โดย ใจ อึ๊งภากรณ์
เมื่อเดือนกันยายน อนุรา กุมาร ดิสสะนายาเก หัวหน้าพรรค “แนวร่วมปลดปล่อยประชาชน” (Janatha Vimukthi Peramuna: JVP) และผู้นำกลุ่มพันธมิตร “พลังประชาชนแห่งชาติ” (National People’s Power: NPP) ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีในประเทศศรีลังกา ในขณะเดียวกันผู้แทนของพรรคกระแสหลักที่เข้าชิงตำแหน่งเสียคะแนนเสียงไปจำนวนมาก
สื่อกระแสหลักมองว่า ดิสสะนายาเก และพรรค “แนวร่วมปลดปล่อยประชาชน” JVP เป็น “มาร์คซิสต์” ตามที่พรรคและผู้นำเคยเรียกตัวเอง แต่ในหลายๆ สิบปีที่ผ่านมา JVP ได้ขยับไปทางขวา และแท้จริงแล้วไม่เคยเป็นมาร์คซิสต์ตามความเข้าใจของพวกเราเลย เป็นอดีตสายเหมาต่างหาก
อย่างไรก็ตาม ชัยชนะของ ดิสสะนายาเก สะท้อนความโกรธแค้นไม่พอใจของประชาชนต่อนักการเมืองกระแสหลัก ซึ่งในปี 2022 เคยระเบิดขึ้นในการประท้วงล้มรัฐบาลเผด็จการของ โกตาบายา ราชปักษา ซึ่งครอบครัวของเขาเคยมีอิทธิพลทางการเมืองสูง สาเหตุสำคัญของการลุกฮือเมื่อสองปีก่อนคือสภาพเศรษฐกิจและวิกฤตค่าครองชีพของประชาชนส่วนใหญ่
หลังจากที่ โกตาบายา ราชปักษา หนีออกนอกประเทศ มีการเฉลิมฉลองกันในเมืองโคลัมโบ โดยที่มวลชนบุกเข้าไปในบ้านของอดีตประธานาธิบดีและเล่นน้ำในสระว่ายน้ำส่วนตัวของเขาด้วยความสนุก อย่างไรก็ตาม การที่มวลชนคนหนุ่มสาวที่ล้มรัฐบาลไม่ได้มีแผนที่ชัดเจนว่าจะต่อสู้ต่อไปอย่างไรเพื่อเขี่ยพวกมีอิทธิพลเดิมออกจากอำนาจ ในไม่ช้ามีการแต่งตั้งรัฐบาลภายใต้ รานิล วิกรมสิงเห และโดยทั่วไปก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงมากนัก
เหตุการณ์ที่ศรีลังกาพิสูจน์อีกครั้งว่าทฤษฎี “ปฏิวัติถาวร” ของ ลีออน ทรอตสกี ยังมีความสำคัญยิ่งในโลกปัจจุบัน เพราะชัยชนะของ ดิสสะนายาเก และพรรค “แนวร่วมปลดปล่อยประชาชน” JVP จะไม่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงสังคมอย่างแท้จริง
ในสมัยปฏิวัติรัสเซีย 1917 ทฤษฎี “ปฏิวัติถาวร” กลายเป็นแนวทางของพรรคบอลเชวิคในการผลักดันการปฏิวัติไปสู่การล้มทุนนิยมและสถาปนาสังคมนิยม ในขณะที่พวกเมนเชวิคสมัยนั้น และพวกแนวสตาลินในภายหลัง เช่นพรรคคอมมิวนิสต์ไทย เสนอว่าการปฏิวัติควรหยุดที่ขั้นตอน “ประชาชาติประชาธิปไตย” หรือทุนนิยมนั่นเอง
ทั้งๆ ที่พวกเราไม่ได้เพ้อฝันว่าการต่อสู้ทุกครั้งจะนำไปสู่การปฏิวัติสังคมนิยมทันที แต่เราสามารถสรุปแนว “ปฏิวัติถาวร” ในการเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลเผด็จการสมัยนี้ว่า เป็นการตั้งเป้าหมายการต่อสู้เคลื่อนไหวเพื่อขยับสังคมไปไกลกว่าสภาพเดิม ด้วยจุดยืนสำคัญๆ ดังนี้คือ
1. มวลชนไม่ควรไว้ใจผู้บัญชาการกองทัพ ซึ่งเป็นกองกำลังของชนชั้นปกครอง เพราะมีการไว้ใจกองทัพในการลุกฮือล้มเผด็จการในหลายประเทศหลังจากที่กองทัพเปลี่ยนข้างชั่วคราว เช่นที่อียิปต์ โปรตุเกส หรือล่าสุดที่ บังกลาเทศ การไว้ใจนายพลหมายความว่าชนชั้นปกครองสามารถครองอำนาจต่อไปได้ และในที่สุดการปฏิวัติก็ล้มเหลว
2. มวลชนไม่ควรฝากความหวังอะไรกับนักการเมืองกระแสหลักไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้านในรัฐสภาหรือไม่ จริงๆ แล้วมวลชนไม่ควรฝากความหวังไว้กับระบบรัฐสภาในสังคมทุนนิยมเลย แต่ควรสร้างประชาธิปไตยรูปแบบใหม่ที่ประชาชนมีส่วนร่วมจริงได้ เช่นระบบสภาคนงานเป็นต้น ในไทยเรามีประสบการณ์ของการที่มวลชนคนหนุ่มสาวที่ออกมาไล่เผด็จการทหารหันไปฝากความหวังกับพรรคอนาคตใหม่/ก้าวไกลในระบบรัฐสภา และในที่สุดก็โดนปราบและถูกยัดคดี 112 กันไปทั่ว
3. พรรคปฏิวัติฝ่ายซ้ายอาจเลือกลงสมัครรับเลือกตั้งในระบบการเมืองของทุนนิยม แต่การลงไปแข่งกับพรรคอื่นควรกระทำเพื่อหาโอกาสประกาศจุดยืนเท่านั้น ไม่ใช่หลอกตัวเองว่าการมี ส.ส.ในระบบรัฐสภาทุนนิยมจะนำไปสู่การยึดอำนาจรัฐได้ หรือมองว่าถ้าเข้าไปร่วมรัฐบาลกับพรรคกระแสหลักจะเปลี่ยนแปลงสังคมได้ ตัวอย่างจากชัยชนะของพรรคไซรีซาในการเลือกตั้งที่ประเทศกรีซเป็นบทเรียนสำคัญ เพราะพรรคนี้ขึ้นมาเป็นรัฐบาลเนื่องจากคลื่นการต่อสู้ของกรรมาชีพที่นัดหยุดงานทั่วไปหลายรอบ แต่พอมาเป็นรัฐบาลก็ไม่พร้อมจะสู้นอกกรอบรัฐสภาเลย ไม่พร้อมจะระดมพลังกรรมาชีพในการเปลี่ยนสังคม จึงหักหลังประชาชนและรับนโยบายรัดเข็มขัดจากอียูที่ประชาชนปฏิเสธไปแล้ว ฝ่ายซ้ายในศรีลังกามีประวัติน้ำเน่าในการเข้าไปร่วมในรัฐบาลกระแสหลักหลายครั้ง
4. มวลชนควรให้ความสำคัญในการเสริมสร้างพลังของชนชั้นกรรมาชีพเพื่อที่จะเปลี่ยนสังคมอย่างถอนรากถอนโคน แต่เราต้องเข้าใจว่าถึงแม้ชนชั้นกรรมาชีพจะมีพลังที่จะเปลี่ยนสังคม กรรมาชีพไม่ได้ก้าวหน้าและพร้อมจะสู้โดยอัตโนมัติ ต้องมีการปลุกระดมและจัดตั้งผ่านพรรคปฏิวัติสังคมนิยมที่ฝังรากลงไปในชนชั้นกรรมาชีพ การฝากความหวังไว้กับชนชั้นอื่นเช่นชนชั้นกลางจะจบลงด้วยการแช่แข็งสภาพสังคมเดิม
ดิสสะนายาเกและพรรค “แนวร่วมปลดปล่อยประชาชน” JVP ชนะการเลือกตั้งภายใต้คำมั่นสัญญาสองข้อเท่านั้นคือ จะปราบปรามการคอร์รัปชั่นอย่างจริงจัง และจะพยายามเจรจาแก้ไขข้อตกลงกับองค์กรไอเอ็มเอฟ ซึ่งไอเอ็มเอฟเรียกร้องให้ศรีลังกาใช้นโยบายรัดเข็มขัด นโยบายนี้มีผลทำให้คนจนมีสภาพชีวิตแย่ลงเพราะสร้างความยากลำบากในการซื้ออาหารและก๊าซหุงต้ม
แต่ถ้า ดิสสะนายาเก จะเปลี่ยนแปลงสังคมเพื่อคนธรรมดาได้ เขาจะต้องรื้อฟื้นกระแสที่นำไปสู่การล้มรัฐบาล ราชปักษา ซึ่งแปลว่าเขาจะต้องปลุกระดมกรรมาชีพเป็นล้านๆ ในโรงงาน ในออฟฟิศ ในโรงเรียน หรือในไร่ต่างๆ ให้ออกมานัดหยุดงานทั่วไป ซึ่งจะเป็นการประกาศสงครามทางชนชั้น แต่มันเป็นสิ่งที่ ดิสสะนายาเก ต้องการจะหลีกเลี่ยงอย่างถึงที่สุด
แทนที่เขาจะใช้ชัยชนะในการเลือกตั้งเพื่อก่อสงครามทางชนชั้น เขาจะประนีประนอม เพื่อหาทางออมชอมระหว่างมวลชนชั้นล่างที่โกรธแค้นจากสภาพชีวิต กับพวกนายธนาคารและไอเอ็มเอฟที่ต้องการขูดรีดเขา มวลชนคนชั้นล่างที่เคยเสี่ยงภัยในการล้มเผด็จการเมื่อสองปีก่อน ดีใจกับชัยชนะของ ดิสสะนายาเก แต่การเคลื่อนไหวไม่ควรจะจบด้วยการเลือกตั้ง
ประวัติศาสตร์ศรีลังกาหลังได้รับเอกราช
เจ้าอาณานิคมอังกฤษใช้นโยบาย “แบ่งแยกเพื่อปกครอง” ในศรีลังกาเหมือนที่อื่น มีการให้สิทธิพิเศษกับชาวทมิฬบางคนในการเข้ามาทำงานในระบบราชการหรือการเข้าไปเรียนในมหาวิทยาลัย เพื่อซื้อความจงรักภักดีต่ออังกฤษ
ชาวทมิฬในศรีลังกาเป็นชนกลุ่มน้อย นับเป็น 14% ของประชากรทั้งหมด และส่วนใหญ่เป็นฮินดูในขณะที่ประชาชน “สิงหล” นับถือศาสนาพุทธ แต่ชาวทมิฬในศรีลังกามีหลายพวก ส่วนหนึ่งเป็นคนที่อาศัยอยู่บนเกาะศรีลังกามามากกว่าพันปี อีกส่วนถูกพามาทำงานในไร่ใบชาโดยอังกฤษ และชาวทมิฬส่วนใหญ่ยากจน
ในปี 1956 พรรค “เสรีภาพศรีลังกา” ขึ้นมามีอำนาจและสัญญาว่าจะใช้นโยบายส่งเสริมศาสนาพุทธ และให้ภาษาสิงหลเป็นภาษาประจำชาติ ซึ่งมีผลในการกดขี่ชาวทมิฬในทุกส่วนของสังคม
ทั้งๆ ที่รัฐบาลพรรคเสรีภาพศรีลังกาอ้างว่าเป็น “สังคมนิยม” แต่ก็ใช้นโยบายเหยียดเชื้อชาติเพื่อกดขี่คนทมิฬ และมีการปลุกระดมความรุนแรงต่อชุมชนของเขาในปี 1958 ต่อจากนั้นก็มีเหตุการณ์ความรุนแรงต่อคนทมิฬที่เพิ่มความป่าเถื่อนมากขึ้นในปี 1977 และ1983 การปลุกกระแสต้านคนทมิฬมีประโยชน์สำหรับรัฐบาลในการเบี่ยงเบนความไม่พอใจของประชาชนต่อสภาพความยากจนของเขาที่รัฐบาลไม่เคยพยายามแก้ไข
ทุกวันนี้ชนชั้นปกครองศรีลังกายังโกหกโลกด้วยการเรียกประเทศของตัวเองว่า “สาธารณรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตยศรีลังกา”
ในปี 1961 คนงานทมิฬนัดหยุดงานทั่วไปเพื่อประท้วงการเลือกปฏิบัติของรัฐ และความรุนแรง รัฐบาลจึงประกาศภาวะฉุกเฉินและส่งทหารเข้าไปประจำการในเขตเขาที่มีไร่ใบชา และทางเหนือของเกาะที่คนทมิฬอาศัยอยู่มานาน
ตอนที่ประเทศได้รับอิสรภาพจากอังกฤษ ศรีลังกามีพรรคคอมมิวนิสต์สายสตาลินที่เข้มแข็ง และที่น่าแปลกใจมากกว่านั้นคือมีพรรค “ลังกาสมาสมาช” Lanka Sama Samaja Party (LSSP) ซึ่งเป็นพรรคซ้ายสายทรอตสกีที่ใหญ่กว่าพรรคคอมมิวนิสต์เสียอีก
พรรค “ลังกาสมาสมาช” เป็นพรรคการเมืองแรกของศรีลังกา และถูกก่อตั้งขึ้นในปี 1935 โดย Leslie Goonewardene, N.M. Perera, Colvin R. de Silva, Philip Gunawardena และ Robert Gunawardena อย่างไรก็ตาม พรรคนี้ให้ความสำคัญกับการร่วมการเมืองระบบรัฐสภามากกว่าการปฏิวัติจนแปรธาตุไปเป็นพรรคปฏิรูป ยิ่งกว่านั้น ส.ส.ของพรรคไปเข้าแนวร่วมรัฐบาลชาตินิยมกับพรรคเสรีภาพศรีลังกา ซึ่งนำไปสู่การถูกปลดออกจาก “สากลที่ 4” (สากลสายทรอตสกี)
นี่คือตัวอย่างของการเน้นการกู้ชาติเหนือการต่อสู้ทางชนชั้น และการเน้นการเมืองรัฐสภาเหนือการต่อสู้ของกรรมาชีพเพื่อการปฏิวัติสังคม ซึ่งเป็นข้อผิดพลาดสำคัญของทั้งพรรคลังกาสมาสมาชและพรรคคอมมิวนิสต์สายสตาลิน
สรุปแล้วพรรคคอมมิวนิสต์และพรรคลังกาสมาสมาชไม่ยอมต่อต้านแนวชาตินิยมจัดของรัฐบาลที่กดขี่คนทมิฬ และทั้งสองพรรคขยับไปทางขวาและกลายเป็นพรรคปฏิรูปชาตินิยมด้วยการไปร่วมรัฐบาลกับพรรคเสรีภาพศรีลังกา ในที่สุดประชาชนดูไม่ออกว่าพรรคฝ่ายซ้ายสองพรรคนี้ต่างจากพรรคกระแสหลักอย่างไรจนในที่สุดในปี 1977 ทั้งสองพรรคถูกทำลายในระบบการเลือกตั้ง
ส่วนพรรค “แนวร่วมปลดปล่อยประชาชน” JVP ของประธานาธิบดี ดิสสะนายาเก ก่อกำเนิดจากขบวนการจับอาวุธสาย “เหมา” ซึ่งเคยได้รับการช่วยเหลือจากเกาหลีเหนือในการต่อสู้กับรัฐบาลศรีลังกา พรรคสู้เพื่อ “ปลดปล่อยชาติ” เท่านั้นตามแนวคิดลัทธิเหมา ซึ่งหมายความว่าในไม่ช้าก็ขยับไปทางขวาและกลายเป็นพรรคปฏิรูปชาตินิยมเช่นเดียวกับฝ่ายซ้ายอื่น จนในปี 2004 พรรคนี้เข้าร่วมกับรัฐบาลศรีลังกา และที่แย่สุดคือสนับสนุนการทำสงครามเพื่อปราบปรามชาวทมิฬ
ในยุคนั้นการกดขี่ชาวทมิฬอย่างป่าเถื่อนโดยรัฐศรีลังกา และการที่ฝ่ายซ้ายไม่ยอมทำอะไรเพื่อสนับสนุนคนทมิฬ นำไปสู่การเลือกใช้นโยบายจับอาวุธของ “กลุ่มพยัคฆ์ทมิฬอีแลม” (Liberation Tigers of Tamil Eelam-LTTE)
สงครามของรัฐบาลกลางที่ทำกับ “กลุ่มพยัคฆ์ทมิฬอีแลม” เป็นสงครามป่าเถื่อนที่นำไปสู่การทิ้งระเบิดโรงเรียนและบ้านที่อยู่อาศัยของพลเรือน พร้อมกันนั้นรัฐบาลได้สร้างค่ายกักกันคนทมิฬ คาดว่าพลเรือนทมิฬล้มตายในสงครามนี้มากกว่า 1 แสนคน และฝ่ายกลุ่มพยัคฆ์ทมิฬอีแลมก็พยายามไล่ชาวสิงหลออกจากทางตะวันออกเฉียงเหนือของเกาะ การต่อสู้ในสงครามนี้จบลงด้วยความพ่ายแพ้ของ “กลุ่มพยัคฆ์ทมิฬอีแลม” ในปี 2009
ตลอดเวลาที่มีสงครามนี้ พรรค “แนวร่วมปลดปล่อยประชาชน” JVP ใช้แนวชาตินิยมสุดขั้วเพื่อคัดค้านการทำข้อตกลงสงบศึกกับ “กลุ่มพยัคฆ์ทมิฬอีแลม” หรือแม้แต่การช่วยเหลือผู้ประสบภัยชาวทมิฬจากสึนามิที่เกิดขึ้นในปี 2004
เราสรุปได้ว่าชัยชนะในการเลือกตั้งประธานาธิบดีของ ดิสสะนายาเก มาจากความไม่พอใจของประชาชนในนโยบายของพรรคการเมืองกระแสหลัก แต่ถ้ามวลชนไม่ออกมาสู้ในลักษณะที่อิสระจากประธานาธิบดีใหม่ ก็คงไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

