โดย สมทรง ตรีแก้ว
หลัง ๒๕๕๘ ประเทศไทยมีการเลือกตั้ง ๒ ครั้งและฝ่ายที่ชนะการเลือกตั้งทั้งสองครั้งไม่ได้นำมาสู่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางการเมืองและเศรษฐกิจ เพื่อปูทางให้ประชาชนเป็นใหญ่ในแผ่นดินแต่อย่างใด สาเหตุหลักๆ คือประชาชนฝากความหวังไว้กับนักการเมืองในสภา และปล่อยให้นักการเมืองทำหน้าที่แทน
ความพยายามของภาคประชาชนที่จะสถาปนาวัฒนธรรมทางการเมืองโดยให้รัฐบาลปฎิบัติตามคำสัญญาที่ให้ไว้ตอนหาเสียงเลือกตั้งถูกชนชั้นนำไทยทำลายทิ้งอย่างสิ้นเชิง เมื่อชนชั้นนำอยากชนะการเลือกตั้ง แต่เมื่อไม่สามารถชนะการเลือกตั้งได้ก็หาทางออกทางลัดโดยใช้รถถังและปืนในการบีบบังคับคนส่วนใหญ่ให้ยอมตามเจตจำนงของตนเองโดยทำรัฐประหารในปี ๒๕๔๙ และเมื่อกองทัพรัฐประหารในปี ๒๕๕๗ ชนชั้นนายทุนและกองทัพก็พยายามจัดวางรูปแบบการปกครองเพื่อลดอำนาจประชาชนโดยจัดทำแผนยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปีเพื่อให้ “ประเทศไทยมีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เป็นประเทศพัฒนาแล้ว ด้วยการพัฒนาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง“ ซึ่งแผนยุทธศาสตร์ชาติเริ่มต้นใช้ ปี ๒๕๖๑ – ๒๕๘๐ แม้ว่าจะมีการต่อต้านจากพรรคการเมืองอย่างพรรคเพื่อไทยและพรรคก้าวไกลเดิมก็เป็นไปอย่างเบาบาง ส่วนภาคประชาชนนั้นก็ต่อต้านอย่างไร้ทิศทางและเป็นไปอย่างหลวมๆ สาเหตุที่เป็นเป็นเช่นนี้เนื่องจากภาคประชาชนไม่มีองค์กรจัดตั้งแนวปฎิวัติ
เมื่อพวกชนชั้นนำออกแบบวิธีการและระยะเวลาแล้ว พวกเขาก็คืนอำนาจทางการเมืองให้ประชาชนมีสิทธิเลือกตั้ง ซึ่งในความเป็นจริงแล้วยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี ก็คือส่วนต่อขยายอำนาจเผด็จการของชนชั้นนำที่ใช้ระบบรัฐสภาเป็นเครื่องมือ กล่าวโดยสรุปคือ ปัจจุบันนี้ตั้งแต่ ๒๕๕๗ ผ่านการเลือกตั้งมา ๒ ครั้งแล้วยิ่งเห็นได้ชัดว่า การเลือกตั้งแทนที่จะเป็นเครื่องมือของคนส่วนใหญ่ในการสร้างประชาธิปไตยทางการเมืองและทางเศรษฐกิจกลับกลายเป็นเครื่องมือของชนชั้นปกครองในการทำลายประชาธิปไตยทางการเมืองและทางเศรษฐกิจผ่านการเลือกตั้งเสียอย่างนั้น
การคืนอำนาจให้ประชาชนจึงเป็นเพียงกลอุบายอันแยบยลหลอกให้พวกเราตายใจว่าสังคมไทยเริ่มมีประชาธิปไตย แต่เมื่อพิจารณาอย่างไม่ต้องลึกซึ้งอะไรมาก เราก็รู้ได้ทันทีว่าการเลือกตั้งที่ผ่านมาบรรดานักการเมืองก็ไม่ได้ทำให้ความเหลื่อมล้ำระหว่างคนจนกับคนรวยลดลงธุรกิจของนายเจริญ สิริวัฒนภักดี, นายธนินท์ เจียรวนนท์, นายสารัช รัตนาวะดี ซึ่งเป็นธุรกิจที่มีผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชน ก็ได้รับการจัดอันดับว่าเป็นบุคคลที่รวยติดอันดับโลกและไม่เคยจนลงแต่อย่างใด ธนาคารต่างมีผลประกอบการดีมากจากการขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้ ในขณะคนส่วนใหญ่ที่พวกเขาอ้างว่าเป็นเพื่อนร่วมชาติยังคงยากจนจากผลกระทบโควิด-19 และมีเยาวชนตกหล่นจากระบบการศึกษาไทย ๑.๐๒ ล้านคน (รายงานพิเศษของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา)
ทางฝ่ายพรรคการเมืองและภาคประชาชนดูประหนึ่งว่าไม่มีทางเลือกอื่นใดอีกแล้วที่จะต่อกรในการช่วงชิงอำนาจการปกครองมาให้อยู่ในมือประชาชนได้ พวกเขาถึงกับป่าวร้องตะโกนประสานเสียงกันว่า ระบบการเลือกตั้งแบบสภาคือทางออกโดยบอกว่าการเลือกตั้งคือการประลองกำลังระหว่างประชาชนที่เลือกเผด็จการกับไม่เลือกเผด็จการ และเมื่อได้เลือกตั้งเรื่อยๆ ก็จะทำให้ได้ ส.ส.น้ำดีเข้าไปออกกฎหมายที่เป็นประโยชน์ให้กับประชาชนได้ ทั้งๆ ที่การเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญปี ๒๕๖๐ พรรคเพื่อไทยและพรรคก้าวไกลเดิมรู้ดีแก่ใจว่า แม้ว่าจะชนะอย่างถล่มทลายก็ไม่สามารถเปลี่ยนโครงสร้างทางการเมืองได้โดยวิธีการยกมือในสภา มิหน้ำซ้ำปัจจุบันนี้พรรคประชาชนกำลังเดินตามรอยพรรคเพื่อไทยโดยทำการแช่แข็งขบวนการคนหนุ่มสาวไม่ยอมขยายงานมวลชนลงไปสู่การจัดตั้งสหภาพแรงงาน (แม้ว่าจะมีคนบอกว่าพวกเขากำลังทำอยู่ แต่ยังไม่มีรูปธรรมให้เห็นเชิงประจักษ์) ทั้งๆ ที่คนส่่วนใหญ่ที่ต่อสู้เมื่อปี ๒๕๖๓ ล้วนแล้วแต่อยู่ในวัยแรงงานหรือวัยเตรียมแรงงานทั้งสิ้น การแปรสภาพให้คนหนุ่มสาวเป็นเพียงโหวตเตอร์ของตนเองก็ไม่ต่างอะไรจากทักษิณที่แช่แข็งขบวนการเสื้อแดงภายหลังจากที่ยิ่งลักษณ์ชนะการเลือกตั้ง
ผู้เขียนไม่ได้ปฎิเสธการเลือกตั้งแต่อย่างใด แต่หากประชาชนยังมุ่งหวังเพียงเชียร์ให้พรรคที่ตนเองเลือกได้ชัยชนะในการเลือกตั้งในสภาฯ หนทางในการสร้างสังคมใหม่ที่แตกต่างไปจากเดิมคงทอดยาวไปอีกนาน


