โดย กองบรรณาธิการ
การเป็นหนี้ของครัวเรือนต่าง ๆ สะท้อนให้เห็นว่า ธนาคารและสถาบันการเงินแสวงหากำไรจากรายได้จากค่าจ้างของกรรมาชีพ นอกเหนือจากธุรกิจการผลิต กล่าวคือการให้สินเชื่อของธนาคารได้เพิ่มแนวทางจากการให้สินเชื่อแก่บริษัทไปสู่การบริโภคและสินเชื่อจำนองแก่ครัวเรือน
ในขณะที่สถานการณ์รายได้และสวัสดิการของกรรมาชีพนั้นตกต่ำลง คือค่าจ้างถูกแช่แข็ง แต่ค่าครองชีพสูงขึ้น ทำให้กรรมาชีพต้องเข้าหาธนาคารและตัวกลางทางการเงินมากขึ้นเพื่อเข้าถึงสิ่งจำเป็นขั้นพื้นฐานดังกล่าว และใช้ชีวิตราบรื่นระดับหนึ่ง เราจึงพบเห็นปัญหาหนี้เสียที่ไม่สามารถชำระได้ ดังสถานการณ์หนี้ครัวเรือนในไทยปัจจุบัน คือ ประชาชนส่วนใหญ่ 99.7% มีภาระหนี้สิน คิดเป็น 90% ของจีดีพี (หนี้ในระบบ 15 ล้านล้านบาท) ซึ่งหนี้ส่วนใหญ่คือ ค่าใช้จ่ายซื้อยานพาหนะ การอุปโภคบริโภค ที่อยู่อาศัย และการศึกษา และในช่วง 1 ปีที่ผ่านมาประชาชนราว 71.1% เคยผิดนัดชำระหนี้ (ในไตรมาสที่ 2 ของปี 2567 หนี้เสียอยู่ที่ 3.2% ของมูลค่าสินเชื่อทั้งหมดและกำลังจะมีหนี้เสียเพิ่ม) อีก 28.4 % ยังไม่เคยผิดนัดชำระ ซึ่งปัจจัยที่ทำให้ผิดนัดชำระหนี้มากที่สุดคือ เศรษฐกิจไม่ดี รองลงมาคือรายได้ลดลง สภาพคล่องธุรกิจลดลง ราคาพืชผลเกษตรตกต่ำ ค่าครองชีพเพิ่มสูงขึ้น เป็นต้น (ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย. ผลสำรวจภาวะหนี้ครัวเรือนไทย 2567)
แต่พวกเสรีนิยมอย่างผู้บริหารธนาคารแห่งประเทศไทย คณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือพวกนักวิชาการด้านการเงินกลับไม่พิจารณาปัญหาความเหลื่อมล้ำ, การเลิกจ้างในภาคการผลิตการบริการ, การฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้าจำเป็นและต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นในภาคเกษตร, การแข่งกันลงเหวของนายทุนต่าง ๆ และนโยบายที่รัฐและราชการที่อาจดำเนินการผิดพลาด เช่น ปรับเพิ่มดอกเบี้ยหลังโควิดทั้งที่ยังไม่ฟื้นตัวนัก และมีการเลิกจ้างคนงานโรงงานจำนวนมาก, ปล่อยให้ธนาคารพาณิชย์แสวงหากำไรจากส่วนต่างระหว่างอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่สูงและเงินฝากที่ต่ำ, การกระตุ้นการบริโภคมาโดยตลอด เข้ามาเป็นปัจจัยพิจารณาในการกำหนดหรือปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้และเพิ่มดอกเบี้ยเงินฝาก ทั้งยังนำเอาศีลธรรมมาครอบงำลูกหนี้ให้มีวินัยทางการเงิน ดังที่สมาคมธนาคารไทยบอกว่า การจำกัดกรอบเวลาพักหนี้ไม่เกิน 3 ปีนั้นเพราะไม่ต้องการให้เกิดพฤติกรรมจงใจผิดนัดชำระหนี้ ซึ่งผู้สื่อข่าวกระแสหลักก็ขานรับนำคำนี้ไปใช้ รวมทั้งพวกคอลัมนิสต์ยังบอกว่าหนี้ไม่ใช่ปัญหาในตัวเองแต่ขึ้นอยู่กับการบริหารหนี้ หนี้ดีคือสร้างผลิตภาพที่นำไปลงทุน แต่หนี้บริโภคไม่ก่อให้เกิดรายได้ เสี่ยงเป็นหนี้เสีย เช่นหนี้ครัวเรือน หรือแม้แต่นักวิชาการของสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ มองปัญหาหนี้ครัวเรือนในส่วนลูกหนี้ว่ามีสาเหตุมาจากการขาดวินัยทางการเงิน ขาดความรู้ในการบริหารจัดการเงินและการบริหารจัดการหนี้….. โดยไม่พูดถึงปัญหาของตัวสถาบันการเงินเองที่ขูดรีดลูกหนี้จนกลายเป็นเรื่องปกติ ที่เห็นชัดคือการปล่อยสินเชื่อนาโน สินเชื่อรถให้กับลูกค้าที่มีรายได้ต่ำและเก็บดอกเบี้ยถึงร้อยละ 30 ต่อปี
แม้แบงก์ชาติจะมีมาตรการแก้ไขหนี้ครัวเรือน โดยออกมาตรการพักทรัพย์ พักหนี้ ลดอัตราการผ่อนชำระหนี้บัตรเครดิตขั้นต่ำที่ 5% ขยายเวลาชำระหนี้ให้กับกลุ่มที่ยังไม่มีหนี้เสีย ท้ายสุดเราก็เห็นภาพคืนรถให้ไฟแนนซ์หลายแสนคัน การยึดบ้านที่ชำระไม่ไหว ปัจจุบันกรมบังคับคดีมีการยึดทรัพย์เตรียมขายทอดตลาดอีกกว่า 700,000 คดี แผนแก้หนี้ครัวเรือนอย่างยั่งยืนของแบงก์ชาติจึงอาจไม่ช่วยอะไร หากไม่ตระหนักถึงปัญหาเศรษฐกิจของกรรมาชีพ รวมทั้งผู้ประกอบการรายย่อยที่ถูกกดขี่ขูดรีดจากทุนรายใหญ่กว่า
สำหรับรัฐบาลที่นำโดยพรรคเพื่อไทยได้ออกนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อคนจนไปบ้างแล้ว เช่น แจกเงินหมื่นให้กับกลุ่มคนเปราะบางเมื่อเดือนกันยายน ประกาศปรับค่าแรงขั้นต่ำเป็น 400 บาทภายในสิ้นปีนี้ รถไฟฟ้า 20 บาทภายในกันยายน 2568 รวมทั้งพักชำระหนี้ 3 ปีให้กับกลุ่มเปราะบางและเอสเอ็มอีรายเล็กภายในต้นปี 68 หรือพักหนี้เกษตรกร เป็นต้น คำถามคือจะช่วยแก้ไขได้เพียงใด เพราะเราก็เคยมีนโยบายพักชำระหนี้มาก่อน ยิ่งในช่วงโควิดก็ตอกย้ำความเหลื่อมล้ำที่เป็นอยู่ของระบบทุนนิยม
วิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจการเมืองทำให้ครัวเรือนมีหนี้สินล้นพ้นตัวจำนวนมากในประเทศต่างๆ รวมทั้งในสหรัฐอเมริกา ในทางตรงข้ามสถาบันการเงินและธนาคารมีผลกำไรเพิ่มทุกปี นั่นคือ จากความสัมพันธ์ทางสังคมระหว่างผู้กู้และผู้ให้กู้ที่ไม่เท่ากัน (ผู้มีปัจจัยการผลิตกับผู้ไม่มีปัจจัยการผลิต) อันเป็นลักษณะของระบบทุนนิยม ก่อเกิดภาระหนี้ที่เพิ่มขึ้นๆ เพราะแทนที่รายได้จากค่าจ้างของประชาชนจะเพิ่มขึ้น กลับกลายเป็นรายได้และกำไรของธนาคารแทน
ด้วยเหตุนี้ นักสังคมนิยมจึงมีข้อเรียกร้องให้ยกเลิกหนี้ครัวเรือน หนี้บ้าน รถ บัตรเครดิต หนี้การศึกษา กยศ.ให้ผู้มีรายได้น้อยทั้งหมด และการที่แบงก์ชาติที่ไม่สามารถเอื้อผลประโยชน์ของคนทำงานธรรมดาซึ่งเป็นผู้บริโภคด้วย ปล่อยให้ธุรกิจสินเชื่อสถาบันการเงินแสวงหากำไรบนสันหลังของประชาชน (โดยเฉพาะธุรกิจสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ที่เติบโตสูง) ขาดการกำกับดูแลธนาคารเอกชนให้คิดดอกเบี้ยที่เป็นธรรม ประชาชนจึงควรมีอำนาจเข้าไปตรวจสอบแนวนโยบายของแบงก์ชาติ ไม่ใช่ถูกกำหนดเพียงฝ่ายเดียว

ที่มาของภาพ: Marxist Sociology Blog

