การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ สะท้อนความขัดแย้งทางชนชั้นอย่างไร

โดย สุวิภา

                เมื่อสิ้นสุดศตวรรษที่ 20 ระบอบเสรีนิยมประชาธิปไตยและระบอบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมกลายเป็นระบอบที่ถูกกล่าวถึงอย่างแพร่หลายทั้งในฐานะเป็น “จุดสิ้นสุดของประวัติศาสตร์” ในหนังสือ “The End of History and the Last Man” ของ Francis Fukuyama ปี 1992 ได้เสนอว่า จุดสิ้นสุดของประวัติศาสตร์ เส้นทางวิวัฒนาการของประวัติศาสตร์อาจสิ้นสุดลงในรูปแบบเสรีนิยมประชาธิปไตยและระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม โดยเรียกรัฐที่อยู่ในปริมณฑลของระบอบเสรีนิยมประชาธิปไตยว่า “โลกยุคหลังประวัติศาสตร์” (Post-Historical World) ต่างจาก Hegel ในเชิงนามธรรมที่มองว่า จุดสิ้นสุดของประวัติศาสตร์คือ การบรรลุ “จิตวิญญาณอันสมบูรณ์” (absolute sprit) และ Marx ในเชิงวัตถุนิยมที่มองจุดสิ้นสุดของประวัติศาสตร์จะต้องเป็นสังคมไร้ชนชั้นเท่านั้นซึ่งไม่อาจอยู่ในระบบทุนนิยมได้

                ในศตวรรษอันดูเหมือนจะเป็นชัยชนะของเสรีนิยมประชาธิปไตยนี้  การเกิดขึ้นของประชานิยมฝ่ายขวาทั่วโลกทั้งในยุโรปและสหรัฐอเมริกาได้สะท้อนให้เห็นว่า ระบอบเสรีนิยมประชาธิปไตยไม่ใช่จุดสิ้นสุดของประวัติศาสตร์อย่างที่ Fukuyama เสนอ และการเมืองเรื่องชนชั้นยังคงเป็นพลังทางการเมืองที่สำคัญเสมอ ชัยชนะของทรัมป์ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาที่ผ่าน แม้จะเป็นเรื่องน่าผิดหวังสำหรับฝ่ายก้าวหน้า แต่หากมองอีกแง่หนึ่งการเลือกตั้งในครั้งนี้ ชัยชนะของรีพับลิกันหรือแม้กระทั่งพรรคเดโมแครตในปี 2020 ได้แสดงให้เห็นถึง “ความขัดแย้งทางชนชั้น” ว่ายังคงมีพลังทางการเมืองที่สำคัญ้ในศตวรรษที่ 21

                ในปี 2020 ชนชั้นแรงงานถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้โจ ไบเดนได้เป็นประธานาธิบดี คือได้รับชัยชนะในกลุ่มมีรายได้ต่ำกว่า 100,000 ดอลลาร์ ถึง 43-56% อย่างไรก็ตาม สัดส่วนดังกล่าวกลับไปอยู่ในมืองของทรัมป์ในการเลือกตั้งที่ผ่านมานี้ (2024) ทรัมป์ได้รับชัยชนะ 46-50%

                พรรคเดโมแครตได้ปูทางให้ทรัมป์ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ด้วยการออกนโยบายอุ้มธนาคารและธุรกิจขนาดใหญ่แทนที่จะช่วยชนชั้นแรงงานเป็นหลัก ตัวเลขทางเศรษฐกิจที่เหมือนจะปรับตัวดีขึ้น แต่ไม่เคยไปถึงชนชั้นแรงงานเลยทำให้ในมุมมองของชนชั้นแรงงานเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาไม่ได้ดูดีขึ้นมาก รวมไปถึงการออกนโยบายและแคมเปญในการหาเสียงของพรรคในครั้งนี้กลับมุ่งเน้นไปที่ชนชั้นกลางและกลุ่มทุนมากขึ้น

                เนื่องจากพรรคต้องเอาใจกลุ่มผู้ให้ทุน แน่นอนว่า เมื่อพรรคทิ้งชนชั้นแรงงาน ชนชั้นแรงงานก็จะละทิ้งพวกเขาบ้าง แม้จะเป็นเรื่องหลอกลวงแต่ประชานิยมของทรัมป์ทำให้ภาพลักษณ์ทางการเมืองกลายเป็นผู้นำที่ “ต่อต้านชนชั้นนำ” (Anti-Elite) โวหารที่แสดงให้เห็นถึงความเห็นอกเห็นใจชนชั้นแรงงาน

                ทรัมป์อาศัยการล่มสลายของ “ความฝันแบบอเมริกัน” ที่สร้างความคับแค้นมาเป็นเวลา 30 ปี ด้วยนโยบายเสรีนิยมใหม่ มีการกดค่าจ้าง ทำลายงานที่มีคุณภาพ และเร่งความเหลื่อมล้ำ เพื่อปลุกปั่นการเหยียดเชื้อชาติ โยนให้ผู้อพยพเป็นแพะรับบาป แต่ความฝันแบบอเมริกันจะไม่กลับมาอีก และยังเป็นฝันร้ายสำหรับคนผิวสี สตรี และเพศหลากหลาย

                นอกจากนี้ พรรคเดโมแครตยังทำลายความหวัง โดยเฉพาะปัญหาความขัดแย้งระหว่างอิสราเอล-ปาเลสไตน์ที่พรรคยังคงยืนกรานที่จะสนับสนุนรัฐอิสราเอลทำสงครามต่อไป แม้ว่าทรัมป์จะมีนโยบายที่สุดโต่งไปในทางอิสราเอลมากกว่า แต่ก็ทำให้มวลชนส่วนใหญ่ในประเด็นนี้เลือกที่จะเลือกผู้แทนอิสระมากกว่าสนับสนุนเดโมแครต ทำให้แฮร์ริสไม่ได้รับชัยชนะในเมืองดีบรอนซ์ รัฐมิชิแกน ซึ่งประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิม

                ดังนั้น หากมองการเลือกตั้งด้วยมุมมองการต่อสู้ทางชนชั้นแล้ว จะเห็นได้ว่า การต่อสู้ทางชนชั้นยังคงมีพลังทางการเมืองที่สำคัญในการช่วงชิงอำนาจนำทางการเมืองเพื่อสร้างสังคมใหม่ ชัยชนะของทรัมป์และการเกิดขึ้นของประชานิยมฝ่ายขวาไม่ควรเป็นความสิ้นหวังของขบวนการสังคมนิยมและฝ่ายซ้าย แต่ควรเป็นโอกาสและความเป็นไปได้ในการเซาะกร่อนอำนาจนำแบบเสรีนิยม ในการนี้พรรคสังคมนิยมต้องมีหน้าที่ในการช่วงชิงการนำและการสร้างสังคมใหม่ โดยทำสงครามจุดยืน (war of position) ซึ่งเป็นการต่อสู้เพื่อช่วงชิงการผูกขาดทางความคิดของชนชั้นปกครอง เพื่อสงครามขับเคลื่อน (war of manoeuvre) และการเคลื่อนไหวจะต้องไม่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของพรรคเดโมแครต

ถ้าเห็นด้วยกับแนวทาง “องค์กรสังคมนิยมแรงงาน” เชิญสมัครสมาชิก

บทความอื่น ๆ