โดย เมืองไม้
ความยาวของวันทำงานควรจะยาวเท่าไหร่? ขอบเขตของมันควรจะจำกัดอยู่ตรงไหน? และอะไรเป็นตัวกำหนด? นี่เป็นคำถามสำคัญที่มาร์กซ์ให้คำตอบไว้ใน ว่าด้วยทุน บทที่ 10 “วันทำงาน” (The Working Day) โดยเฉพาะในส่วนที่ 1 “ขอบเขตของวันทำงาน”
“ดังนั้นวันการทำงานไม่ใช่เป็นปริมาณที่ไม่เปลี่ยนแปลงอันหนึ่ง แต่เป็นปริมาณที่เปลี่ยนแปลงได้อันหนึ่ง ส่วนหนึ่งของมัน แน่นอน, จะถูกกำหนดจากเวลาแรงงานจากการผลิตอีกอย่างไม่หยุดยั้งของกำลังแรงงานของตัวกรรมกรที่ต้องการ แต่ทว่าระดับความยาวรูปของมันจะเปลี่ยนแปลงไปตามระดับความยาวหรือเวลาที่ต่อเนื่องของแรงงานส่วนเกิน ดังนั้น วันการทำงานสามารถที่จะกำหนดเป็นที่แน่นอนได้ แต่ทว่าตัวของมันจักกำหนดเป็นที่แน่นอนไม่ได้”
มาร์กซ์เริ่มต้นอธิบายลักษณะของวันทำงานว่าประกอบไปด้วย 2 ส่วน คือ แรงงานที่ทำการผลิตในโรงงาน เรียกว่า แรงงานที่จำเป็น และ แรงงานที่ไม่ได้อยู่ในเวลาการผลิตในโรงงาน แต่เป็นการใช้แรงงานเพื่อผลิตกำลังแรงงานของตัวเองหรือฟื้นฟูแรงงานตัวเองให้ไปทำงานได้ในวันต่อไป เรียกว่า แรงงานส่วนเกิน ดังนั้นที่มาร์กซ์กล่าวว่า “วันการทำงานสามารถที่จะกำหนดเป็นที่แน่นอนได้ แต่ทว่าตัวของมันจักกำหนดเป็นที่แน่นอนไม่ได้” หมายความว่าที่กำหนดได้คือแรงงานที่จำเป็น และที่กำหนดแน่นอนไม่ได้คือแรงงานส่วนเกิน จึงส่งผลให้ “วันการทำงานเป็นปริมาณที่เคลื่อนไหล”
วันทำงานจึงมีลักษณะที่ “แปรปรวนไปตามขอบเขตของร่างกายและสังคม” และมีทั้งขอบเขตต่ำสุดและสูงสุด แต่แน่นอนว่าในระบบทุนนิยมไม่อนุญาตให้วันทำงานหดสั้นถึงระดับต่ำสุดอย่างเด็ดขาด แต่ขอบเขตสูงสุดที่มันจะไปได้ก็ขึ้นอยู่กับร่างกาย คือ ร่างกายของคนเรานั้นก็มีขอบเขตในการจ่ายพลังชีวิตเพื่อไปทำแรงงาน เพราะต้องพักผ่อนร่างกาย เช่น กินข้าว, อาบน้ำ, แต่งตัว เป็นต้น และขอบเขตยังจำกัดอยู่ที่สังคมอีกด้วยซึ่งรวมถึงเรื่องของศีลธรรมและวัฒนธรรมว่าจะกำหนดให้กรรมกรมีเวลาสนองความต้องการทางด้านจิตใจและสังคมอย่างไร ทั้งหมดนี้ก็จะส่งผลให้วันทำงานมีความยืดหยุ่นอย่างมากและมีความหลากหลาย
อย่างไรก็ตาม ความสั้นยาวหลากหลายแตกต่างกันนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับกรรมกร เพราะ “ขอบเขตที่จำกัดของวันทำงาน” จะถูกควบคุมโดย “นายทุนซึ่งย่อมมีทัศนะของเขาเอง” นี่เป็นเพราะว่า “นายทุนได้ซื้อกำลังแรงงานตามมูลค่าของวันของกำลังแรงงาน มูลค่าใช้สอยของกำลังแรงงานภายในวันทำงานหนึ่งวันนี้จะตกเป็นกรรมสิทธิ์ของนายทุน ดังนั้น นายทุนจึงมีสิทธิ์ที่จะให้กรรมกรทำงานให้เขาภายในหนึ่งวัน” และเหตุผลที่นายทุนต้องคอยควบคุมกรรมกรเหล่านี้เพราะว่านายทุนนี้ “เป็นเพียงทุนที่แปลงร่างเป็นลักษณะบุคคลเท่านั้น…โดยทุนจะมีแต่สัญชาตญาณทางชีวิตอย่างหนึ่ง นั่นก็คือ การเพิ่มงอกของตัวเอง เพื่อให้ได้มาซึ่งมูลค่าส่วนเกิน…ใช้…ปัจจัยการผลิตดูดเอาแรงงานส่วนเกินให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้” นี่เป็นเพราะในระบบทุนนิยมหน้าที่ของนายทุนคือการ “อาศัยทุนที่จ่ายออกมานี้มาโกยแรงงานให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้” อีกทั้งหลังจากการที่นายทุนหรือวิญญาณของทุนซื้อกรรมสิทธิ์ของแรงงานไปแล้วก็กลายเป็นว่า “เวลาที่กรรมกรทำงานก็คือเวลาที่นายทุนได้บริโภคกำลังแรงงานที่เขาซื้อมา” ซึ่ง “การสูญเสียชั่วโมงแรงงาน 1 ชั่วโมงในแต่ละวันนี้…สร้างความเสียหายอย่างมหาศาลแก่รัฐพาณิชยกรรม” ดังนั้น “การที่กรรมกรใช้สอยเวลาที่พอจะให้เขาครอบงำได้ดีมาทำงานให้แก่ตนเองแล้ว…เขาก็ได้ขโมยสิ่งของของนายทุน(การที่กรรมกรอนุญาตให้ตัวเองใช้เวลาของตัวเอง ก็คือการขโมยเวลาซึ่งนายทุนถือว่าเป็นของเขา)” ทั้งหมดนี้เป็นเหตุผลที่มาร์กซ์ได้กล่าวในย่อหน้าเดียวกันว่าทุนก็เหมือนกับแวมไพร์ที่ถ้าหากมันจะมีชีวิตรอดได้ก็โดยแต่การดูดเลือดหรือดูดเงินและแรงงานเท่านั้น
ดังนั้นโดยสรุปแล้ว “ก็ไม่ได้มีการจำกัดขอบเขตแก่วันทำงาน เพราะไม่ได้มีการกำหนดขอบเขตให้แก่แรงงานส่วนเกิน” เพราะ “นายทุนยืนหยัดในสิทธิของเขาในฐานะผู้ซื้อ เขาพยายามยืดขยายเวลาวันทำงานให้ยาวที่สุดเท่าที่จะยาวได้” ในขณะเดียวกัน “กรรมกรก็ยืนหยัดในสิทธิที่เขาเป็นผู้ขาย เขาเรียกร้องให้จำกัดวันทำงานให้อยู่ในปริมาณที่ปกติธรรมดาที่แน่นอน” มาร์กซ์ชี้ให้เห็นเป็นครั้งแรกหลังจากการสาธยายมา 9 บทก่อนหน้าว่า “ช่วงวิถีปกติของวันทำงานจะแสดงออกเป็นการต่อสู้ที่กำหนดขอบเขตวันทำงาน” หรือที่เรียกว่าการต่อสู้ระหว่างชนชั้นนายทุนและชนชั้นกรรมกร มาร์กซ์ได้ชี้ให้เห็นว่าอะไรเป็นตัวกำหนดวันทำงานตรงการปฏิปักษ์กันของสองสิทธิ โดยอธิบายว่า “ในระหว่างสิทธิที่เสมอภาคกันนี้ พลังจะบังเกิดบทบาทชี้ขาด” หมายความว่าในท้ายที่สุดแล้วคำถามที่ว่า ความยาวของวันทำงานควรจะยาวเท่าไหร่ จะถูกตอบด้วย “พลัง” ซึ่งถ้าหากกรรมกรจะสู้เพื่อสิทธิเพื่อให้ได้มาซึ่งเวลาการทำงานที่ปกติธรรมดา ก็จะสู้ผ่านการต่อสู้ทางชนชั้นเท่านั้น

