เลบานอน – ประเทศที่ถูกแทรกแซงมาอย่างต่อเนื่อง

โดย ใจ อึ๊งภากรณ์

​การขยายสงครามป่าเถื่อนของอิสราเอลไปสู่เลบานอน ไม่ใช่ครั้งแรกที่เลบานอนถูกรุกรานและแทรกแซงจากภายนอก แต่อิสราเอลเคยแพ้สงครามกับกองกำลังฮิซบอลเลาะห์สองครั้งแล้ว และอาจไม่ประสบความสำเร็จครั้งนี้ด้วย

​ในรอบปีที่ผ่านมา กองทัพอิสราเอลฆ่าประชาชนเลบานอนมากกว่า 3 พันคนและบาดเจ็บกว่า 13,000 คน ส่วนใหญ่เป็นพลเรือน มีการจงใจทิ้งระเบิดโรงพยายาลหลายแห่ง นอกจากนี้สงครามของอิสราเอลได้ก่อให้เกิดผู้ลี้ภัยที่ต้องทิ้งบ้านที่อยู่อาศัยไปเกือบสองแสนคน ในขณะเดียวกันอิสราเอลใช้คำโกหกแก้ตัวตามเคยว่ากำลังปราบนักรบฮิซบอลเลาะห์

​ตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่หนึ่งสิ้นสุดลงท่ามกลางความเสื่อมของอาณาจักรออตโตมัน เลบานอนตกอยู่ภายใต้การปกครองของฝรั่งเศส จนได้รับเอกราชในปี 1943 ฝรั่งเศสตั้งใจออกแบบระบบการปกครองของเลบานอนที่แบ่งแยกประชาชนตามเชื้อชาติและศาสนาเพื่อง่ายต่อการปกครอง คือมีการบริหารเชื้อชาติ/ศาสนา แบบ “Consociationalism” โดยมีการจัดให้ทุกเชื้อชาติ/ศาสนามีตัวแทนของตนเอง ซึ่งมีการใช้รูปแบบการปกครองอย่างนี้ในไอร์แลนด์เหนือ บอสเนีย และมาเลเซีย นักวิชาการกระแสหลักเสนอว่า ในประเทศที่มีหลายเชื้อชาติ/ศาสนา “การปกครองแบบประชาธิปไตยเสรีใช้ไม่ได้” เพราะมีข้อสมมุติฐานว่า ความขัดแย้งทางเชื้อชาติ/ศาสนาเป็นเรื่อง “ธรรมชาติ” และไม่เคยสนใจว่าในอดีตมีการตั้งใจแบ่งแยกประชาชนเพื่อการปกครอง และไม่เคยเชื่อว่าชนชั้นล่างสามารถสามัคคีข้ามเชื้อชาติ/ศาสนาเพื่อต่อสู้กับชนชั้นปกครองได้

​ฝรั่งเศสให้สิทธิพิเศษกับกลุ่มคริสเตียนมาโรไนท์ภายใต้ระบบการปกครองที่แบ่งแยกเชื้อชาติ/ศาสนา เพราะพวกมาโรไนท์อาศัยในศูนย์กลางการผลิตผ้าไหมเพื่อส่งออกไปฝรั่งเศส และหลายครอบครัวพัฒนาไปเป็นนายทุน

​ฝรั่งเศสวางแผนว่าหลังได้รับเอกราช คริสเตียนมาโรไนท์จะมีอำนาจหลักในระบบการเมืองของเลบานอนเหนือชาวมุสลิมสุหนี่กับชีอะห์ ส่วนชาวดรูซก็มีอิทธิพลทางการเมืองพอสมควรทั้งๆ ที่เป็นแค่กลุ่มเล็ก ในปัจจุบันประชาชนเลบานอนประกอบไปด้วย 32% คริสเตียน 32% มุสลิมสุหนี่ 31% มุสลิมชีอะห์ และ4.5% ดรูซ

​ในช่วงแรก ที่นั่งในรัฐสภาจะถูกแบ่งระหว่างคริสเตียนกับมุสลิมในสัดส่วน 6:5 แต่ต่อมาในปี 1990 มีการแบ่งตามสัดส่วน 1:1 ตำแหน่งในระบบราชการก็ใช้สัดส่วนคล้ายกัน ตำแหน่งสูงสุดทางการเมืองถูกกำหนดเพื่อให้ประธานาธิบดีเป็นคริสเตียนมาโรไนท์ ประธานสภาเป็นมุสลิมชีอะห์ และนายกรัฐมนตรีเป็นมุสลิมสุหนี่

​หลังจากฝรั่งเศสให้เอกราช เลบานอนได้พัฒนาจนกลายเป็นศูนย์กลางด้านการค้าและการเงินในตะวันออกกลาง แต่มหาอำนาจภายนอกแทรกแซงอย่างต่อเนื่อง เช่นในปี 1958 สหรัฐส่งทหารไปประจำการเพื่อสนับสนุนรัฐบาลที่ชื่นชมตะวันตก ในขณะที่มีการเรียกร้องให้เลบานอนเข้าไปร่วมกับขบวนการชาตินิยมอียิปต์กับซีเรีย และในสงครามกลางเมืองที่เริ่มในปี 1975 สหรัฐส่งเสริมให้กองทัพซีเรียบุกเข้าไปทำลายฝ่ายซ้ายที่ทำแนวร่วมกับชาวปาเลสไตน์ที่อพยพเข้าไปในเลบานอนตั้งแต่การก่อตั้งอิสราเอลในปี 1948

​ในสงครามกลางเมืองครั้งนั้นฝ่ายซ้ายและองค์กรปลดแอกปาเลสไตน์ (PLO) รบกับพวกฟาสซิสต์จากกลุ่มคริสเตียนมาโรไนท์ ซึ่งท้าทายระบบการปกครองของเลบานอนที่ถูกออกแบบโดยฝรั่งเศส การแทรกแซงของซีเรียนำไปสู่การยึดครองทางเหนือและทางตะวันตกของประเทศโดยซีเรีย ส่วนในทางใต้อิสราเอลก็ฉวยโอกาสบุกเข้าไปยึดครองทางใต้เพื่อทำลายชาวปาเลสไตน์ในปี 1978 และ1982 ท่ามกลางการทำสงครามของอิสราเอลในปี 1982 ทหารอิสราเอลล้อมรอบค่ายอพยพของชาวปาเลสไตน์ที่ชอบรา (Sabra) และ ชาตีลา (Shatila) และเปิดทางให้กองกำลังฟาสซิสต์คริสเตียนมาโรไนท์ เข้าไปฆ่าพลเรือนปาเลสไตน์ 3,500 ศพ

​ท่ามกลางการยึดครองทางใต้ของประเทศโดยอิสราเอล ขบวนการจับอาวุธ “ฮิซบอลเลาะห์” (“พรรคแห่งพระเจ้า”) ก็กำเนิดขึ้น ฮิซบอลเลาะห์เป็นขบวนการปลดแอกของชาวมุสลิมชีอะห์ที่อาศัยอยู่ในแถบนั้น ชาวบ้านมุสลิมชีอะห์มักจะยากจนและถูกกีดกันออกจากระบบการเมือง การต่อสู้ของฮิซบอลเลาะห์ในที่สุดบังคับให้อิสราเอลถอนออกในปี 2000

​ชัยชนะของฮิซบอลเลาะห์ในการปลดแอกเลบานอนจากการรุกรานของอิสราเอลครั้งนั้น ทำให้ขบวนการนี้ได้รับความนิยมสนับสนุนจากชุมชนที่หลากหลายกว้างขวางกว่าแค่ชาวมุสลิมชีอะห์ และฮิซบอลเลาะห์ไม่ใช่แค่กองกำลังติดอาวุธ แต่เป็นองค์กรทางการเมืองที่ก่อตั้งโรงเรียน โรงพยาบาล คลินิกหมอ กับโครงการการศึกษารูปแบบต่างๆ

​ในขณะที่อิสราเอลคอยรุกรานและบุกเลบานอนทางใต้ ทางเหนือก็ถูกซีเรียยึดครองมาตั้งแต่สงครามกลางเมืองปี 1975 ซึ่งสร้างความไม่พอใจในหมู่ประชาชนหลายส่วน ต่อมาในปี 2005 มีการประท้วงต่อต้านอิทธิพลของซีเรียที่นำโดยพรรคการเมืองฝ่ายขวาและได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกาที่มองว่าซีเรียขยายอำนาจมากเกินไป การประท้วงครั้งนี้เรียกกันว่า “การปฏิวัติซีดา” เพราะผู้ชุมนุมโบกธงเลบานอนที่มีรูปต้นซีดา ต้นไม้ประจำชาติของเลบานอน ในที่สุดซีเรียต้องถอนกองทัพออกจากทางเหนือ และสหรัฐหวังว่ากระแสทางการเมืองนี้จะหันมาต่อต้านฮิซบอลเลาะห์ที่เป็นมิตรและอาศัยความช่วยเหลือจากซีเรียและอีหร่าน แต่ในการเลือกตั้งปี 2005 ฮิซบอลเลาะห์เพิ่มจำนวนที่นั่งในรัฐสภา

​อย่างไรก็ตาม การเน้นการเมืองรัฐสภาและการพึ่งซีเรียกับอิหร่านของฮิซบอลเลาะห์ ทำให้พรรคนี้ต้องการประนีประนอมกับระบบการเมืองของเลบานอน แทนที่จะพยายามล้มโครงสร้างที่เน้นเชื้อชาติ/ศาสนา ฮิซบอลเลาะห์จึงเข้าไปร่วมในรัฐบาลเลบานอน

​ในปี 2006 อิสราเอลส่งกองทัพเข้าไปในเลบานอนอีกครั้ง และมีแผนจะทำลายฮิซบอลเลาะห์ ท่ามกลางการทำลายโครงสร้างและตึกต่างๆ ของประชาชน ปรากฏว่าพลเรือนล้มตายไป 1,300 คนและประชาชนหนึ่งล้านคนต้องกลายเป็นผู้ลี้ภัยสงคราม แต่อิสราเอลถูกต่อต้านจากฮิซบอลเลาะห์ เพราะความสมานฉันท์ของประชาชนข้ามความแตกต่างระหว่างเชื้อชาติ/ศาสนา ฮิซบอลเลาะห์จึงเอาชนะอิสราเอลครั้งใหญ่ได้

​ในช่วงนี้ฮิซบอลเลาะห์ตกอยู่ในสถานการณ์ขัดแย้ง เพราะในแง่หนึ่งได้รับการสนับสนุนจากประชาชนธรรมดาที่เป็นเหยื่อของอำนาจจักรวรรดินิยมและโครงสร้างการเมืองที่แบ่งแยกประชาชน  แต่ในอีกแง่หนึ่งบทบาทของฮิซบอลเลาะห์ในการเมืองกระแสหลักของเลบานอนพร้อมกับการรับความช่วยเหลือจากซีเรียและอีหร่าน ทำให้องค์กรนี้ค่อยๆ หันมาต่อต้านและห่างเหินจากกระแสมวลชน

​เมื่อเกิดการปฏิวัติ “อาหรับสปริง” ที่ล้มรัฐบาลเผด็จการในอียิบต์กับตูนิเซีย และนำไปสู่สงครามกลางเมืองในซีเรีย ฮิซบอลเลาะห์เลือกข้างของการปฏิวัติซ้อนและแนวปฏิกิริยา มีการส่งกองกำลังไปสนับสนุนรัฐบาลโหดร้ายของซีเรีย

​ในปี 2019 เกิดวิกฤตเศรษฐกิจร้ายแรงในเลบานอนที่มาจากหลายปัญหา เช่นหนี้เสีย การล้มละลายของธนาคาร และการลดค่าเงินตรา สาเหตุที่อยู่เบื้องหลังวิกฤตคือการที่มีการกู้เงินมหาศาลเพื่อรื้อฟื้นตึกและโครงสร้างต่างๆ ในเลบานอนหลังสงครามกลางเมืองระหว่างปี 1975-1990 นอกจากนี้ รัฐในอ่าวเปอร์เซียที่เป็นพันธมิตรกับตะวันตกยุติความช่วยเหลือเพราะไม่พอใจกับการขยายอิทธิพลของอิหร่านในเลบานอนผ่านฮิซบอลเลาะห์ และชนชั้นปกครองกลุ่มต่างๆ ทะเลาะกัน ทำให้แก้สถานการณ์ไม่ได้  

​ผลจากวิกฤตคือ ธนาคารหลายแห่งปิด ประชนชนไม่สามารถถอนเงินฝากได้ คาดว่าประมาณครึ่งหนึ่งของประชากรตกเป็นคนยากจนท่ามกลางปัญหาเงินเฟ้อที่มาจากการลดค่าเงินตรา

​เกิดการประท้วงเพื่อขับไล่รัฐบาล เหตุการณ์เริ่มจากการค้านข้อเสนอของรัฐบาลที่จะเก็บภาษีจากการใช้ระบบสื่อสารวอตส์แอปป์ แต่ประเด็นลึกๆ ที่สร้างความไม่พอใจในหมู่ประชาชนคือวิกฤตเศรษฐกิจ นโยบายรัดเข็มขัดที่มาจากลัทธิเสรีนิยมกลไกตลาด บวกกับการที่ระบบการเมืองเลบานอนถูกพรรคการเมืองกระแสหลักแช่แข็งในระบบที่แบ่งแยกตามเชื้อชาติศาสนา ประชาชนธรรมดาจึงรู้สึกว่าไม่มีเสรีภาพจริงเพราะผู้นำทางการเมืองจากซีกเชื้อชาติศาสนาต่างๆ ฮั้วกันกดขี่ประชาชนธรรมดา และ 1% ของคนที่รวยที่สุดคุม 50.5% ของทรัพย์สินทั้งหมดของประเทศ

​จริงๆ แล้วประชาชนไม่พอใจกับชนชั้นปกครองกลุ่มต่างๆ มาหลายปีอย่างต่อเนื่อง เช่นตั้งแต่ปี 2015 ถึง 2022 มีปัญหากับระบบเก็บขยะที่นักการเมืองสัมปทานให้บริษัทพรรคพวกของตนเอง และมีการนัดหยุดงานเพื่อต่อต้านนโยบายรัดเข็มขัดของรัฐบาลที่ฮิซบอลเลาะห์เข้าไปร่วม

​ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2022 เลบานอนไม่มีประธานาธิบดี และต้องมีรัฐบาลรักษากาล เพราะกลุ่มการเมืองต่างๆ ตกลงกันไม่ได้

​การเคลื่อนไหวประท้วงของประชาชนที่เริ่มในปี 2019 หายไปเมื่อเกิดการระบาดของโควิด และในปี 2020 เกิดการระเบิดครั้งใหญ่ในโกดังที่ท่าเรือเพราะไม่มีการดูแลความปลอดภัยในการเก็บสารเคมี ปรากฏว่ามีคนตาย 218 คน บาดเจ็บ 7,000 คน และบ้านที่อยู่อาศัยของประชาชน 3 แสนคนถูกทำลาย ส่วนใหญ่เป็นคนจน

​ประชาชนเบื่อหน่ายกับการคอร์รับชั่นและระบบการเมือง และที่น่าทึ่งคือมีการสมานฉันท์ข้ามเชื้อชาติ/ศาสนาท่ามกลางการต่อสู้เคลื่อนไหว การกำจัดการคอร์รับชั่นแยกออกจากการโจมตีระบบการเมืองเดิมที่แบ่งแยกประชาชนไม่ได้ แต่แทนที่ ฮิซบอลเลาะห์จะสนับสนุนประชาชน องค์กรนี้กลับโจมตีขบวนการเคลื่อนไหวดังกล่าว

​จุดยืนของฮิซบอลเลาะห์มีส่วนคล้ายกับจุดยืนของขบวนการต้านอิสราเอลและจักรวรรดินิยมตะวันตกของชาวปาเลสไตน์ที่พยายามทำแนวร่วมกับชนชั้นปกครองอาหรับในประเทศรอบข้างและหวังพึ่งพาความช่วยเหลือ แต่รัฐบาลอาหรับต่างๆ ล้วนแต่เป็นเผด็จการที่กดขี่พลเมืองของตนเองและชาวปาเลสไตน์ด้วย ซึ่งสร้างความไม่พอใจไม่น้อย ความไม่พอใจของคนชั้นล่างคือพื้นฐานที่เป็นไปได้ของการทำแนวร่วมระหว่างกรรมาชีพ เกษตรกรรายย่อย และคนจนในประเทศต่างๆ เพื่อล้มระบบทั่วตะวันออกกลาง

​ความไม่พอใจของกรรมาชีพและคนจนในประเทศต่างๆ สามารถร่วมกับความไม่พอใจของชาวปาเลสไตน์ และชาวเลบานอน จนกลายเป็นกระแสเดียวกันได้ คือกลายเป็นกระแสการปฏิวัติจากล่างสู่บนที่ล้มชนชั้นปกครองอาหรับ ท้าทายอำนาจจักรวรรดินิยมตะวันตก และเผชิญหน้ากับอำนาจรัฐบาลอิสราเอลพร้อมกัน นี่คือสิ่งที่เราเรียกว่าแนว “การปฏิวัติถาวร” ที่นักมาร์คซิสต์สังคมนิยมจะต้องผลักดัน

​อย่างไรก็ตาม ทั้ง ฮิซบอลเลาะห์ และ ฮามาส ในปาเลสไตน์ไม่เคยเรียกร้องให้มีการล้มชนชั้นปกครองอาหรับเลย ไม่เคยเน้นแนว “การปฏิวัติถาวร” และยังยึดถือแนวต่อสู้เพื่อ “ประชาชาติประชาธิปไตย” ผ่านการทำแนวร่วมกับศัตรูของคนชั้นล่างในรูปแบบต่างๆ

​ในกลางเดือนกันยายน อิสราเอลเริ่มปฏิบัติการสงครามกับ ฮิซบอลเลาะห์ ในเลบานอนอีกครั้ง มีการนำระเบิดใส่เพจเจอร์และวิทยุสื่อสารที่ฮิซบอลเลาะห์ใช้ ซึ่งทำให้คนตาย 32 คนและบาดเจ็บหลายพัน มีการทิ้งระเบิดจากเครื่องบิน และต่อจากนั้นในวันที่ 23 กันยายน อิสราเอลก็เริ่มส่งทหารบุกเข้าไปในเขตแดนเลบานอน

​เรามีความหวังว่าการขยายสงครามของอิสราเอลจะล้มเหลวและประชาชนเลบานอนจะลุกฮือต่อต้านอิสราเอลได้ แต่การเอาชนะอิสราเอลอย่างถาวรจะต้องอาศัยมากกว่าแค่การสู้รบที่อาศัยอาวุธจากอิหร่านหรือซีเรีย เพราะจะต้องอาศัยการลุกฮือของคนชั้นล่างทั่วตะวันออกกลาง ที่เน้นการต่อสู้ทางชนชั้น และสมานฉันท์ข้ามเส้นแบ่งเรื่องเชื้อชาติ/ศาสนา

ถ้าเห็นด้วยกับแนวทาง “องค์กรสังคมนิยมแรงงาน” เชิญสมัครสมาชิก

บทความอื่น ๆ