ปัญหาที่อยู่อาศัยในโลกทุนนิยม

เขียนโดย รส เสาวลักษณ์

เรียบเรียงโดย กองบรรณาธิการ

บ้าน เป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ที่มีความสำคัญมากในการดำรงชีวิต แต่เรามักจะได้ยินกรรมาชีพบ่นกันเสมอว่า ไม่มีปัญญาที่จะซื้อหรือผ่อนบ้าน เนื่องจากบ้านมีราคาแพงเกินเอื้อมและบางครั้งก็กู้ไม่ผ่าน พูดให้ตรงที่สุดคือกรรมาชีพไม่มีรายได้เพียงพอที่จะซื้อบ้านซึ่งเป็นปัจจัยที่สำคัญมากในการดำรงชีวิต

                กล่าวสำหรับที่อยู่อาศัยในเมืองกรุงและปริมณฑลแล้ว เมื่อคนต่างหลั่งไหลเข้ามาหางานทำในกรุงเทพและปริมณฑล สิ่งที่ตามมาก็คือคนต่างจังหวัดต้องหาที่พักอาศัย ทำให้ราคาที่อยู่อาศัยในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลมีราคาแพงมาก

               ประชาชนเรียกร้องให้รัฐแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยมาอย่างยาวนานโดยประสบผลสำเร็จคือ กฎหมายว่าด้วยการเคหะแห่งชาติ ซึ่งเป็นผลพวงของการต่อสู้ 14 ตุลาคม และต่อมารัฐบาลยุคทักษิณทำโครงการบ้านเอื้ออาทรโดยให้คนที่มีรายได้น้อยผ่อนบ้านในราคาไม่สูงหรือซื้อบ้านในราคาไม่แพง  ส่วนรัฐบาลเผด็จการเพื่อเอาใจประชาชนก็สานต่อโดยจัดทำโครงการประชารัฐ แต่โครงการเหล่านี้ส่วนใหญ่มักจะอยู่นอกตัวเมือง ทำให้เดินทางไม่สะดวกและต้องจ่ายค่าเดินทางเยอะมาก จนบางโครงการถึงขนาดเป็นเกือบจะเป็นโครงการร้าง

               แต่บ้านที่คนส่วนใหญ่ซื้อจากบริษัทอสังหาริมทรัพย์และไปผ่อนต่อกับธนาคารกำลังเผชิญกับปัญหาเนื่องจาก หลังโควิด 19 มีคนตกงานจำนวนมากและคนที่รอดจากการการตกงานก็มีรายได้ไม่เพียงพอที่จะจ่ายเงินค่าผ่อนบ้าน และเมื่ออัตราดอกเบี้ยบ้านในเวลานี้สูงมาก ซึ่งอาจทำให้คนส่วนใหญ่ต้องสูญเสียบ้านไปในที่สุด

                ในขณะที่คนส่วนใหญ่ไม่มีที่อยู่อาศัยและไม่สามารถผ่อนบ้านได้ แต่เรามักจะเห็นคอนโดกำลังก่อสร้าง และมีคนประกาศขายบ้านเป็นจำนวนมาก ยังไม่รวมบ้านที่ถูกยึดขายทอดตลาดกันดาษดื่น ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ รายงานว่าในช่วงสิ้นสุดไตรมาสที่ 2 /2567 มีที่อยู่อาศัยที่อยู่ระหว่างรอขายบริเวณกรุงเทพฯ และ 5 จังหวัดปริมณฑลรวมทั้งสิ้น 229,528 หน่วย กรณีดังกล่าวนี้มันสะท้อนให้เห็นว่า ประเทศไทยเรามีที่พักอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก แต่ถูกถือครองโดยเอกชน เพื่อแสวงหากำไร  ถ้าหากรัฐยึดเอาที่พักอาศัยซึ่งไม่มีคนอยู่อาศัยจริงและนำไปแจกจ่ายให้กับประชาชน หรือให้เช่าในราคาถูก มันก็สามารถแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยได้

                แต่รัฐในระบบทุนนิยมนั้น ไม่สนใจที่จะแก้ปัญหา พวกเขาสนใจแต่ว่าเมื่อบ้านหรือคอนโดขายไม่ออกก็จะผลักดันให้ต่างชาติเข้ามาซื้อบ้านและคอนโด ซึ่งนั่นจะยิ่งทำให้บ้านหรือคอนโดมีราคาแพงขึ้น

                เฟรเดอริค เองเกิลส์ ( 1820-1895) ได้อภิปรายปัญหาเกี่ยวกับที่อยู่อาศัยไว้ ซึ่งทำให้เห็นว่า เราอย่าไปฝากความหวังว่ารัฐทุนนิยมจะแก้ปัญหาขั้นพื้นฐานให้กับพวกเราชาวกรรมาชีพ และรัฐทุนนิยมจะไม่แก้ปัญหาที่อยู่อาศัยให้จบสิ้นไปถึงแม้ว่าจะแก้ได้ง่ายมาก เพราะรัฐในทุนนิยมก็ออกกฎหมายเวนคืนที่ดินเอามาเป็นของรัฐอยู่เสมอๆ โดยเองเกิลส์ตั้งคำถามและอภิปรายในปัญหานี้ว่า จะแก้ที่อยู่อาศัยได้อย่างไร ซึ่งผู้เขียนจะขอคัดลอกเอาข้อความบางตอนซึ่งผู้เขียนเห็นว่าข้อเสนอนี้ต้องเรียกร้องให้มันเกิดขึ้นในยุคของเรา

                “จะแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยอย่างไร? ในสังคมยุคปัจจุบัน การแก้ปัญหานี้ก็เช่นเดียวกับการแก้ปัญหาสังคมอื่นๆ ทั้งปวง คือ แก้โดยอาศัยการค่อยๆ เข้าสู่ดุลยภาพทางเศรษฐกิจระหว่างการเสนอกับการสนอง แต่เมื่อแก้เช่นนี้แล้ว ปัญหานี้ก็ยังจะเกิดขึ้นเรื่อยๆ กล่าวคือไม่ได้แก้ตกไปเลยแม้แต่นิดเดียว การปฏิวัติสังคมจะแก้ปัญหานี้อย่างไร? ทั้งนี้ไม่เพียงแต่จะต้องขึ้นอยู่กับกาลเทศะเท่านั้น หากยังเกี่ยวพันถึงปัญหาบางอย่างที่มีความหมายยาวไกลด้วย และในบรรดาปัญหาเหล่านี้ ที่สำคัญที่สุดปัญหาหนึ่งก็คือปัญหาทำลายความเป็นปฏิปักษ์ระหว่างเมืองกับชนบท

                ในเมื่อเราไม่เตรียมที่จะคิดสร้างโครงสร้างในอนาคตแบบเพ้อฝันขึ้นแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องต้องเสียเวลาในเรื่องนี้ แต่สิ่งที่แน่นอนข้อหนึ่งก็คือ เวลานี้ตามเมืองใหญ่ๆ มีที่อยู่อาศัยพอเพียง เพียงแต่ใช้มันให้สมเหตุสมผล ก็จะสามารถช่วยแก้ปัญหาขาดแคลนที่อยู่อาศัยอันแท้จริงได้ทันแน่นอน จะทำให้ให้ข้อนี้ปรากฎเป็นจริงขึ้นได้ก็ต้องยึดอาคารบ้านเรือนจากผู้เป็นเจ้าของในปัจจุบัน ให้ผู้ที่ไม่มีบ้านอยู่หรือกรรมกรที่อาศัยอยู่กันอย่างแออัดยัดเยียดในเวลานี้ย้ายเข้าไปอยู่ในบ้านเหล่านี้ ขอแต่ให้ชนชั้นกรรมาชีพได้อำนาจรัฐเท่านั้น มาตรการที่เกี่ยวพันกับสวัสดิการสังคมเช่นนี้ก็จะปรากฎเป็นจริงได้ง่ายเหมือนกับที่รัฐในยุคปัจจุบันยึดสิ่งอื่นๆและเกณฑ์เอาอาคารบ้านเรือนมาใช้นั้นเอง”

ถ้าเห็นด้วยกับแนวทาง “องค์กรสังคมนิยมแรงงาน” เชิญสมัครสมาชิก

บทความอื่น ๆ