โดย คมกริต และ ศุภวัฒน์ ตังอนุสรณ์สุข
การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยและสังคมที่ดีขึ้นเป็นสิ่งสากลอยู่เสมอสำหรับคนธรรมดาทั่วไป ถึงแม้ชนชั้นนำจะพยายามลบร่องรอยเหล่านี้ ในประเทศเพื่อนบ้านของเรายังมีการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยไม่ต่างกัน และที่สำคัญยิ่งคือมันเกี่ยวโยงกับการต่อสู้ทางชนชั้นอยู่เสมอ และชนชั้นนำใช้แนวทางทำลายความสามัคคี และเพื่อค้นหาว่าเหตุใดโคมไฟแห่งความเป็นธรรมยังคงส่งต่อมาเรื่อย ๆ มาทำความรู้จักกับองค์กรฝ่ายซ้ายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะ สิงคโปร์ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย
สิงคโปร์ – องค์กรแรงงานสร้างความเป็นไปได้ (Workers Make Possible-WMP)
นักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีนันยางนามว่า Adi (อาดี) เป็นสมาชิกประจำองค์กร Workers Make Possible และมีส่วนร่วมใน Financial Aid Friends กลุ่มช่วยเหลือทางการเงินแก่นักศึกษานันยาง กลุ่ม Students for Palestine ขบวนการนักศึกษาที่เรียกร้องให้สถานศึกษาของตนตัดความสัมพันธ์กับอิสราเอล และยังมีอีกกลุ่มชื่อว่า Students for Migrant Rights ซึ่งเป็นความพยายามสนับสนุนกลุ่ม Migrant Workers Singapore
สหายอาดีเล่าว่า องค์กร WMP มีจุดเริ่มต้นในช่วงปี 2021 หรือ 2022 จากการต่อสู้เรื่องสัญญาจ้างคนขับรถบัส ณ ตอนนั้น Singapore Bus Services (SBS) ซึ่งเป็นระบบขนส่งสาธารณะที่ถูกแปรรูปโดยรัฐบาลถือหุ้นส่วนใหญ่ พึ่งพาแรงงานต่างชาติเป็นจำนวนมาก เพื่อจะได้จ่ายค่าจ้างต่ำ ซึ่งคนงานชาวสิงคโปร์ก็ได้รับค่าจ้างน้อยอยู่แล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นคือ สัญญาจ้างของพวกเขาถูกตีความผิดโดยเจตนานำไปสู่การลดค่าโอที แม้ว่าแกนนำคนขับรถบัสจะพยายามขอความช่วยเหลือจากสหภาพแรงงานขนส่งแห่งชาติ (NTWU) แต่ NTWU ไม่ต้องการมีส่วนเกี่ยวข้องกับคนขับรถบัสชาวมาเลเซีย สหภาพดังกล่าวยังมีความใกล้ชิดกับพรรคกิจประชาชน (People’s Action Party, PAP) ผลคือแกนนำแพ้คดีและถูกไล่ออก แต่แล้วคนขับรถบัสที่ถูกไล่ออกก็หันไปดูสัญญาฉบับใหม่ของคนขับรถบัสคนอื่นๆ ที่ยังอยู่กับบริษัทหลังจากคดีสิ้นสุดลง พวกเขาสังเกตเห็นว่าคนขับรถบัสได้รับสัญญาจ้างที่ดีขึ้น
จากนั้นเป็นต้นมา WMP จึงถูกก่อตั้งขึ้นโดยผู้มีส่วนในการต่อสู้ในกรณีข้างต้น เพื่อสานต่อการต่อสู้ของแรงงาน พวกเราบางคนมารวมตัวกันและช่วยเหลือคนขับรถบัสเหล่านี้ในคดีของพวกเขา เพราะเราตระหนักว่า เราต้องการขบวนการแรงงานอิสระ สิ่งที่เราพยายามทำคือ เราพยายามสนับสนุนการนำโดยคนงานที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เรามีกลุ่มต่างๆ เช่น ไรเดอร์ SG คนขับรถบัส SG คนงานภาคบริการ เป็นต้น
มาเลเซีย – พรรคสังคมนิยมมาเลเซีย (Socialist Party of Malaysia-PSM)
เราจะทำความรู้จักพรรคผ่านสหายชูชนคาย สมาชิกคณะกรรมการกลางของ PSM บรรณาธิการสิ่งพิมพ์ และเป็นผู้ประสานงานการต่างประเทศของพรรค นอกจากนี้ ยังเป็นสมาชิกคณะกรรมการสาขาในปีนัง ซึ่งเป็นสาขาของ PSM
PSM มีรากกำเนิดจากองค์กรระดับรากหญ้า 3 กลุ่มคือ กลุ่มคนเมืองผู้ไร้ที่อยู่อาศัย คนงานในไร่และองค์กรนักศึกษา ก่อตั้งขึ้นโดยนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติมาเลเซีย
โดยทั้ง 3 กลุ่มรวมกันตั้งเป็นเครือข่าย และเมื่อปี 1994 เครือข่ายนี้และจัดขบวนเฉลิมฉลองวันแรงงานสากลในใจกลางเมืองกัวลาลัมเปอร์ ซึ่งถือว่าเป็นการเฉลิมฉลองครั้งแรกในรอบ 20 ปี จากนั้นเป็นต้นมา เครือข่ายนี้ก็เริ่มกระชับความสัมพันธ์ในการทำงานและพัฒนากิจกรรมรณรงค์ระดับรากหญ้า
ช่วงการเลือกตั้งทั่วไปปี 1995 เครือข่ายเคยเสนอข้อเรียกร้องสำหรับคนงานในไร่และในเมือง ระหว่างการเลือกตั้งนั้น พวกเขาได้เสนอข้อเรียกร้องโดยถามผู้สมัครทุกคนว่า “คุณสนับสนุนข้อเรียกร้องของเราหรือไม่” แต่ในขณะนั้น นักการเมืองของพรรคกระแสหลัก หรือแม้แต่ฝ่ายค้านก็ไม่สนใจในประเด็นรากหญ้าเหล่านี้ หลังจากนั้น เครือข่ายได้หารือกันเกี่ยวกับการตั้งพรรค เนื่องจากไม่มีพรรคการเมืองกระแสหลักใดที่เต็มใจส่งเสียงของคนงาน
การถกเถียงเรื่องการตั้งพรรคดำเนินไปถึง 3 ปี จนในที่สุดตัดสินใจจดทะเบียนพรรคในปี 1998 แต่รัฐบาลไม่อนุมัติการจดทะเบียน ดังนั้นจึงใช้เวลาอีก 10 ปีในการต่อสู้ และสุดท้ายได้รับการรับรองเป็นพรรคการเมืองในปี 2008
อินโดนีเซีย – สหภาพนักสังคมนิยม (Socialist Union-PS)
ริซัลดี ผู้เป็นหนึ่งในสมาชิกคณะกรรมการกลางของ PS ที่ตั้งอยู่ในจาการ์ตา เขาเป็นกรรมาชีพรุ่นใหม่ที่แสวงหาแนวทางการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในอินโดนีเซีย ได้อธิบายการก่อกำเนิดขององค์กร PS ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการต่อสู้ของเขา
องค์กรนี้ก่อตั้งขึ้น จากการแยกตัวจากพรรคคนทำงานในอินโดนีเซียเมื่อปี 2009 ภายในองค์กรนั้น จากการถกเถียงกันเรื่องกลยุทธ์หรือกลวิธีทางการเมืองโดยเฉพาะคำถามที่ว่าเราสามารถร่วมสนามการเลือกตั้งด้วยการส่งสมาชิกเข้าพรรคนายทุนอินโดนีเซียได้หรือไม่ ต่อมาได้ตัดสินใจไม่เข้าร่วมกลยุทธ์นี้ เราเชื่อว่ามันไม่ได้ทำให้เรามีโอกาสที่จะทำให้องค์กรใหญ่ขึ้น ดังนั้น พวกเขาจึงตัดสินใจแยกตัว และในปี 2018 เราจึงตัดสินใจที่จะเปลี่ยนชื่อของเราเป็น Socialist Union
การประชุมใหญ่ครั้งแรก ทางองค์กรตัดสินใจจัดตั้งแนวหน้า (Vanguard) ในสหภาพแรงงาน มหาวิทยาลัย และเครือข่ายชาวนา เพื่อแจกจ่ายสิ่งพิมพ์และร่วมหารือกับพวกเขา การประท้วงครั้งใหญ่ยังคงมีความสำคัญ และต้องไปเข้าร่วมการประท้วงครั้งใหญ่ทุกครั้ง แต่มันไม่ใช่พื้นที่หลักในการจัดตั้งแนวหน้าชนชั้น ซึ่งอัลดีถือว่าเป็นการประชุมกลยุทธ์ครั้งสำคัญยิ่ง
ความท้าทายร่วม
สหายอาดีเล่าว่า ในสิงคโปร์การคุมขังโดยไร้กระบวนการพิจารณาคดี เป็นมรดกสืบทอดจากช่วงสงครามเย็น และยังคงถูกใช้ต่อไปในการยับยั้งการเคลื่อนไหวในหมู่ประชาชนปัจจุบัน แม้แต่อาสาสมัครในโบสถ์คาธอลิกที่ช่วยเหลือคนจนและแรงงานข้ามชาติและขบวนการนักศึกษาอิสระก็ถูกตำรวจคุกคาม นอกจากนี้ ยังมีพรบ.ว่าด้วยการปกป้องจากการหลอกลวงและชักจูงทางออนไลน์ จำคุกสูงสุด 12 เดือนและปรับ 20,000 ดอลลาร์ แต่มันเป็นเป็นเพียงเครื่องมือในการเซ็นเซอร์และลงโทษผู้แสดงความเห็นแย้งกับรัฐ
ในมาเลเซีย สหายชูชนไคอธิบายว่า พรรคกระแสหลักต่างใช้ประเด็นทางเชื้อชาติและศาสนาในการหาแพะรับบาปสำหรับวิกฤติในสังคม แต่พรรคอื่น ๆ รวมถึงพรรคฝ่ายค้านก็ใช้ประเด็นเดียวกันนี้ในการโจมตีทางการเมือง รวมถึงพวกขวาจัดด้วย ในอีกด้าน การสุมไฟความขัดแย้งทางเชื้อชาติและศาสนายังสร้างอุปสรรคการเคลื่อนไหวบนท้องถนน เพราะนอกจากการปลุกระดมอันธพาลขวาจัด ก็มีรัฐที่ใช้ข้ออ้างในการต่อกรกับพวกขวาจัดเพื่อบังคับใช้ ‘กฎหมายยุยงปลุกปั่น’ ในการขัดขวางขบวนการภาคประชาชน
เขาอธิบายต่อว่า ค่าจ้างที่ต่ำและค่าครองชีพที่สูงขึ้น ทำให้คนงานต้องทำงานนานขึ้น ซึ่งอาจส่งผลให้มีเวลาทำกิขกรรมน้อยลง ดังนั้น เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (18 ต.ค.) จึงมีการเรียกร้องให้ปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ และรัฐบาลก็ประกาศปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำจาก 1,500 ริงกิตมาเลเซียเป็น 1,700 ริงกิต แต่เรายังคงคิดว่ายังไม่เพียงพอ เพราะปัจจุบันเราเรียกร้องถึง 2,000 ริงกิต
ในด้านสาธารณสุขเอง รัฐบาลมีแผนมากมายที่จะแปรรูปโรงพยาบาลรัฐ เนื่องจากรัฐบาลอ้างว่าระบบการดูแลสุขภาพของรัฐมีผู้ใช้บริการล้นมือ จึงต้องการส่งผู้ป่วยบางส่วนไปรักษาที่โรงพยาบาลเอกชน ซึ่งหมายถึงรัฐบาลจะเป็นผู้จ่ายเงินให้โรงพยาบาลเอกชนด้วย แทนที่จะเพิ่มงบแก่โรงพยาบาลรัฐโดยตรงเพื่อจ้างบุคลากรและจัดหาอุปกรณ์เพิ่ม
ส่วนสหายริซัลดี ได้สะท้อนออกมาว่า ปัญหาที่สำคัญที่สุดในอินโดนีเซียคือการปฏิวัติประชาธิปไตยที่ยังไม่เสร็จสิ้น (การล้มเผด็จการซูฮาร์โตในปี 1998) การลุกฮือครั้งนั้นทำให้ประเด็นเกี่ยวกับประชาธิปไตยและระบอบอินโดนีเซียเป็นประเด็นสำคัญอันดับต้น ๆ เนื่องจากเรามีประวัติศาสตร์การปกครองโดยทหารมา 23 ปี ชนชั้นปกครองใหม่ก็ไม่อยากพูดถึงการละเมิดสิทธิมนุษยชนในอดีตหรือปัจจุบัน ปราโบโวเองก็เป็นหนึ่งในผู้กระทำการละเมิดสิทธิมนุษยชน ดังนั้น ปัญหาประชาธิปไตย เช่น เสรีภาพในการพูด สิทธิในการจัดตั้งองค์กร สิทธิในการเข้าร่วมสหภาพ จะเป็นประเด็นหลักในหมู่ชนชั้นแรงงานและนักศึกษา ปัญหาอีกอย่างหนึ่งคือการปฏิรูปที่ดินซึ่งกลายเป็นปัญหาใหญ่ในหมู่ชาวนาในปัจจุบัน และค่าจ้างอันน้อยนิดสำหรับชนชั้นแรงงาน นับตั้งแต่ปี 2020 ค่าจ้างขั้นต่ำเพิ่มข้นน้อยมากในแต่ละปี และคนรุ่นใหม่กำลังประสบปัญหาเพราะไม่สามารถหารายได้เพียงพอในการเช่าหรือซื้อบ้าน
หลังจากที่ปราโบโวเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี เขากล่าวว่าจะเพิ่มอำนาจทหารในการปรายปรามขบวนการปลดปล่อยตนเองในปาปัว โดยเพิ่มกองทหารในปาปัวอีกจำนวนหนึ่งในอีก 5 ปีข้างหน้า
ท้ายที่สุด สหายทั้ง 3 สรุปบทเรียนที่จะต้องทำต่อไป คือการสร้างองค์กรของมวลชนเอง โดยที่ไม่อยู่ภายใต้อิทธิพลของพรรคการเมืองกระแสหลัก และเราจำเป็นต้องสมานฉันท์การต่อสู้ข้ามพรมแดนเพื่อสร้างสังคมใหม่


