อชีวิตและสังคมน้อยลง  และการจะทำเช่นนั้นได้ ทุกคนต้องมีหลักประกันเสรีภาพเพื่อแสวงหาความรู้ความจริงและเข้าถึงความยุติธรรม  การร่วมกันสร้างสังคมประชาธิปไตยจึงเป็นคุณค่าที่จะนำมาซึ่งสังคมที่มีเสถียรภาพ ไม่ง่อนแง่นอย่างที่เป็นอยู่

ถ้าเห็นด้วยกับแนวทาง “องค์กรสังคมนิยมแรงงาน” เชิญสมัครสมาชิก

บทความอื่น ๆ