เส้นทางสู่การนิรโทษกรรมประชาชน รัฐสภา หรือ มวลชน?

โดย แสงยุทธนา

​​เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2567 ที่ผ่านมามีการประชุมหามติในสภาผู้แทนราษฎรในเรื่องของการนิรโทษกรรมประชาชนที่มีคดีทางการเมืองโดยรวมกฎหมายมาตรา 112 เข้าไปอยู่ในมติด้วย มติที่ได้ออกมาคือมีผู้เห็นด้วย 152 เสียง ไม่เห็นด้วย 270 เสียง งดออกเสียง 5 เสียง และไม่ลงคะแนนเสียง 1 เสียง  (สำนักข่าวบีบีไทยรายงานเพิ่มเติมว่า เอกสารบันทึกผลการลงมติจัดทำโดยกลุ่มงานรายงานการประชุม สำนักรายงานการประชุมและชวเลข บันทึกมติว่า มีสมาชิกลงมติไม่เห็นด้วย 269 ต่อ 151 เสียง งดออกเสียง 5 ไม่ลงคะแนนเสียง 1) โดย ส.ส.พรรคการเมืองที่ลงคะแนนเสียงเห็นด้วยมี ส.ส.จากพรรคประชาชนซึ่งเป็นฝ่ายค้าน 138 เสียง  และพรรคเพื่อไทยที่เป็นพรรครัฐบาล  11 เสียง พรรคเป็นธรรม 1 เสียงและพรรคไทยก้าวหน้า 1  เสียงในขณะพรรคร่วมรัฐบาลพรรคอื่นๆ ลงคะแนนเสียงไม่เห็นด้วยในการลงมติครั้งนี้

​การลงมติในครั้งนี้เป็นภาพสะท้อนอย่างหนึ่งว่าเราไม่สามารถหวังพึ่งกลไกรัฐสภาในการต่อสู้เพื่อการนิรโทษกรรมประชาชนที่ถูกมาตรา 112 ได้ ในบทความนี้มีประเด็นอยู่ 2 ประเด็น

ประเด็นแรก : ทําไมเหล่าชนชั้นนําอนุรักษนิยมถึงไม่ยอมให้เกิดการนิรโทษกรรมคดีมาตรา 112 ?

​ในการรัฐประหาร 2 ครั้งล่าสุด ทั้งจากการรัฐประหารปี 2549 และ ปี 2557 สิ่งแรกๆ ที่เหล่าคณะรัฐประหารต้องทําคือการเข้ายึดกลไกตุลาการเพื่อทําลายผู้เป็นปฏิปักษ์ต่อการรัฐประหาร ทั้งพรรคการเมืองและประชาชนธรรมดาที่ลุกขึ้นมาต่อต้าน เช่นในการรัฐประหารปี 2549 มีการตั้งคณะตุลาการรัฐธรรมนูญโดย คปค. ฉีกรัฐธรรมนูญปี 2540 ทิ้งและร่างขึ้นใหม่ ซึ่งเป็นผลทําให้พรรคไทยรักไทยและพรรคพลังประชาชนถูกยุบเนื่องจากเป็นพรรคที่อยู่ตรงข้ามกับฝ่ายทหาร หรือการยุบพรรคอนาคตใหม่ในปี 2563 ซึ่งถูกยุบโดยศาลรัฐธรรมนูญที่ถูกแต่งตั้งโดย คสช. และมีการใช้รัฐธรรมนูญ 2560 ที่ถูกร่างขึ้นมาเพื่อทําลายฝ่ายปฏิปักษ์รัฐประหารและควบคุมรัฐบาลพลเรือนที่ได้รับการเลือกตั้งหลังจากนั้นให้ยังอยู่ในระเบียบที่ถูกร่างโดยคณะรัฐประหาร และอีกหนึ่งเครื่องมือสําคัญคือกฎหมายมาตรา 112 ที่ใช้ปิดปากขบวนการที่ออกมาวิจารณ์การรัฐประหารและวิจารณ์รัฐไทยในขณะนั้น

​ยอดรวมของผู้ที่ถูกดําเนินคดีมาตรา 112 ในปัจจุบัน มีประมาณ 275 ราย(ตุลาคม 2567 อ้างอิงจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน) ซึ่งทุกรายถูกดําเนินคดีในช่วงระหว่างปี 2549-2567 ซึ่งเป็นช่วงที่รัฐธรรมนูญของคณะรัฐประหารยังคงถูกใช้งานอยู่ และช่วงที่มีการดําเนินคดีมากที่สุดคือช่วงที่มีการประท้วงต่อต้านรัฐประหารและคัดค้านรัฐธรรมนูญของคณะรัฐประหาร กฎหมายมาตรา 112 จึงถูกใช้เป็นเครื่องมือของคณะรัฐประหารไปโดยปริยาย อีกทั้งกลไกรัฐสภาในปัจจุบันยังคงทํางานภายใต้รัฐธรรมนูญปี 2560 ซึ่งหมายถึงถูกควบคุมโดยกลไกที่มาจากการแต่งตั้งของฝ่ายทหาร เช่นศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งสั่งยุบพรรคก้าวไกลที่คิดจะแก้ไขรัฐธรรมนูญและแก้ไขกฎหมายมาตรา 112 ที่เป็นเครื่องมือของชนชั้นนํา

ประเด็นที่ 2 : แล้วพลังที่จะทําให้เกิดการนิรโทษกรรมประชาชน อยู่ตรงไหน?

​บางคนอาจจะรอการแก้รัฐธรรมนูญที่ทางฝ่ายรัฐบาลให้คําสัญญาว่าจะแก้ในปีนี้ แต่ในขณะเดียวกัน รัฐบาลพรรคเพื่อไทยที่ซึ่งทําแนวร่วมกับพรรคฝ่ายอนุรักษ์นิยมมีการตกลงกันว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้จะไม่มีการแตะกฎหมายมาตรา 112 ซึ่งเราคงไม่สามารถหวังว่าการแก้รัฐธรรมนูญในครั้งนี้จะทําให้ประชาชนที่ถูกดําเนินคดีมาตรา 112 รอดพ้นคดีได้ หรือบางคนอาจบอกว่าให้รอการเลือกตั้งในปี 2570 โดยให้เลือกพรรคประชาชนไปเป็นรัฐบาล แต่บทเรียนการเลือกตั้งที่ผ่านมาและการกระทําของตุลาการหลังจากการเลือกตั้งพบว่าฝ่ายชนชั้นนํามีเครื่องมือสารพัดในการกําจัดพรรคการเมืองที่คิดจะแก้ไขกฎหมายมาตรา 112 การรอการเลือกตั้งปี 2570 จึงเป็นการรอคอยแบบลมๆ แล้งๆ เช่นกัน

​การนิรโทษกรรมที่เกิดขึ้นครั้งแรกในประเทศไทยและมีความสําเร็จเกิดขึ้นในช่วงปี 2523 ด้วยคําสั่ง 66/23 โดยเกิดจากการต่อสู้ของประชาชนที่เข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย จนรัฐไทยต้องหันมาใช้วิธีการต่อสู้แบบการเมืองแทนการทหารมากขึ้น ด้วยการนิรโทษกรรมผู้ที่เคยต่อสู้ร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์ ทําให้เกิดปรากฏการณ์ป่าแตกและผู้คนพ้นข้อหาคอมมิวนิสต์และข้อหาล้มล้างการปกครอง ที่ผู้เขียนยกเหตุการณ์นี้มามิใช่หมายถึงการให้ประชาชนกลับไปจับปืน แต่หมายถึงประชาชนต้องออกมาต่อสู้ด้วยงานจัดตั้งที่รัฐไทยกลัวอีกครั้ง ซึ่งเป็นหลักประกันการนิรโทษกรรมที่มาจากการต่อสู้ของคนข้างล่างเอง

ถ้าเห็นด้วยกับแนวทาง “องค์กรสังคมนิยมแรงงาน” เชิญสมัครสมาชิก

บทความอื่น ๆ