สวนสัตว์: ภาพสะท้อนความแปลกแยกระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ

โดย เมืองไม้

                จากกระแสชื่นชม “หมูเด้ง” ลูกฮิปโปแคระที่เกิดในสวนสัตว์ กับวิกฤติน้ำท่วมภาคเหนือที่ส่งผลให้ช้างเสียชีวิตสองเชือกจนกระตุ้นให้เกิดข้อถกเถียงระหว่างแนวทางการเลี้ยงช้างแบบดั้งเดิมที่เน้นการบังคับควบคุมผ่านตะขอและโซ่ล่ามกับการเลี้ยงแบบใหม่ที่ให้อิสระเพิ่มขึ้นแบบขังคอกขนาดใหญ่ให้ช้างมีอิสระพอสมควรแบบสวนสัตว์ จึงอยากชวนตั้งคำถามถึงการมีอยู่ของสวนสัตว์และธุรกิจบันเทิงที่เกี่ยวข้องกับสัตว์

          แน่นอนว่าสัตว์เป็นส่วนหนึ่งของสินค้าสำหรับการบริโภคในระบบเศรษฐกิจมาช้านานก่อนจะมีทุนนิยม หลังจากมนุษย์เริ่มเรียนรู้นำสัตว์ป่ามาเลี้ยงเพื่อเป็นอาหาร และมันเป็นยุคเริ่มต้นของการสะสมมูลค่าส่วนเกินและการเกิดสังคมชนชั้นด้วย (กุหลาบ สายประดิษฐ์, 2524) แต่สวนสัตว์หรือการเลี้ยงสัตว์ของมนุษย์ที่ไม่ได้มีไว้เพื่อบริโภค มีบริบทที่แตกต่างออกไป

​ตอนเด็ก ๆ ที่โรงเรียนมักจะพาเราไปทัศนศึกษาที่สวนสัตว์เพื่อศึกษาความรู้เกี่ยวกับสัตว์ สวนสัตว์จึงมีไว้เพื่อการเรียนรู้ แต่เราควรถามตัวเองจริง ๆ ว่าสวนสัตว์ให้ความรู้กับเรามากขนาดนั้นเชียวหรือ หรือสวนสัตว์ขายความบันเทิงให้เรามากกว่าที่จะให้ความรู้ด้วยซ้ำ หรือหากมองอีกด้าน สวนสัตว์อาจเป็นไปเพื่อการอนุรักษ์สัตว์ แต่ถ้าหากเราจะอนุรักษ์สัตว์ ทำไมเราไม่แก้ปัญหาที่ต้นเหตุที่ทำให้สัตว์นั้นสูญพันธ์ุซึ่งมักจะมาจากการพยายามทำลายสิ่งแวดล้อมเพื่อทำกำไรสูงสุดของระบบทุนนิยม แทนที่จะแก้ที่ปลายเหตุด้วยการจับสัตว์ขังไว้ในสภาพที่ไม่เป็นธรรมชาติของมัน ถ้าบอกว่ามันเป็นการอนุรักษ์ ก็ถือว่าเป็นวิธีที่อ้างขึ้นมาอย่างสิ้นคิดโดยผู้คนกลุ่มหนึ่งเพื่อวัตถุประสงค์บางอย่างเท่านั้น ดังนั้น โมเดลสวนสัตว์ดูเหมือนว่าไม่ได้มีไว้เพื่อศึกษาและอนุรักษ์อย่างมีประสิทธิภาพ

​ในหนังสือ “ว่าด้วยทุน” เล่ม ๑ มาร์กซ์เขียนไว้ว่า “องค์ประกอบที่สำคัญที่สุดเกี่ยวกับงานคือ มันเป็นกระบวนการระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติตลอดไปในทุกยุคทุกสมัย ในการทำงานมนุษย์จะเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ระหว่างตัวเองกับสิ่งแวดล้อมเพื่อประโยชน์ของมนุษย์ แต่ในขณะเดียวกันมนุษย์เองยังต้องถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติเสมอ โดยแยกออกจากกันไม่ได้ ดังนั้นมนุษย์มีผลในการเปลี่ยนธรรมชาติซึ่งมีผลสะท้อนกลับมาเปลี่ยนตัวมนุษย์เอง” และ มาร์กซ์ยังอธิบายต่อไปในหนังสือ “กรุนดิส” ว่า “เราไม่จำเป็นต้องแปลกใจเกี่ยวกับความผูกพันระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติเลย แต่สิ่งที่น่าแปลกใจที่เราจำต้องอธิบายคือ ทำไมในระบบทุนนิยมมนุษย์ถูกบังคับให้แยกตัวออกจากธรรมชาติ”

​ระบบทุนนิยมสร้างความแปลกแยกระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติขึ้น โดยคนกลุ่มน้อยควบคุมธรรมชาติซึ่งคือนายทุนและรัฐของนายทุน สิ่งนี้ก็สะท้อนผ่านสวนสัตว์เช่นกัน มนุษย์ส่วนใหญ่ต้องการใกล้ชิดธรรมชาติแต่ไม่สามารถกำหนดความสัมพันธ์ได้ ขึ้นอยู่กับรัฐและนายทุนที่เป็นผู้ควบคุม (สร้าง) สวนสัตว์ เป็นผู้กำหนดความสัมพันธ์

​ในระบบทุนนิยมสวนสัตว์ก็เป็นเหมือนบริษัทหนึ่งโดยมีสัตว์เป็นสินค้าขายความบันเทิงให้ลูกค้า และเงินกำไรที่ได้ก็กลับไปสู่บริษัทซึ่งควบคุมโดยนายทุนนั่นเอง

​มูลค่าของสัตว์จึงถูกกำหนดขึ้นผ่านความสามารถให้การสร้างความบันเทิงผ่านความน่าตระการตาของมัน และนำไปสู่การซื้อสินค้าอื่น ๆ จากร้านของฝากด้วย เช่น ฟาร์มจระเข้ที่ให้เบ็ดตกปลาผู้เข้าชมโดยมีเหยื่อล่อเป็นเนื้อไปหย่อนให้จระเข้กิน จระเข้จึงถูกลดทอนเหลือแค่คุณค่าของการสร้างความบันเทิง ซึ่งพฤติกรรมตามธรรมชาติของมันถูกทำให้เป็นเพียงสินค้าและบริการที่สร้างความพึงพอใจเพื่อให้ขายได้ ส่วนชีวิตของจระเข้ซึ่งถ้าหากมันไม่แข็งแรง บาดเจ็บ หรือพิการ มันก็หมดประโยชน์ และไม่ได้รับการใส่ใจมากนัก

          สิ่งที่ชัดเจนอีกประการหนึ่งก็คือ สัตว์ต่าง ๆ ถูกทำให้แปลกแยกจากสภาวะธรรมชาติของมันและถูกทุนดูดกลืนและควบคุม มันไม่สามารถมีเสรีภาพ ไม่สามารถวิ่งได้ในพื้นที่ปกติที่มันควรจะอยู่ เราจะเห็นได้จากการแสดงของช้างที่ให้ช้างยืนสองขาหรือให้ควงฮูลาฮูปด้วยงวง ก็ล้วนแปลกแยกจากสภาวะธรรมชาติของมันเพื่อมารับใช้การสะสมกำไรของสวนสัตว์ อีกทั้งปลาโลมาที่พฤติกรรมทางสังคมและการล่าเหยื่อของมันซึ่งซับซ้อน ถูกทำให้เป็นโชว์การแสดงที่มีพร็อพมากมายเพื่อสร้างความบันเทิงให้กับผู้ชมและสร้างกำไรให้กับสวนสัตว์ หรือแม้กระทั่งสัตว์ในสวนสัตว์ประเทศจีนที่ถูกทำให้น้ำหนักเกินจนดูอ้วนน่ารักเพื่อดึงดูดผู้ชม เราจึงปฏิเสธไม่ได้ว่า สวนสัตว์นั้นมีไว้ในฐานะธุรกิจบันเทิงเพื่อการสะสมทุนมากกว่าที่จะเป็นการศึกษาและการอนุรักษ์ มันจึงนำไปสู่การละเลยสวัสดิภาพที่สัตว์ควรจะมีชีวิตตามสภาวะธรรมชาติของมัน

          ในสังคมใหม่ เราจะมีสวนสัตว์หรือไม่ มนุษย์จะสัมพันธ์กับธรรมชาติและสัตว์ป่าและสัตว์บ้านอย่างไร ยังไม่มีคำตอบแน่ชัด ต้องถกเถียงกันอีกมาก แต่สิ่งที่เราพอจะตอบได้ ถ้าสัตว์ไม่ได้ถูกเลี้ยงดูเพื่อ “กำไร” ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสัตว์น่าจะยืนอยู่เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติที่เกื้อกูลกัน

ถ้าเห็นด้วยกับแนวทาง “องค์กรสังคมนิยมแรงงาน” เชิญสมัครสมาชิก

บทความอื่น ๆ