รัฐสวัสดิการและการต่อสู้ทางชนชั้น

โดย กองบรรณาธิการ

สิ่งแรกที่กรรมาชีพทุกคนควรจะเข้าใจในเรื่องรัฐสวัสดิการ (หรือระบบประกันสังคมอย่างทั่วถึง) คือมันไม่ใช่เรื่องของเทคนิคการจัดการเงิน แต่เป็นเรื่องการเมืองล้วนๆ และถ้าเป็นเรื่องการเมือง แน่นอนจะต้องสะท้อนความขัดแย้งทางผลประโยชน์และการต่อสู้ระหว่างชนชั้นนายทุนและชนชั้นกรรมาชีพทั่วโลก

     ลัทธิมาร์คซ์ใช้ระบบคิด “วิภาษวิธี” ในการวิเคราะห์ปัญหาต่างๆ วิภาษวิธีเป็นระบบคิดที่มองภาพรวมของทุกปัญหา และในภาพรวมเราจะเห็นความขัดแย้งต่างๆ ที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเสมอ ดังนั้นถ้าเราพิจารณาปัญหารัฐสวัสดิการเราจะเห็นว่ามีแรงผลักดันที่ก่อให้เกิดรัฐสวัสดิการจากสองแหล่ง และสองแหล่งนี้อาจมีความขัดแย้งกันในตัวที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของรูปแบบรัฐสวัสดิการด้วย   สองแหล่งที่กล่าวถึงคือ

ผลประโยชน์ของนายทุน เนื่องจากการให้การศึกษาและเลี้ยงดูแรงงานให้มีสุขภาพดีจากเด็กเล็กจนเติบโตเป็นผู้ใหญ่ทำให้เกิดแรงงานที่มีประสิทธิภาพในการทำงาน แรงงานแบบนี้จึงสร้างกำไรให้นายทุนมากกว่าแรงงานที่เจ็บไข้ได้ป่วยอ่อนแอและไร้การศึกษา ในสภาพปกตินายทุนจึงมองว่าการลงทุนในรัฐสวัสดิการเป็นการลงทุนที่มีประโยชน์กับเขา

ผลประโยชน์ชนชั้นกรรมาชีพ แน่นอนกรรมาชีพต้องการชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี และเมื่อกรรมาชีพไม่พอใจกับสภาพชีวิตตนเองจนรวมตัวกันต่อสู้เพื่อรัฐสวัสดิการโดยการประท้วงนัดหยุดงาน นายทุนก็จะเริ่มกลัวว่ากำไรตนเองจะลดลงถ้าไม่มีความสงบในสถานที่ทำงาน และเขาจะกลัวว่าดีไม่ดีกรรมาชีพอาจเกิดจิตสำนึกระดับสูงจากการต่อสู้จนคิดปฏิวัติโค่นล้มนายทุนไปเลย นี่คือสาเหตุที่รัฐมนตรี ควินติน ฮอก จากพรรคนายทุนอังกฤษพูดในรัฐสภาอังกฤษในปี 1944 ว่า “ถ้าเราไม่ให้รัฐสวัสดิการกับประชาชน เขาจะปฏิวัติเรา”  ปี 1944 เป็นปีท้ายๆ ของสงครามโลกครั้งที่สองและชนชั้นปกครองอังกฤษเข้าใจดีว่าเวลามวลชนติดอาวุธกลับจากการสู้รบและพบสภาพความเป็นอยู่ที่เลวทรามแบบเดิมเขาจะตั้งคำถามว่า “กูไปสู้รบเสี่ยงตายให้นายทุนทำไม?” เพราะหลังสงครามโลกครั้งก่อนเกือบจะมีการปฏิวัติขึ้นในอังกฤษในปี 1919 ตามตัวอย่างการปฏิวัติรัสเซียปี 1917

หกนิยายของนายทุนเกี่ยวกับรัฐสวัสดิการ

– ระบบตลาดสามารถให้บริการดีกว่าภาครัฐ ข้อเสนอนี้ถูกเสนอขึ้นเพื่อให้มีการโอนระบบสวัสดิการ เช่นระบบบำนาญ หรือแม้แต่ระบบประกันการว่างงาน ออกจากระบบรัฐ ซึ่งบริษัทเอกชนจะได้รับผลประโยชน์กำไรจากการประกันพลเมืองโดยตรง และในความเป็นจริงระบบที่มีการประกันตนกับบริษัทเอกชนมักขาดความมั่นคง เพราะอิงการขึ้นลงของตลาดหุ้นและมีช่องโหว่ให้เกิดการทุจริตง่าย เช่นกรณีระบบบำนาญของบริษัทสื่อมวลชนของ โรเบอร์ท แมคซ์เวล์ ในอังกฤษที่เอาเงินไปใช้ในทางที่ไม่ถูกจนอดีตลูกจ้างหลายพันต้องเดือดร้อน

     ถ้าเปรียบระบบสาธารณสุขสหรัฐที่ใช้ระบบตลาด กับระบบสาธารณสุขอังกฤษที่ใช้รัฐสวัสดิการ จะเห็นว่าระบบตลาดของสหรัฐใช้สัดส่วนทรัพยากรของประเทศมากกว่าระบบอังกฤษถึงสองเท่า และร้ายกว่านั้นพลเมืองสหรัฐ หนึ่งในหก หรือ 44 ล้านคนไม่มีการประกันรักษาพยาบาลเลย

-การใช้ระบบสวัสดิการการว่างงานทำให้คนขี้เกียจ พวกนายทุนที่เสนอข้อเสนอนี้ดูหมิ่นชาวกรรมาชีพ พวกนายทุนเป็นผู้สร้างวิกฤตเศรษฐกิจที่นำไปสู่การตกงานแต่แรกแล้วยังหน้าด้านกล่าวหาว่าคนตกงานไม่ยอมหางานทำ เพื่อเป็นข้ออ้างในการยกเลิกการจ่ายสวัสดิการว่างงาน พวกนี้ที่ไม่เคยรู้จักความหมายของการทำงานหนักเองมักจะพูดถึงความสำคัญของ “มาตรการจูงใจ” ในการหางานทำโดยเสนอว่าควรลดสวัสดิการเพื่อบังคับให้คนตกงานยอมทำงานประเภทที่จ่ายค่าแรงระดับอดอยาก แท้ที่จริงแล้วไม่มีใครชอบนอนอยู่บ้านเฉยๆ เพราะสภาพเช่นนี้ทำลายศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ และมาตรการจูงใจให้คนหางานทำที่ดีที่สุดคือการเพิ่มอัตราค่าแรง

– ถ้าเก็บภาษีสูงเกินไปนักลงทุนจะถอนทุนออกจากประเทศ ในประการแรกข้อเสนอนี้ไม่จริงเสมอไป เพราะรัฐสวัสดิการทำให้แรงงานมีประสิทธิภาพสูง ในประการที่สองการลงทุนส่วนใหญ่ของระบบทุนนิยมโลกปัจจุบันลงทุนในประเทศพัฒนาที่มีค่าแรงสูงและระบบสวัสดิการดี และในประการที่สาม เราจำเป็นต้องเอาใจนักลงทุนที่ไร้อารยธรรมหรือ?                     

– ระบบรัฐสวัสดิการเดิมในตะวันตก “ล้มเหลว” เพราะค่าใช้จ่ายสูงขึ้นจนไม่มีวันสิ้นสุด นอกจากจะไม่มีข้อมูลใดๆ ที่สนับสนุนข้อกล่าวหานี้ เช่นระบบอังกฤษใช้งบประมาณคงที่ 25% ของรายได้ชาติมา 30 ปีโดยไม่เปลี่ยนแปลง  นิยายนี้เกิดขึ้นเพราะนายทุนไม่อยากจ่ายภาษีและเงินสมทบในระดับเดิม จึงมีการลดภาษีกับคนรวยในขณะที่คนจนต้องจ่ายเพิ่ม รายได้กองทุนรัฐสวัสดิการจึงลดลง อีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้กองทุนในส่วนของการรักษาพยาบาลขาดความสมดุลก็เพราะบริษัทผลิตยาระดับข้ามชาติคิดค่ายาสูงเกินความเป็นธรรมเพื่อหวังกำไรมหาศาลบนสันหลังคนป่วย ในกรณีไทยองค์กรค้าระหว่างประเทศก็ออกมาสนับสนุนการปกป้อง “ลิขสิทธิ์” ของบริษัทยาเพื่อไม่ให้ใครผลิตยาชนิดเดียวกันในราคาถูกๆ 

– การตั้งเป้าหมายกับคนบางกลุ่มมีประสิทธิภาพมากกว่าการใช้ระบบที่ครอบคลุมพลเมืองทุกคน มูลนิธิวิจัย ราว์นทรี ในอังกฤษพบว่าการจำกัดผู้มีสิทธิได้รับสวัสดิการในอังกฤษทำขึ้นเพื่อลดภาษีให้กับคนรวย ดังนั้นผู้ที่ได้ประโยชน์จากการตั้งกลุ่มเป้าหมายคือคนรวย ส่วนคนจนหลายแสนจะไม่เข้ามารับสวัสดิการถ้าต้องกรอกแบบฟอร์มยาวๆ เพื่อพิสูจน์ว่าตนเองควรมีสิทธิหรือไม่

– ถ้าคนแก่มีมากขึ้นในขณะที่คนทำงานมีน้อยลง(เนื่องจากการคุมกำเนิด) รัฐจะรับภาระเลี้ยงดูคนแก่ไม่ได้ ในประการแรกเราควรจะปล่อยให้พ่อแม่เราอดอยากเพื่อให้นายทุนรวยหรือ? และในประการที่สองคนที่ทำงานอยู่ในระบบปัจจุบันมักจะมีประสิทธิภาพในการทำงานสูงกว่าในอดีต เพราะมีเครื่องไม้เครื่องมือทันสมัย ดังนั้นคนทำงานจำนวนน้อยลงน่าจะอุ้มคนแก่ได้มากขึ้น

ระบบรัฐสวัสดิการเป็นระบบที่ช่วยบรรเทาความอดอยากภายใต้ระบบเศรษฐกิจการเมืองแบบทุนนิยมระดับหนึ่ง กรรมาชีพไทยควรมุ่งสู้เพื่อได้มาซึ่งระบบนี้ บทเรียนจากต่างประเทศที่สำคัญคือกรรมาชีพต้องรวมตัวเคลื่อนไหวทางการเมืองทั้งในระบบและนอกระบบถึงจะสำเร็จ แต่ในขั้นตอนสุดท้ายความมั่นคงในชีวิต และการกำจัดความอดอยากจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเรายกเลิกระบบทุนนิยมและสร้างสังคมนิยมขึ้นมาแทน”

ถ้าเห็นด้วยกับแนวทาง “องค์กรสังคมนิยมแรงงาน” เชิญสมัครสมาชิก

บทความอื่น ๆ