วิทยาศาสตร์ปราศจากความเป็นการเมืองจริงหรือ?

โดย ไผ่แดง

​เราอาจจะคิดว่าวิทยาศาสตร์นั้นเป็นสิ่งที่ปราศจากการเมือง เพราะวิทยาศาสตร์คือ การกำหนดปัญหา การตั้งสมมติฐาน การตรวจสอบสมมุติฐาน และการวิเคราะห์เพื่อสรุปผล หรือ มองว่าวิทยาศาสตร์เป็นสิ่งศึกษาโลกจริงและปราศจากความคิดเจอปน แต่ในความเป็นจริงแล้วมันไม่มีความคิดใดที่ไม่ปราศจากอุดมการณ์ บ่อยครั้งที่วิทยาศาสตร์ถูกหยิบใช้โดยฝ่ายขวาเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับความเหลื่อมล้ำ ความไม่เท่าเทียม และการมีอยู่ของชนชั้น

                นักสังคมชีววิทยาฝ่ายขวาอย่าง ริชาร์ด ดอว์กินส์ จะมองว่ากรรมพันธุ์เป็นตัวแปรกำหนดทุกอย่างรวมไปถึงพฤติกรรม นอกจากนี้เขาเสนอว่า การที่สัตว์ต่างๆ แก่งแย่งเพื่อแย่งชิงทรัพยากร เพื่อสร้างความชอบธรรมว่าสงครามคือธรรมชาติของมนุษย์ และระบบทุนนิยมสอดคล้องกับธรรมชาติอันนี้ โดยที่สำนักคิดแบบดอว์กินส์ จะหยิบยกทฤษฎีวิวัฒนาการของ ดาร์วิน มาเป็นข้ออ้างเสริม เพราะเขาจะตีความว่าทฤษฎีของดาร์วิน เมื่อนำมาใช้กับสังคมมนุษย์น่าจะระบุว่า ผู้ที่เป็นผู้นำหรือชนชั้นปกครองดำรงตำแหน่งดังกล่าวเพราะถูกคัดเลือกมาตาม “ธรรมชาติ” เนื่องจากความสามารถ ความกล้า หรือความฉลาดของผู้นำดังกล่าว  (ใจ อึ๊งภากรณ์, 2545)

                บ่อยครั้งที่แนวคิดวิทยาศาสตร์ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือสร้างความชอบธรรมให้กับระบบทุนนิยมและการมีอยู่ของลำดับชั้นทางสังคม แต่ก็มีนักวิทยาศาสตร์ฝ่ายซ้ายที่พยายามคัดค้านกระแสความคิดเหล่านี้ เช่นริชาร์ด เลอวอนทิน เขาไม่ได้เพียงแต่โต้แย้งมุมมองเกี่ยวกับพันธุกรรมของนักสังคมชีววิทยาอย่างริชาร์ด ดอว์กินส์ และเอดเวิร์ด วิลสัน แต่ยังอธิบายแนวคิดสำนักนี้เป็นวิทยาศาสตร์หลักลอยไร้แก่นสารด้วย

                เขาได้โต้แย้งนักสังคมชีววิทยาเหล่านั้นที่สร้างสมมติฐานว่า มียีนส์ที่ทำให้คนมีพฤติกรรมต่างๆ มาแต่กำเนิด เช่น เห็นแก่ตัว ชอบวิวาท เหยียดเพศ เหยียดเชื้อชาติ หรือ เกลียดกลัวคนรักเพศเดียวกัน (homophobia) แต่ว่าสมมติฐานเหล่านั้นกลับมีคำอธิบายความเกี่ยวข้องและเชื่อมโยงกันระหว่างยีนส์และอวัยวะส่วนอื่นๆ ของร่างกายไว้น้อยมาก และไม่ได้กล่าวถึงความสัมพันธ์อันซับซ้อนระหว่างยีนส์และสภาพแวดล้อมเลย

                เลอวอนทินยังได้เพิ่มมุมมองเกี่ยวกับ DNA ว่ามันทำหน้าที่เป็นเพียง “แบบร่าง” (หรือเค้าโครง) แต่ก็ได้รับอิทธิพลจากสภาพแวดล้อมของเซลล์อื่นๆ ในร่างกายเป็นอย่างมาก จากประสาทสัมผัสทั้งห้า และระบบสังคมที่มนุษย์คนนั้นดำรงอยู่  ซึ่งเป็นการโต้แย้งแนวคิดที่ว่า พฤติกรรมมนุษย์ถูกกำหนดมาจากยีนส์ตั้งแต่แรก และเลอวอนทินยังเพิ่มข้อโต้แย้งอีกว่า อารยธรรมสังคมมนุษย์นั้นได้วิวัฒนาการมาเกินกว่าที่เราจะเข้าใจได้ด้วยชีววิทยาเท่านั้น

            ถ้าหากเรากลับมาพิจารณาทฤษฎีวิวัฒนาการของดาร์วิน จะพบว่าแนวคิดการคัดเลือกโดยธรรมชาติแตกต่างจากที่นักสังคมชีววิทยาฝ่ายขวาเหล่านี้ได้ตีความไว้

​ในหนังสือของดาร์วินอย่าง “On the Origin of Species” ได้อธิบายทฤษฎีการคัดเลือกโดยธรรมชาติว่า “เป็นสำนึกในมุมกว้างและอุปมาอุปไมย ที่จะครอบคลุมถึงการที่สิ่งมีชีวิตตัวหนึ่งจะพึ่งพากับอีกตัวหนึ่ง และสำคัญยิ่งไปกว่านั้นก็คือ จะครอบคลุมไม่ใช่เฉพาะการอยู่รอดของสิ่งมีชีวิตตัวนั้น แต่รวมถึงความสำเร็จในการที่จะมีลูกหลานสืบต่อไปด้วย”

​นอกจากนี้ในหนังสือ The Descent of Man ดาร์วินได้ชี้ให้เห็นว่า “ในสังคมของสัตว์สารพัดชนิด เรากลับไม่พบการดิ้นรนแก่งแย่งกันเองของสัตว์แต่ละตัว แต่กลับถูกแทนที่ด้วยการทำงานร่วมกัน และพัฒนาไปสู่ศักยภาพด้านสติปัญญาและจริยธรรม ที่ช่วยให้สัตว์สปีชีส์นั้นอยู่ในสภาวะที่ดีที่สุดที่จะอยู่รอดได้” (เด่นดวง บริพันธ์ 2563)

                อย่างไรก็ตามวิทยาศาตร์เป็นเครื่องมือที่ดีที่สุดเท่าที่มนุษย์เคยมีมา ในการช่วยแสวงหาความรู้และช่วยให้มนุษย์ยอมรับในความไม่รู้ จากความเปลี่ยนแปลงสังคมมนุษย์ที่ผ่านมา มนุษย์พัฒนาสาธารณูปโภคที่สะดวกสบาย มีการแพทย์ที่ก้าวหน้า มีความฝันที่จะทะยานออกสู่ห้วงอวกาศที่เป็นปริศนา ทั้งหมดทั้งมวลล้วนมาจากองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ทั้งสิ้น

                แต่ในระบบทุนนิยมวิทยาศาตร์เองก็มักจะถูกใช้เพื่อรับผลประโยชน์ชนชั้นปกครอง ใครบ้างที่มีส่วนร่วมกับการตัดสินใจครั้งนี้ถ้าไม่ใช่กลุ่มนายทุน และบ่อยครั้งที่วิทยาศาสตร์ถูกทำให้กลายเป็นข้ออ้างในปกป้องการมีอยู่ของชนชั้น  ดังนั้น นักสังคมนิยมต้องชี้ให้เห็นถึงทัศนะทางชนชั้นที่บดบังวิทยาศาตร์ด้วยความคิดที่เป็นวิทยาศาสตร์

ถ้าเห็นด้วยกับแนวทาง “องค์กรสังคมนิยมแรงงาน” เชิญสมัครสมาชิก

บทความอื่น ๆ