โดย แอนตัน เยเกอร์ (Anton Jäger)
แปลและเรียบเรียงโดย ศุภวัฒน์ ตังอนุสรณ์สุข
ในกลางเล่มของเดอะเยียร์ (The Years) หนังสืออัตชีวประวัติของนักเขียนนิยายชาวฝรั่งเศส แอนนี่ เออร์โนซ์ (Annie Ernaux) ได้บรรยาย ถึงบรรยากาศทางการเมืองช่วงกลางทศวรรษ 1990
“มีข่าวลือออกมาอย่างหนาหูว่าการเมืองนั้นได้ตายไปแล้ว, การปรากฎตัวขึ้นของ ‘ระเบียบโลกใหม่’ ได้ถูกประกาศขึ้น, จุดสิ้นสุดของประวัติศาสตร์ได้ใกล้เข้ามา..คำว่า ‘ต่อสู้’ (struggle) ถูกทำให้เป็นคำที่เสื่อมเสีย กลายเป็นคำที่ชวนให้เยาะเย้ย ในฐานะที่ว่าเป็นคำคำนี้ทำให้นึกถึงลัทธิมาร์กซ์ แต่ขณะเดียวกัน คำว่า ‘ปกป้องสิทธิ์’ (defending rights) ที่ฟังอีกกี่หนก็ชวนให้นึกถึงเหล่าผู้บริโภค”
เออร์โนซ์ ซึ่งเกิดมาในครอบครัวผู้ใช้แรงงานในช่วง 1940 ได้กลายมาเป็นหนึ่งในนักเขียนที่มีชื่อเสียงที่สุดในประเทศฝรั่งเศสช่วงปลายทษวรรษปี 2000, ในปี 2008 เป็นปีที่เธอตีพิมพ์ ‘อัตชีวประวัติหมู่’ นี้เป็นครั้งแรก ซึ่งหนังสือเล่มนี้เกี่ยวข้องกับสังคมฝรั่งเศสหลังสงคราม ที่เกิดขึ้นมาได้ไม่นานภายหลังจากธนาคาร Lehman Brothers ได้ล้มละลายลง ต่อมางานเขียนนี้ได้ถูกแปลมาเป็นภาษาอังกฤษในปี 2017, ช่วงเวลาที่ ‘ทศวรรษของประชานิยม’กำลังจะสิ้นสุดลง
งานของเออร์โนซ์นั้นวิเคราะห์ถึงโลกที่ถูกปิดตาย เต็มไปด้วยผู้คนที่ต้องการจะหลบตัวอยู่ในที่ของตนเอง การเมืองถูกผลักไส และปล่อยให้พวกคตินิยมนักวิชาการ(เทคโนแครต) เป็นคนจัดการ, ช่วงที่หนังสือเล่มนี้ถูกตีพิมพ์ครั้งแรก ตรงกับช่วงที่ โทนี่ แบลร์ (Tony Blair) (นายกรัฐมนตรีของอังกฤษในช่วงเวลานั้น -ผู้แปล) อ้างว่า การต่อต้านการมาถึงของโลกาภิวัตน์ นั้นไม่ต่างอะไรจากการต่อต้านการมาถึงของฤดูกาล, และก็เป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่ พจนานุกรมภาษาเยอรมัน ได้เพิ่มคำว่า ‘Alternativlosigkeit’ (Alternativelessness – ความไร้ซึ่งทางเลือก)
“เราไม่รู้ว่าอะไรที่ทำให้เรารู้สึกอ่อนล้ามากกว่ากัน” เออร์โนซ์หวนนึกช่วงเวลานั้น “อาจจะเป็นสื่อและแบบสำรวจความคิดเห็นจากสื่อเหล่านั้น, ความเห็นอันเหยียดหยามของนักการเมือง กับสัญญาที่จะลดอัตราการว่างงานและอุดรูงบประมาณประกันสังคม หรือบันไดเลื่อนสถานีรถไฟฟ้าที่เสียตลอดเวลา”
สิบปีต่อมาหลังจากช่วงเวลาที่วุ่นวายของประชานิยม คำบอกเล่าของเออร์โนซ์นั้นชวนให้รู้สึกคุ้นเคยและไม่คุ้นเคยในเวลาเดียวกัน การเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วของการทำให้เป็นปัจเจค (individualization) และการปฎิเสธสถาบันการรวมกลุ่ม ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ยกเว้นก็แต่เพียงว่า พรรคการเมืองยังคงไม่มีสมาชิกเพิ่มขึ้น สมาคมต่างๆ จำนวนผู้เข้าร่วมก็ยังคงเท่าเดิม โบสถ์นั้นยังคงไร้ซึ่งผู้คน และสหภาพยังคงไม่ฟื้นคืนความเข้มแข็ง สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นทั่วโลก ภาคประชาสังคมนั้นติดหล่มอยู่ในหลุมลึกและวิกฤติอันยืดเยื้อ การกระทำทางการเมืองได้ผูกขาดอยู่แต่เพียงแฟลชม็อบ, เอ็นจีโอ, และงานการกุศล – งานกิจกรรมทางการเมืองที่ไร้ซึ่งฐานสมาชิกและไร้ซึ่งการตัดสินใจบนฐานของประชาธิปไตย ดังที่นักสังคมวิทยาชาวอเมริกัน ธีด้า สก็อตโพล (Theda Skocpol) ได้กล่าวว่าปรากฎการณ์นี้เป็นการรวมกันระหว่าง ‘หัวที่ไม่มีตัว’ และ ‘ตัวที่ไม่มีหัว’
ในอีกด้านนึง ผิดกันกับลักษณะงานเขียนของ เออร์โนซ์ ที่บรรยายยุค 1990s ที่ให้ความรู้สึกถึง ‘การเสแสร้งและความไม่แยแส’ ซึ่งแทบจะไม่มีความใกล้เคียงกับสถานการณ์ปัจจุบันเลยแม้แต่น้อย, ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ได้รับเลือกโดยจำนวนผู้ออกมาใช้สิทธิสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์, การลงประชามติ Brexit ถือเป็นการลงคะแนนเสียงตามระบอบประชาธิปไตยที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของสหราชอาณาจักร, การประท้วง Black Lives Matter ถือเป็นกิจกรรมครั้งใหญ่ของมวลชน – หลายบริษัทยักษ์ใหญ่ของโลกปกคลุมตัวเองด้วยผ้าคลุมความยุติธรรมทางเชื้อชาติ, ปรับเปลี่ยนแบรนด์ของตนเองเพื่อที่จะสนับสนุนเหตุการณ์นี้ แพลตฟอร์มอย่าง ติ๊กต่อก(Tiktok), ยูทูป(Youtube) และ ทวิตเตอร์(Twitter) นั้นเต็มไปด้วยคอนเทนต์ทางการเมือง ตั้งแต่ วล็อกเกอร์ (vlogger) อ่านแผ่นพับของนักสังคมนิยม จนไปถึง อินฟูฝ่ายขวาชาวฝรั่งเศสด่าผู้ลี้ภัยอย่างบ้าคลั่ง. รูปร่างของการเมืองแบบใหม่ เริ่มที่จะปรากฎให้เห็น ผ่าน สนามบาสเก็ตบอลของ NBA และ สนามอเมริกันฟุตบอล ไปจนถึงซีรีย์ของเน็ตฟลิกซ์ (Netfilx) และหน้าเพจบน bio ของผู้คนในโซเชียลมีเดีย
สำหรับพวกฝ่ายขวา สังคมได้ถูกยึดครองโดย ‘เหตุการณ์แดรฟุส’ อย่างถาวร — หกละเลงไปทั่วอาหารเย็นของครอบครัว, เครื่องดื่มของเพื่อนๆ และ กล่องอาหารกลางวันในที่ทำงาน, สำหรับพวกที่มองว่าตนเองเป็นกลาง สังคมได้ทำให้พวกเขารู้สึกโหยหาถึงยุค 1990s และ 2000s ในช่วงที่ตลาดและคตินิยมนักวิชาการเป็นผู้ที่ออกนโยบายทางการเมืองแต่เพียงผู้เดียว ในช่วงเวลาก่อนที่ทุกคนจะกลายเป็นพวกบ้าการเมือง ในช่วงก่อนยุค ‘การเมืองแบบล้นเกิน’
เห็นได้ชัดว่ายุคของ ‘หลัง-การเมือง’ ได้จบลงแล้ว แต่แทนที่การเมืองในศตวรรษที่ 20จะถือกำเนิดขึ้นใหม่ ฟื้นฟู พรรคมวลชน สหภาพ และความเข้มแข็งในที่ทำงาน — กลายเป็นว่าขั้นตอนพวกนั้นกลับถูกข้ามไป
ผู้คนนั้นบ้าการเมือง บ้าการเมืองจากยุคสมัยที่พวกเขาเหล่านั้นถูกห้อมล้อมไปด้วยวิกฤติทางเศรษฐกิจ พวกเขาจำได้โดยแม่นว่าในช่วงเวลานั้น ไม่มีสิ่งใด — ไม่แม้กระทั่งการบังคับใช้นโยบายรัดเข็มขัด จะถูกมองว่าเป็นเรื่องการเมือง, ในวันนี้ ทุกสิ่งจึงล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องการเมือง แต่อย่างไรก็ดี แม้ว่าความหลงใหลอันแรงกล้าเหล่านี้ ได้สร้างสถาบันหลายสถาบันที่ทรงอิทธิพลที่สุดของตะวันตกขึ้นมาใหม่ — โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา —แต่กลับมีผู้คนเพียงเล็กน้อยเท่านั้นที่ข้องเกี่ยวและเข้าร่วมองค์กรทางการเมือง ที่เราอาจจะอธิบายมันว่าเป็น ‘การเมือง’ ในแบบดั้งเดิม สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า สำนึกในศตวรรษที่ 20 และ ความรู้สึกต่อต้านทางการเมืองนั้นยังไม่หมดไป ส่งผลให้เกิดลูกผสมที่ทั้งกระตุ้นอารมณ์และฉุนเฉียว แต่ถึงกระนั้นก็ยังไม่สามารถที่จะฟื้นฟูการเมืองแบบชนชั้นที่ประชานิยมฝ่ายซ้ายต้องการที่จะเริ่มต้นขึ้น
ยุคของประชานิยม
เพื่อที่จะทำควาเข้าใจการเปลี่ยนผ่านจาก หลัง-การเมือง สู่ การเมือง-ล้นเกิน, เรามาลองนึกถึงรอยต่อของช่วงเวลาที่เราจากมากันดีกว่า
หลังจากปี 2008 ยุคน้ำแข็งทางการเมืองที่เกิดขึ้นภายหลังจากการล่มสลายของกำแพงเบอร์ลิน เริ่มต้นที่จะ ค่อยๆ ละลายลง, ในฝั่งของตะวันตก — จาก ขบวนการยึดวอลล์สตรีท ในสหรัฐอเมริกา สู่ขบวนการ 15-M ในสเปน และ การต่อต้านนโยบายรัดเข็มขัดในอังกฤษ — การเคลื่อนไหวทางการเมืองเริ่มต้นที่จะปรากฎขึ้นมาใหม่อีกครั้ง สร้างความหวาดกลัวแก่การแข่งขันแบบตลาดเสรี อย่างไรก็ดี การเคลื่อนไหวเหล่านี้ไม่ได้เป็นรูปแบบดั้งเดิมทางการเมือง และ คำพูดเชิงสำนวนที่ว่า ‘ไม่ใช่ทั้งซ้ายและขวา’ ของพวกเขา นั้นถูกอธิบายว่าเป็น ‘การต่อต้านการเมือง’ แต่กระนั้น นี่คือจุดเริ่มต้นของจุดจบของยุค หลัง-การเมือง, ในอีกฝั่ง การระเบิดตัวขึ้นขององค์กรทางเลือกแบบประชานิยม เข้ามาทดแทนรูปแบบพรรคมวลชนแบบเก่าอย่างแพร่หลาย การเคลื่อนไหวทางการเมือง, เอ็นจีโอ, บริษัทเอกชน, บริษัททำแบบสำรวจความคิดเห็นที่มีชื่ออย่าง ‘กบฎการสูญพันธ์ (Extinction Rebellion)’ และพรรค เบร็กซิท ในปัจจุบัน ได้เสนอโมเดลที่ยืดหยุ่นกว่า พรรคกรรมมาชีพในสมัยก่อน ซึ่งมักจะถูกมองว่าซบเซาเกินไปสำหรับนักการเมืองและประชาชน ผู้คนที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นสมาชิกพรรคเหล่านี้มักที่จะออกจากพรรคในระยะยาว กลายเป็นสมาคมที่ไม่มีความสมัครใจ ในขณะที่นักการเมืองนั้นพบกับอุปสรรคเหล่านี้น้อยกว่า ในการประชุมสมัชชาของพรรค
รูปแบบใหม่อันแปลกประหลาดนี้ได้เข้ามาแทนที่พรรคมวลชน พรรคที่เรียกกันว่า ‘พรรคแบบดิจิตอล’ (digital parties) อย่าง พรรค La France Insoumise และ พรรค Podemos ของพวกฝ่ายซ้าย หรือ พรรคของเอมานูเอล มาครง La République en Marche! ของพวกลิเบอรัล และ ขบวนการห้าดาว (Five Star Movement) ในอิตาลี ของฝั่งขวา —ที่เน้นการมีส่วนร่วมกับมวลชนมากขึ้น มีความเป็นระบบราชการน้อยลง นี่เป็นรูปแบบใหม่ของพรรคการเมืองแบบ บนลงล่าง พรรคเหล่านี้มักจะนำเสนอผ่านบุคลิกภาพและนิสัย และโครงการทางการเมืองที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อขับเน้นภาพลักษณ์เหล่านั้น เช่น แคนดิเดทของพรรคฝ่ายขวาจัดในฝรั่งเศส เอริก เซมัวร์ (Éric Zemmour) เข้าร่วมรายการทอล์คโชว์ของพวกมิลลิเนี่ยล ในขณะที่ นักการเมืองชาวดัตช์ จัดรายการสตรีม Twitch พรรคการเมืองแบบเก่านั้นเริ่มที่จะหมดความสำคัญลง และถูกแทนที่ด้วยพรรคการเมืองที่ขับเน้นดาวเด่นของพรรค และส่วนที่เหลือของคนในพรรคนั้นมีหน้าที่เป็นเพียงไม้ประดับ
ในอังกฤษ อย่างน้อยพรรคเบร็กซิทก็เถรตรง ที่ประกาศก่อตั้งพรรคตนเองเป็น ‘บริษัท’ ก่อนการเลือกตั้งในปี 2018 และจะเป็นปฎิบัติงานอย่างจริงจังก็ต่อเมื่องานของพรรคนั้นเป็นประโยชน์ต่ออาชีพการงานของ ไนเจล ฟาเรจ (Nigel Farage) องค์กรเหล่านี้อาจกล่าวได้ว่าเป็นรากฐานของการเปลี่ยนการเมืองใหม่ในระดับหนึ่งของสังคม แต่ไม่มีองค์กรใดเลย ที่ผู้สนับสนุน มีส่วนร่วมทางการเมืองแบบดั้งเดิม
การฉวยโอกาสการเลือกตั้ง (Electoral opportunism) นั้นเป็นส่วนหนึ่งของพลังในการขับเคลื่อนการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่เกิดขึ้นมาใหม่นี้ สำหรับพรรคการเมืองในยุโรป การเปลี่ยนแปลงครั้งล่าสุดของรูปแบบการเคลื่อนไหวเกิดขึ้นโดยมีฉากหลังเป็นการเปลี่ยนผ่านสองครั้ง — จำนวนสมาชิกพรรคการเมืองที่ลดลงในระยะยาว และ การลดตัวลงอย่างต่อเนื่องของเขตเลือกตั้ง ตัวอย่างหนึ่งที่ประสบกับสถานการณ์นี้อย่างสาหัส คือเบลเยี่ยม พรรค Flemish Christian Democrats ในปี 1990 มีสมาชิกอยู่ 130,000 คน ตอนนี้ลดลงเหลือเพียง 43,000 ในช่วงเวลาเดียวกัน พรรคสังคมนิยมเบลเยี่ยม มีสมาชิกจาก 90,000 เหลือเพียง 10,000 คน พรรค German Social Democratic Party ที่มีสมาชิกอยู่หนึ่งล้านคนในปี 1986 ลดลงมาเหลือเพียง 400,000 คน ในปี 2019 และในขณะเดียวกัน พรรคแรงงานของเนเธอร์แลนด์ ที่มีสมาชิกกว่า 100,000 ในปี 1986 มีสมาชิกเพียง 41,000 คน ในปี 2021
เกือบทุกหนแห่ง เรื่องราวเช่นนี้เกิดขึ้นอยู่เรื่อยๆ : อดีตพรรคมวลชนที่ยังคงอยู่ในฐานะผู้ที่จัดทำนโยบาย (ที่นักวิทยาศาสตร์การเมืองมักจะเรียกว่า “ปัจจัยส่งออก”(output factor) ของประชาธิปไตย) แต่ภายในพรรคนั้นถูกกัดกินโดยผู้เชี่ยวชาญด้านการประชาสัมพันธ์และเจ้าหน้าที่ เออร์โนซ์นั้นจำได้ว่า สำนักงานใหญ่ของพรรคสังคมนิยม ที่เธอนั้นโหวตให้ในปี 1981 ถูกเซ้งขายในปี 2017 หลังจากที่พรรคสังคมนิยมถูกทิ้งติดเนื่องจากอยู่อันดับที่ห้าในการเลือกตั้งประธานาธิบดีของประเทศ
ในอีกด้านนึง ที่ประเทศอังกฤษ ในระดับหนึ่งแล้ว สถานการณ์ที่นั่นอาจเป็นข้อยกเว้น ภายใต้การนำของ เจเรมี คอร์บิน(Jeremy Corbyn) จำนวนสมาชชิกของพรรคแรงงานเติบโตขึ้นจาก 150,000 คนในช่วงที่ เอ็ด มิลิแบนด์ (Ed Miliband) ขึ้นมานำ เพิ่มสูงขึ้นเกือบ 600,000 คน และคนเหล่านี้เป็น ‘สมาชิก’ ไม่ใช่เพียงแค่ผู้สนับสนุน คนเหล่านี้สิทธิตามรัฐธรรมนูญและสามารถที่จะออกเสียงลงคะแนน — แม้กระทั่งบางคนที่ไม่เข้าร่วมเป็นประจำก็สามารถที่จะเข้าร่วมการประชุมเขตเลือกตั้งเป็นครั้งคราว และ สามารถที่จะถามคำถามหรือให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์เช่นว่าใครควรที่จะเป็นตัวแทนสาธารณะของพรรค
เป็นอันชัดเจนว่านี่คือส่วนหนึ่งของพัฒนาการของ ‘การเปลี่ยนการเมืองใหม่’(repoliticization) ที่ยังคงทิ้งตะกอนทางการเมืองเอาไว้ แม้แต่พวกอนุรักษ์นิยมของอังกฤษยังพัฒนาวิธีการใช้วาทศิลป์ บอริส จอห์นสัน (boris johnson) ออกมาเรียกร้องว่าให้หวนกลับสู่ ‘อนุรักษ์นิยมแบบชาติเดียว’ (one-nation conservatism) และจารีตแบบ Tory() ของความกังขาในตลาดเสรี
นอกจากนี้ โควิด-19 ยังส่งผลกระทบบางส่วนต่อ ‘ฉันทามติเสรีนิยมใหม่’ นี้ รัฐบาลทั่วทั้งโลกตะวันตกกำลังเผชิญหน้ากับการใช้จ่ายที่ขาดดุลในระดับเดียวกับสงครามโลกครั้งที่สอง ในขณะที่งบการคลังได้ถูกทำลายลงตั้งแต่สิงคโปร์ไปจนถึงบูดาเปสต์
นอกจากประเทศจีนแล้ว รัฐได้เปลี่ยนบทบาทไปในพัฒนาการนี้ เป็นสองบทบาทด้วยกัน คือได้เพิ่มโครงการทดลองในระบบเศรษฐกิจแบบผสมผสานอย่าง ลัทธิสวัสดิการในศตวรรษที่ 20 ควบคู่ไปกับการพัฒนาประเทศ อันเป็นผลมาข้อเรียกร้องจากแนวร่วมที่ค่อนข้างกระจัดกระจาย ของแรงงานและธุรกิจขนาดเล็ก รัฐลงทุนกับบริการสาธารณะในระยะยาวอย่างการใช้ไฟฟ้าในชนบท เขื่อน ถนน สะพาน และโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ ในช่วงเวลาที่ทะเยอทะยานที่สุด งบสาธารณะเหล่านี้ถูกใช้ไปกับสร้างสินค้าสาธารณะ โดยการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
ในวิกฤติโควิด การวิวาทะว่าด้วยเรื่องการสร้างระบบเศรษฐกิจใหม่เพื่อผลประโยชน์สาธารณะ ได้หายไป กลับกัน นักคิดนโยบายกลับเลือกที่จะแทนที่ ‘มือที่มองไม่เห็นของตลาด’ มาเป็น ‘มือที่มองไม่เห็นของรัฐ’ แทน — ผู้ที่มีอำนาจตัดสินใจนโยบายเหล่านี้ มักจะช่วยเหลือประชาชนบ้างเป็นครั้งคราว แต่ตัวพวกเขาเหล่านี้ นั้นแทบจะไม่ได้รับผลกระทบต่อการตัดสินใจของตนเองเลย ในขณะเดียวกัน วิธีการระดมมวลชนซึ่งเป็นวิธีที่เคยกระตุ้นให้สร้างรัฐสวัสดิการ กลับถูกขัดขวางโดยผู้ปฎิบัติงานของพรรค อย่างไม่น่าแปลกใจ พวกสตาร์เมไรต์(Starmerite – ผู้สนับสนุน Keir starmer อดีตหัวหน้าพรรคแรงงานในอังกฤษ มีอุดมการณ์แนวต่อต้านการปฎิวัติ) ภายในพรรคแรงงานอังกฤษ พวกเขาพุ่งเป้าไปที่การกำหนดเป้าหมายและอำนาจของพวกเขา: ถ้าพรรคกลายเป็นเครื่องมือเพื่อสมาชิกสักคน เพื่อที่จะไต่เต้าในหน้าที่การงานทางการเมือง สมาชิกคนนั้นจะต้องถูกตัดสิทธิ์ และถูกขับออกจากพรรค มีสมาชิกกว่า 150,000 ถูกขับไล่จากข้อกล่าวหานี้
บทเรียนที่ได้เรียนรู้จากประชานิยมฝ่ายซ้ายนั้นขมขื่น ขณะที่ ฝ่ายซ้ายส่วนมากนั้นสามารถก้าวข้ามวิกฤตินี้ไปได้ ไม่กี่ปีมานี้ (เช่น พรรค Syriza, พรรค Podemos และพรรค La France Insoumise) และได้พยายามเสนอตัวเองในองค์กรรูปแบบใหม่ เช่น ลัทธิ คอร์บีนิสม์ (Corbynism) ซึ่งอาจเป็นความพยายามครั้งสุดท้ายในการฟื้นฟูพรรคชนชั้นแรงงานที่หนาแน่นในอดีต
หัวหน้าพรรคสังคมนิยมเฟลมิช คอนเนอร์ รุสโซ(Conner Rousseau) ฉลองการเปลี่ยนบรรรยากาศของพรรคใหม่เมื่อไม่นานมานี้ โดยการนำ บรรยากาศแบบ ‘สตาร์ท-อัพ’ มาไว้ในพรรค อวดจำนวนผู้ติดตามบน Instagram, พรรคจัดหาตำแหน่ง “ผู้จัดการโซเชียลมีเดีย” และเผยแพร่อุดมการณ์ของเขาผ่านอินฟูเอนเซอร์ในอินเตอร์เน็ต — เมื่อไม่นานมานี้ มาครงเป็นเจ้าภาพให้กับยูทูปเปอร์สองคนในงานที่จัดขึ้นในทำเนียบประธานาธิปดี, พรรคการเมืองดิจิตอลแบบใหม่ และ การเคลื่อนไหวที่ปรากฎขึ้นนั้น ดูจะไม่ได้ปฎิเสธระบบเศรษฐกิจหลังอุตสาหกรรมเท่าใดนัก – ไม่เหมือนกับที่พวกเขาแสดงมันออกมา — ไม่เป็นทางการ และอยู่ไม่นาน โดยไม่มีสัญญาระยะยาว จัดวางโดยนำโมเดลสตาร์ทอัพ และการร่วมทุนระยะสั้น เป็นศูนย์กลาง ไม่แปลกใจนักที่โครงการระยะสั้นต้นทุนต่ำแบบนี้จะไปได้ดีกลับวิถีชีวิตชนชั้นกลาง ที่คุ้นเคยกับสมารท์โฟนและคอนเทนต์ในอินเตอร์เน็ตเป็นอย่างดี
พวกลัทธิเจตจำนง(voluntarism) นั้นไปได้ด้วยดีกับบรรยากาศของการประท้วงและการเมืองร่วมสมัย ดูอย่างผิวเผินแล้ว พวกเขาเหล่านั้นคงไม่มีทางที่จะเข้ากันได้กับขบวนการ Black live matter ที่ประท้วงต่อ QAnon หรือการจลาจรที่วอชินตัน ดีซี ในวันที่ 6 มกราคม 2021 มองจากชุดความคิดทางศีลธรรมแล้ว พวกเขาอยู่คนละโลกกัน —กลุ่มหนึ่งประท้วงการเหยียดเชื้อชาติและการทารุณกรรมของตำรวจ อีกกลุ่มนึงหมกมุ่นกับการเลือกตั้งปลอมๆ และทฤษฎีสมคบคิด แต่อย่างไรก็ดี ในเชิงการจัดตั้งนั้น ขบวนการสองขบวนการนี้ใกล้เคียงกัน: พวกเขาไม่มีรายชื่อและจำนวนสมาชิก พวกเขามีปัญหาในการสร้างวินัยให้กับผู้ติดตาม และพวกเขานั้นไม่ได้ตั้งองค์กรอย่างเป็นทางการจริงๆ ไม่ต่างอะไรจากกลุ่มนักท่องเที่ยว, สองขบวนการนี้นำเสนอสองทางเลือกสำหรับเพื่อนร่วมอุดมการณ์ผู้ต้องการจะเป็นนักวีรชนเอกชน: จะเป็นฝูงนักเลงแอนติฟ่า(Antifa) หรือเจ้าหน้าที่แจ็ค ไรอัน ผู้เปิดโปงแผนการสมรู้ร่วมคิดของวอชินตัน
นักทฤษฎีทางการเมือง เปาโล เกอร์เบาโด (Paolo Gerbaudo ) ได้อธิบายขบวนการการเคลื่อนไหวรูปแบบใหม่ด้วยทฤษฎีของเดอเลิซและกัตตาริ ‘ร่างกายที่ไม่มีอวัยวะ’ (bodies without organs) — แข็งแรงและกำยำ แต่ภายในไร้ซึ่งกระบวนการย่อยอาหาร, มีอาการท้องผูกและความอ่อนแออย่างต่อเนื่อง เป็นรูปแบบเผด็จการที่ไหลลื่น เช่น การเรียกร้องให้ประธานาธิบดียกเลิกการเลือกตั้งและหลบเลี่ยงรัฐสภา ไม่แปลกใจนักที่มันประสานกันอย่างลงตัวกับระบบเศรษฐกิจภาคบริการที่ซบเซา พร้อมกันกับการเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงระบบสัญญาการจ้างงานและการเติบโตขึ้นมาของ ‘นายตัวเอง’ กับ บริษัทที่ไร้ซึ่งความผูกพันและอยู่กันไม่นาน — ประมาณ 4 เปอร์เซ็นต์ของชาวอเมริกัน ออกจากงานเพื่อดูแลรายได้จากคริปโตเคอร์เรนซี่ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การบริหารงานที่น่าสงสัยของพรรคมวลชน ที่มีทั้งอำนาจแบบแนวดิ่งและแนวนอน พร้อมกับผู้นำที่สามารถจัดการกลุ่มที่รวมตัวกันอย่างหลวมๆ ของผู้ที่สนับสนุนพรรคแต่ไม่เคยสมัครเข้าพรรคหรือมีระเบียบวินัยที่ชัดเจน
งานเขียนในภาษาเยอรมันของ เอเลียส คาเน็ตติ (Elias Canetti) ฝูงชนและอำนาจ(Crowds and Power) ที่แต่เดิมนั้นได้ไอเดียมาจากสงครามภายในเวียนนา นั้นแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงลัทธิผู้นำที่ปรากฎขึ้นในยุคนี้ งานของ Canetti แต่เดิมนั้นเขียนขึ้นเพื่อตอบสนองต่อการลุกฮือของคนงานผู้ครั้งใหญ่ในช่วงทศวรรษที่ 1930 สงครามภายในของขบวนการแรงงานที่ยั่วแหย่ขบวนการฝ่ายขวาพวกฟาสซิสต์หัวรุนแรง ท้ายที่สุดแล้วกลายมาเป็นสองขบวนการมวลชน —ฟาสซิสต์และคอมมิวนิสต์—หันหน้าต่อสู้กัน
ผู้สนับสนุน QAnon และการประท้วงต่อต้านการล็อคดาวน์ในปัจจุบัน แทนที่จะเป็น “มวลชน” ดูคล้ายว่าเป็น‘ฝูงแมลง’เสียมากกว่า : กลุ่มที่ตอบสนองต่อสิ่งเร้า สั้นและทรงพลัง ขับเคลื่อนโดยอินฟูเอนเซอร์ผู้ทรงสเน่ห์และกลุ่มประชากรดิจิตอล — พลังที่จะทำให้ระคายเคือง ที่ต่อยตรงนั้นนิดตรงนี้หน่อย, ใครๆ ก็สามารถเข้าร่วมกลุ่มเฟสบุ๊คของกลุ่มให้กำลังใจ QAnon ได้ ; ก็เหมือนๆ กันกับสื่อออนไลน์ไหนๆ การเป็นสมาชิกที่ง่าย ไม่เรียกร้องอะไรมากนัก และง่ายยิ่งกว่าถ้าจะออกจากการเป็นสมาชิก
ผู้นำฝูง สามารถที่จะออกแบบทิศทางของกับฝูงแมลงพวกนี้ — ด้วยการทวิต, การปรากฎตัวผ่านสื่อต่างๆ หรือ กระทั่งจ้างบอทไอโอของพวกรัฐเซีย แต่การออกแบบทิศทางเหล่านี้ไม่ได้สร้างขบวนการที่คงทน เป็นการเปลี่ยนแปลงที่เด็ดขาด แต่ก็ไม่แน่นอน ของพรรคประชาธิปไตยที่อิงฐานมวลชนเป็นหลัก ในทางตรงกันข้าม พรรคที่ก่อตั้งขึ้นหลังสงครามที่มี ‘ทีมกองกลาง’และ ‘กองหลัง’ ที่แน่นหนา โดยพรรคประชานิยมใหม่เหล่านี้มักถูกสร้างขึ้นจาก ‘ผู้เล่นดาวเด่น’ ของพวกเขา เหมือนกับที่ เกอร์เบาโด กล่าวไว้ว่า ในปัจจุบันนี้ ‘สุดยอดผู้นำคือเจ้าป่าของสื่อ’
ไม่ชัดเจนนักว่าลัทธิประชานิยมเหล่านี้จะนำไปสู่ยุคใหม่ของลัทธิกีดกันของภาครัฐและเอกชน ยิ่งธุรกิจของ “รัฐบาล” ตกเป็นหน้าที่ของธนาคารกลางมากขึ้นเท่าไหร่ และ ยิ่งนโยบายเศรษฐกิจพึ่งพิงกับการโอนเงินเข้าออกนอกประเทศขึ้นเท่าไหร่ นักสังคมนิยมก็ยิ่งนำเสนอมุมมองที่ต่อต้านสื่อกระแสหลักได้ยากข้นเท่านั้น (“ลงคะแนนเสียงด้วยเงินดอลลาร์หรือยูโรของคุณ” ดูเหมือนจะเป็นคำขวัญจากอนาคต) ถ้าธนาคารกลางสามารถที่จะรักษาระดับของการบริโภคผ่านการโอนเงินเข้าออกได้ นั่นแสดงว่า ช่องว่างความเหลื่อมล้ำ การซื้อขายทรัพย์สินของสาธารณะในภาคบริการ ความเสื่อมโทรมของโครงสร้างพื้นฐานทางสังคม ก็สามารถที่จะดำเนินต่อไปได้ แทนที่จะฟื้นฟูรัฐสวัสดิการ การระบาดใหญ่ของโควิด-19 อาจเปิดประตูสู่ “โครงการภาครัฐและเอกชนที่ถูกยับยั้ง (disinhibited public-private project)” ดังที่ Adam Tooze กล่าวไว้ การแข่งขันซื้อขายวัคซีนเป็นสัญลักษณ์ของโครงการนี้: รัฐจะจัดสรรเงิน ในขณะที่บริษัทวางแผนและผลิต นี่อาจเป็นจุดจบของลัทธิเสรีนิยมใหม่อย่างแท้จริง — แต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปนี้อาจทำให้เกิดความสับสนมากขึ้น
กระนั้นบทเรียนที่เราได้เรียนรู้จาก ยุค ‘หลังการเมือง’ นั้นคือ การไตร่ตรองอันเล็กน้อย ถึงเป้าหมายส่วนรวม ไม่สามารถถูกกันออกจากพื้นที่สาธารณะได้ตลอดไป และหากไม่มีการเกิดขึ้นมาใหม่ขององค์กรมวลชน สิ่งนี้สามารถเกิดขึ้นได้แค่ในระดับวาทกรรมเท่านั้น และถูกตัดสินโดยสื่อ: ทุกๆ เหตุการณ์สำคัญจะถูกพินิจพิเคราะห์ ลักษณะทางอุดมการณ์ของเหตุการณ์เหล่านั้น และจะสร้างข้อโต้เถียงจากกลุ่มทั้งหลายในโซเชี่ยลมีเดีย และโยนโต้กันไปมาฝั่งแล้วฝั่งเล่า ผ่านสื่อที่คนแต่ละกลุ่มนั้นชื่นชอบ ในกระบวนการนี้ เรื่องหลายเรื่องถูกทำให้เป็นเรื่องของการเมือง แต่มีน้อยเรื่องเหลือเกินที่จะทำและเกิดขึ้นจริง เราสามารถเข้าใจช่วงเวลานี้ได้ในฐานะที่ว่าเป็นการเปลี่ยนผ่านระหว่าง ‘หลังการเมือง’ สู่ ‘การเมืองแบบล้นเกิน’ หรือการกลับเข้ามาในสังคมของการเมือง อย่างไรก็ดี การต่อสู้แบบ ‘การเมืองล้นเกิน’ นั้นมักจะมุ่งเน้นไปที่ตัวบุคคลมากขึ้น การพ่นชุดศีลธรรมอย่างไม่หยุดหย่อน และความไร้ความสามารถที่จะคิดผ่านมิติการต่อสู้โดยรวม
บทบาทใหญ่ของสังคมออนไลน์นั้นได้นำเสนอเราถึงสิ่งที่ มาร์ค ฟิชเชอร์ (Mark Fisher) เรียกว่า “ลัทธิสตาลิน แบบไม่มี สังคมอุดมคติ”(Stalinism without utopia) : ศีลธรรมแบบฤๅษี กับบรรทัดฐานการช่างตัดสินที่สูงลิบของในเรื่องส่วนตัวของปัจเจค การบังคับใช้อย่างเข้มงวด แต่ก็งดเว้นอย่างเสรี — กลายมาเป็นสิ่งที่ถูกใช้ผ่านแพลตฟอร์มดิจิตอล — แต่กลับไม่มีโลกในอุดมคติที่จะมาเป็นเครื่องมือสร้างความชอบธรรมให้กับความโหดร้ายของพวกตำรวจและเจ้าหน้าที่
‘การเมืองล้นเกิน’นั้นคือสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อ ‘หลัง-การเมือง’ สิ้นสุดลง — อะไรที่คล้ายกับการเหยียบคันเร่งอย่างรุนแรงโดยที่รถไม่มีน้ำมัน คำถามที่ว่า ‘ประชาชนถือครองสิ่งใด และควบคุมอะไรได้บ้าง’ ถูกแทนที่ด้วยคำว่าที่ว่า ‘ประชาชนคือใคร หรือเป็นอะไร’ การต่อสู้ทางชนชั้นจึงถูกแทนที่ด้วยศีลธรรมและตัวตนอัตลักษณ์ ที่แบ่งแยกหรือจับมารวมกันอย่างถูกๆ ผิดๆ
ไม่มีสิ่งใดที่บิดเบือนข้อเท็จจริงที่ว่า “หลังการเมือง” กำลังจะสิ้นสุดลงแล้ว — “ข่าวลือออกมาอย่างหนาหูว่าการเมืองได้ตายไปแล้ว” ที่เออเนอซ์เขียนไว้เมื่อปี 2008 ได้จบลง รูปแบบใหม่ของการเมืองล้นเกิน ดูเหมือนจะเสนอทางเลือกที่กระปั้วกระเปี้ย ให้กับการเมืองที่เราคุ้นเคยในศตวรรษที่ 20, เออเนอซ์รับรู้ถึงข้อเท็จจริงนี้ — ในท้ายหนังสือของเธอ เธอเรียกร้องให้ผู้อ่านนั้น “รักษาบางสิ่งจากช่วงเวลาที่เราจะไม่มีวันได้เป็นอีกครั้ง” (save something from the time where we will never be again) รักษาความทรงจำของโลกที่ไม่สามารถกู้คืนได้ แต่ไม่มีทางที่จะสูญสลาย
แปลและเรียบเรียงจาก jaconbin, Anton Jäger, ‘From Post-Politics to Hyper-Politics’ https://jacobin.com/2022/02/from-post-politics-to-hyper-politics

