โดย พัชณีย์ คำหนัก
ภาคการเงินมีบทบาทในการจัดสรรเงินทุนให้แก่ระบบเศรษฐกิจ เช่นภาคการผลิตอุตสาหกรรม ธุรกิจและครัวเรือน และมีส่วนในการกำหนดทิศทางเศรษฐกิจที่สำคัญ โดยมีแบงก์ชาติ (ธปท.) เป็นผู้กำหนดทิศทางการดำเนินงานเพื่อสนับสนุนบทบาทของภาคการเงินให้สามารถตอบโจทย์แต่ละด้าน เช่น ด้านสิ่งแวดล้อมลดโลกร้อนสร้างความยั่งยืน รักษาเสถียรภาพทางการเงินของประเทศ กำกับดูแลผู้ให้บริการในภาคการเงิน เช่น กลุ่มธนาคารพาณิชย์ กองทุน ธุรกิจสินเชื่อ ให้มีธรรมาภิบาล
ในขณะที่จีดีพีไทยปี 2566 ขยายตัวได้เพียง 2.4% กลับพบว่า ธุรกิจธนาคารที่คุมระบบการเงินของประเทศเติบโตสูงถึง 18.5% หรือ สูงกว่าค่าเฉลี่ยของทั้งประเทศถึงเกือบ 8 เท่าตัว นั่นคือ กำไรของกลุ่มธุรกิจแบงก์ สวนทางชีวิตปากท้องทางเศรษฐกิจของพ่อค้าแม่ค้า เอสเอ็มอีที่กำลังหมดแรง และกำลังซื้อของแรงงาน จนถูกตั้งข้อสังเกตว่าเป็น ‘กำไร’ ในสถานการณ์ที่ไม่ปกติ สวนทางตัวเลขจีดีพีประเทศที่ปรับตัวลดลง ที่ส่งผลต่อจิตวิทยาของคนทั่วไปจนทำให้เกิดข้อสงสัยว่าธนาคารพาณิชย์เป็นธุรกิจเสือนอนกินหรือไม่
ความเหลื่อมล้ำที่เกิดจากผู้ให้กู้
แหล่งข่าวจากแวดวงธนาคารมองว่า กำไรของกลุ่มธนาคารที่สูงนั้นมีผลมาจากการแข่งขันในธุรกิจธนาคารที่ต่ำ โดยที่ผ่านมาแบงก์ชาติเน้นดูแลเสถียรภาพ ‘มากเกินไป’ ปกป้องแบงก์ไทย ทำให้แบงก์ต่างประเทศเข้ามาแข่งในตลาดรายย่อยได้ยาก (Kingploy Nathomtong. 8 ม.ค. 2567. เศรษฐกิจไทยยังไม่สดใส แต่ทำไมธนาคารมีกำไร 2 แสนล้าน. ใน Workpoint today) เพราะโครงสร้างของอุตสาหกรรมธนาคารพาณิชย์ในไทยที่ผ่านมา ส่วนมากจะเป็นแบบที่มีผู้แข่งขันน้อยราย (Oligopoly) คือกระจุกตัวอยู่แค่ 4 แบงก์ใหญ่ ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ, ธนาคารกสิกรไทย, ธนาคารกรุงไทย และธนาคารไทยพาณิชย์ เห็นได้จาก 60% ของเงินฝากทั่วประเทศอยู่ใน 4 ธนาคารแห่งนี้ทั้งหมด
อีกทั้ง มาจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ทำให้ส่วนต่างดอกเบี้ยระหว่างดอกเบี้ยรับและดอกเบี้ยฝากสูงขึ้น ถัดมาคือมูลค่าทรัพย์สินที่กองทุนถืออยู่ (Mark to Market) ในตราสารทุนและตราสารเงิน แต่อัตราผลตอบแทนจากส่วนของผู้ถือหุ้นจะเห็นว่า กลุ่มธนาคารมี ROE เฉลี่ยที่ 8-9% ถือว่าต่ำมาก เมื่อเข้าไปดูงบแบงก์มาหลายๆ ไตรมาสจะเห็นว่าค่าเฉลี่ย Loan Growth แทบไม่โต คือยอดกู้ไม่เพิ่ม สะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยหยุดนิ่งจริงๆ เพราะอัตราการโตของแบงก์มักไปตามการโตของจีดีพี แต่ที่ผ่านมา NIM เพิ่มขึ้นจากเทรนด์ดอกเบี้ยขาขึ้น ทำให้แบงก์ได้ประโยชน์ในฝั่งมาร์จิ้นที่เพิ่มขึ้น พอรายรับดอกเบี้ยเงินกู้ขึ้นเยอะ เเต่ดอกเบี้ยเงินฝากขึ้นไม่มาก ส่วนต่างกำไรตรงนี้จึงมีคนเปรียบแบงก์เหมือนเสือนอนกิน หรือมองว่าเป็น “โมเดลธุรกิจ” ของพ่อค้าเงินที่มุ่งคุมความเสี่ยงจากสินเชื่อต่างๆ นอกจากเทรนด์ดอกเบี้ยขาขึ้นที่ทำให้ NIM สูงขึ้นเเล้ว ที่กำไรแบงก์เยอะเพราะมีรายได้ค่าธรรมเนียมอื่นๆ กับชาร์จดอกเบี้ยได้สูงขึ้น และหารายได้จากการถือหุ้นในกิจการอื่นด้วย (“ธุรกิจธนาคาร” กำไรมาก-น้อย ขึ้นอยู่กับอะไร? เปิดบทวิเคราะห์ ปี 67 คาดรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ ยังพุ่ง!. 8 ม.ค. 2567. ในไทยรัฐมันนี่)
อีกทั้ง ในรอบ 5 ปีที่ผ่านมามีการเติบโตของผู้เล่นหน้าใหม่เข้ามาแข่งขันในภาคการเงิน คือ สินเชื่อรายย่อยจาก Non-bank เติบโต 40% สินเชื่อทั่วไปที่ปล่อยโดยฟินเทค เติบโต 500% และบิ๊กฟินเทคเติบโต 4,000% ส่วนธนาคารดั้งเดิมเติบโต 24% เรื่องราวของทุนการเงินที่เติบโตนี้มีที่มาอย่างไร ในขณะที่แรงงานและผู้ประกอบการรายย่อยติดกับหนี้และรายได้ซบเซา
นโยบายทางการเงินของ ธปท.ยังไม่เอื้อลูกหนี้ผู้มีรายได้น้อย
นโยบายทางการเงินของ ธปท.ปี 2565 ข้อหนึ่งคือ สนับสนุนให้ธุรกิจและครัวเรือนปรับตัวได้อย่างยั่งยืน ช่วยให้ภาคครัวเรือนสามารถอยู่รอดและปรับตัวในโลกใหม่ได้ ด้วยการยกระดับการส่งเสริมทักษะด้านการเงินดิจิทัล ควบคู่ไปกับการป้องกันและแก้ไขปัญหาหนี้สิน เช่น กำกับดูแลการปล่อยสินเชื่อรายย่อยให้เหมาะกับความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้เพื่อป้องกันการก่อหนี้เกินตัว และผลักดันกลไกแก้หนี้ให้คนที่มีหนี้สินล้นพ้นตัว แต่ในปัจจุบันมีความท้าทายอย่างมากเพราะปัญหาหนี้ครัวเรือน 90% ของจีดีพีกลายเป็นปัญหาที่แก้ยาก แม้มีมาตรการลดหนี้ ยืดระยะเวลาการชำระหนี้ หรือพักชำระหนี้ ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างแท้จริง กระนั้นแบงก์ชาติมองว่า ปัญหาหนี้ครัวเรือนส่วนหนึ่งจึงต้องแก้ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทั้งการจับจ่ายใช้สอยและการกู้หนี้ยืมสินของคนไทยควบคู่กัน เพราะพบว่าหนี้ครัวเรือนเป็นหนี้เพื่อการบริโภคและก่อให้เกิดรายได้น้อย ซึ่งแม้ช่วยกระตุ้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจแต่ก็ได้เพียงในระยะสั้น (ธปท. ก้าวสู่ดินแดนที่เราไม่เคยรู้จัก : ภูมิทัศน์ใหม่ภาคการเงินไทยและเข็มทิศนโยบายฉบับกระชับ)
การแก้หนี้ครัวเรือน ธปท.ได้เข้าควบคุมเพดานดอกเบี้ยผิดนัด และปรับลำดับการตัดชำระหนี้ การเพิ่มทางเลือกในการปรับโครงสร้างหนี้ และการดูแลกลุ่มเปราะบางที่ต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษด้วยมาตรการเฉพาะจุดเพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ต่อเนื่อง, ดูแลการก่อหนี้ใหม่อย่างมีคุณภาพ ผลักดันให้สถาบันการเงินให้สินเชื่ออย่างมีความรับผิดชอบมากขึ้น โดยระยะแรกจะออกเกณฑ์ที่เน้นคุ้มครองผู้บริโภค เช่น ไม่ให้สถาบันการเงินโฆษณากระตุ้นการใช้จ่ายเกินจำเป็น และพิจารณาออกหลักเกณฑ์ให้สถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อโดยคำนึงถึงความสามารถของผู้กู้ในการผ่อนชำระหนี้และมีเงินเหลือเพียงพอต่อการดำรงชีพ ไม่ให้กระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และสร้างวินัยทางการเงินให้กับลูกหนี้
ส่วนแนวทางแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ไม่ควรทำ ธปท.ไม่เห็นด้วยกับนโยบายรัฐบาล คือ พักชำระหนี้และพักดอกเบี้ยเป็นวงกว้างเป็นเวลานาน มาตรการนี้แม้จะช่วยลูกหนี้ในระยะสั้น แต่ไม่อาจแก้ปัญหาอย่างแท้จริง ลูกหนี้จะยังคงมีหนี้อยู่และอาจมีภาระเพิ่มจากช่วงเวลาที่ยืดหนี้ ทั้งยังอาจทำให้ลูกหนี้เสียวินัยทางการเงินด้วย ซึ่งจะส่งผลเสียต่อลูกหนี้ในระยะยาว
สรุป
สิ่งที่คิดและทำกับสิ่งที่เกิดขึ้นสวนทางกัน ทำให้เรามองเห็นว่า ท้ายสุดแล้วแบงก์ชาติก็วนลูป ไม่สามารถช่วยเหลือลูกหนี้ผู้มีรายได้น้อยได้ เพราะปล่อยให้ภาคการเงินเติบโตสวนทางกับชีวิตคนทำงานที่เดือดร้อนจากภาระหนี้ ทำไมจึงไม่คิดที่จะลดอัตราดอกเบี้ยลงอีกหรือยกเลิกหนี้ให้กับผู้มีรายได้น้อย แม้สิ่งที่ ธปท.คาดหวังคือสถาบันการเงินปล่อยสินเชื่ออย่างมีความรับผิดชอบมากขึ้น แต่กลับปล่อยให้คิดอัตราดอกเบี้ยแพงถึง 30% โดยพวกนอนแบงก์ และสินเชื่อรถยนต์รถจักรยานยนต์ด้วยดอกเบี้ยเงินกู้แบบเงินต้นคงที่มาโดยตลอด หรือแม้จะบอกว่าการนำเทคโนโลยีมาใช้ในภาคการเงินจะช่วยให้ผู้ใช้บริการที่พร้อมเข้าสู่โลกการเงินดิจิทัลสามารถเข้าถึงบริการทางการเงินได้ดีขึ้น แต่เป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ตรงจุดเพราะไม่สามารถดูแล SMEs และครัวเรือนกลุ่มเปราะบางบริหารจัดการหนี้ได้ เป็นการซ้ำเติมปัญหาความเหลื่อมล้ำให้มากขึ้นกว่าเดิม หนำซ้ำไม่รับผิดชอบปัญหาความเสี่ยงรูปแบบใหม่ ๆ คือการโจรกรรมข้อมูล การคุกคามและภัยไซเบอร์ในหลายรูปแบบ เช่นที่มิจฉาชีพดูดเงินจากอินเตอร์เน็ตแบงก์กิ้ง ทั้งยังพร่ำบ่นเรื่อง ความเหลื่อมล้ำ ภาคเศรษฐกิจการเงินไทยมีปัญหาความเหลื่อมล้ำสูงมานาน โดยมีผู้ประกอบการ SMEs กว่าร้อยละ 60 เข้าไม่ถึงสินเชื่อ อ้างว่าไม่มีข้อมูลในระบบหรือมีประวัติทางการเงินไม่มากพอ และมีแรงงานนอกระบบเข้าไม่ถึงเงินทุน สรุปแล้วแบงก์ชาติก็ไม่ได้จริงใจกับประชาชนผู้กู้ แต่เอื้อนายทุนภาคการเงินมากกว่า และเราก็ไม่เคยเห็น ธปท.ออกมาสนับสนุนการขึ้นค่าจ้างและเงินเดือนพื้นฐานให้กรรมาชีพ ที่จะช่วยคานอำนาจกับพวกกลุ่มทุนอุตสาหกรรมและหอการค้าไทยที่ต่อต้านการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ ทั้งๆ ที่เป็นการเพิ่มกำลังซื้อและจ่ายหนี้ให้คนจำนวนมาก เพราะอะไรกันแน่!

