โดย สุวิภา
การปฏิวัติจีนปี 1949 เป็นจุดเริ่มต้นของการปกครองแบบ “จีนใหม่” ภายใต้การนำของพรรคคอมมิวนิสต์จีน สภาพทางการเมืองในจีน ณ เวลานั้น คงเปรียบเสมือนกับแผ่นดินจีนทั้งแผ่นดินเติมเต็มไปด้วยแสงสว่างภายใต้การปกครองในระบอบใหม่ อย่างไรก็ตาม ใครเลยจะฉงนใจว่า ภายหลังการปฏิวัติในปี 1949 แสงสว่างดังกล่าวกลับกลายเป็นความมืดมิดที่ตอกย้ำเศรษฐกิจจีนให้อยู่ในสภาพย่ำแย่กว่าเดิม นักวิชาการฝ่ายเสรีนิยมมักอ้างว่า เหตุการณ์ภายหลังจากการปฏิวัติ แสดงให้เห็นว่าแนวทางแบบสังคมคอมมิวนิสต์นั้นเป็นไปไม่ได้ ทว่าการปฏิวัติในปี 1949 เป็นเพียงการปฏิวัติชาตินิยม ไม่ใช่การปฏิวัติสังคมนิยม
การปฏิวัติในปี 1949 เป็นการปฏิวัติที่มีรากฐานมาจากประวัติศาสตร์เดิมของจีน หลังจากที่ระบบศักดินาไม่สามารถไปด้วยกันกับพลังการผลิตแบบใหม่และระบบทุนนิยมโลกได้ เกิดขบวนการชาตินิยม เช่น พรรคก๊กมินตั๋งภายใต้การนำของซุน ยัตเซ็น เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ หลังเหตุการณ์ขบวนการ 4 พฤษภาคม 1919 อันเป็นเหตุการณ์ที่ขบวนการนักศึกษาประท้วงรัฐบาลและต่อต้านลัทธิจักรวรรดินิยม ทำให้แนวคิดก้าวหน้าต่าง ๆ เข้ามามีอิทธิพลต่อประชาชนจีนมากขึ้นเรื่อย ๆ และนำไปสู่การจัดตั้งพรรคคอมมิวนิสต์จีนใน 1921 ท่ามกล่างกระแสชาตินิยมและแนวทางสังคมนิยมประเทศเดียวจากลัทธิสตาลิน
ในช่วงแรกพรรคคอมมิวนิสต์จีนทำงานร่วมกันในการปราบปรามศักดินากับพรรคก๊กมินตั๋ง ในช่วงนั้น พรรคคอมมิวนิสต์ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้พรรคก๊กมินตั๋งเริ่มหันมาทำสงครามปราบปรามคอมมิวนิสต์อย่างรุนแรง ในช่วงการปราบปราม พรรคคอมมิวนิสต์จีนได้เปลี่ยนแนวทางของตัวเองโดยอาศัยฐานเสียงจากชาวนาเป็นหลัก
ผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์จีนมักอ้างว่าสาเหตุที่เปลี่ยนองค์ประธานแห่งการปฏิวัติเป็นชาวนา เพราะจีนแตกต่างจากประเทศในยุโรปตรงที่คนส่วนใหญ่เป็นชาวนา พวกเขาเริ่มสร้างแนวทางใหม่โดยอาศัยการวิเคราะห์สังคมจีนผ่านชาวนาและมองว่า ชนชั้นกรรมาชีพเป็นเพียงชาวนาที่ล้มละลาย แต่เหตุผลนี้ฟังไม่ขึ้น แม้ชาวนายากจนจะมีมากก็ตาม แต่ความเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตและพวกเขาเปรียบเสมือนผู้ประกอบการ ทำให้ชาวนาไม่อาจเป็นองค์ประธานของการสร้างสังคมนิยมได้ อีกทั้งหลังการปฏิวัติ ชนชั้นกรรมาชีพและชาวนาไม่มีส่วนในการปกครองตนเองเลย ไม่มีการตั้ง “สภาคนงาน” หรือแม้แต่ “สภาชาวนา” การปกครองในลักษณะนี้จึงเป็นเพียงคณาธิปไตยที่กลวงเปล่า ไม่ต่างจากสังคมจีนเดิม
เมื่อไม่อาจให้ประชาชนปกครองกันเองได้ นโยบายของรัฐจึงมีไว้เพื่อรักษาอำนาจของชนชั้นนำ ในปี 1966 เหมาเจ๋อตุง ประกาศการ “ปฏิวัติวัฒนธรรมโดยชนชั้นกรรมาชีพ” ซึ่งเป็นเพียง “โดยชนชั้นกรรมการชีพ” แต่ชื่อเท่านั้น เพราะในความเป็นจริงแล้ว นโยบายนี้มีไว้เพื่อกระชับอำนาจของเหมา โดยฉวยโอกาสใช้ความไม่พอใจที่คนหนุ่มสาว กรรมาชีพ และคนระดับล่าง ที่มีต่อพวกข้าราชการพรรคคอมมิวนิสต์ที่เสพสุขบนความยากลำบากของคนอื่น
แนวทางดังกล่าวแตกต่างจาก “ทฤษฎีปฏิวัติถาวร” ของแนวมาร์กซิสต์โดยสิ้นเชิง ใจความสำคัญของการปฏิวัติถาวร คือ ชนชั้นกรรมาชีพจะต้องเป็นผู้นำการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงสังคม อย่างในกรณีของการปฏิวัติรัสเซีย 1917 เลนินและทร็อตสกีเสนอว่า การปฏิวัติต้องนำไปสู่ขั้นตอนสังคมนิยมทันที เพราะทุนนิยมได้ขยายไปเป็นระบบโลกและพัฒนา “ต่างระดับ” ตัวอย่างเช่นการที่รัสเซียประกอบไปด้วยเกษตรกรจำนวนมากที่อยู่ในสภาพล้าหลังแต่มีโรงงานอุตสาหกรรมที่ก้าวหน้าพอ ๆ กับสหรัฐอเมริกา เป็นต้น
โดยสรุปคือ การปฏิวัติจีนในปี 1949 เป็นการปฏิวัติกู้ชาติ ไม่ใช่การปฏิวัติสังคมนิยม และหลังการปฏิวัติ ผู้ครองอำนาจจริงคือผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์ ส่วนชนชั้นกรรมาชีพและชาวนาไม่มีส่วนร่วมในการปกครองตนเองแต่อย่างใด อีกทั้งยังมีการอาศัยความตื่นตัวจากการปฏิวัติในการกำจัดคู่แข่งทางการเมือง อย่างไรก็ตาม ชัยชนะของเหมาเจ๋อตุงนำไปสู่การปลดแอกจีนจากมหาอำนาจจักรวรรดินิยม ทำให้สหรัฐอเมริกาเกรงกลัวในอำนาจของคอมมิวนิสต์ และที่สำคัญคือชัยชนะของเหมาเจ๋อตุงเปิดโอกาสให้ประเทศได้พัฒนาไปในแนวทางแบบทุนนิยมโดยรัฐ แต่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงให้คนธรรมดาได้ปลดปล่อยตนเองแต่อย่างใด ในศตวรรษนี้จึงเป็นหน้าที่ของชาวสังคมนิยมทั่วโลกที่จะต้องสร้างพรรคปฏิวัติเพื่อก้าวไปสู่สังคมที่ปราศจากการกดขี่
อ้างอิง
- ใจ อึ๊งภากรณ์. (ตุลาคม 2562). การปฏิวัติชาตินิยมของเหมาเจ๋อตุง. เว็บไซต์ Turnlelf
- ลีออน ทร็อตสกี้. (2471). The Permanent Revolution, Results and Prospects (ใจ อึ๊งภากรณ์, แปล). London: New Park Publications.
- วรศักดิ์ มหัทธโนบล. (2549). เศรษฐกิจการเมืองจีน. สำนักพิมพ์ openbooks.


