ทางออกของปัญหาความเหลื่อมล้ำอยู่ตรงไหน?

โดย เท็น เตรียมกรรมาชีพ

​ความเหลื่อมล้ำคืออะไร ? ​​“ความเหลื่อมล้ำ” หมายถึง ไม่เท่าเทียมกันระหว่างคนสองชนชั้นคือคนรวยกับคนจน มักอยู่ในรูปแบบของการกระจุกตัวของทรัพยากร และความมั่งคั่งอยู่กับคนกลุ่มเล็ก ๆ ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก เช่นประเทศไทยที่มีความเหลื่อมล้ำอยู่ในระดับสูง ณ ปี 2021 ค่าสัมประสิทธิ์จีนี (ดัชนีชี้วัดความเหลื่อมล้ำ) อยู่ที่ร้อยละ 43.3 ซึ่งถือว่าสูงที่สุดในเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก และอยู่อันดับที่ 13 จาก 63 ประเทศเนื่องจากประชากรที่รวยที่สุดเพียง 10% ถือครองความมั่งคั่งเกินกว่าครึ่งหนึ่งของความมั่งคั่งทั้งประเทศ

​ศ.ดร.อีริก มัสกิน นักเศรษฐศาสตร์ชาวอเมริกันเจ้าของรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ปี 2007 จากผลงานที่เกี่ยวกับทฤษฎีการออกแบบกลไก (Mechanism design theory) ซึ่งเป็นรูปแบบเฉพาะของทฤษฎีเกม (Game theory) ที่พยายามเพิ่มผลประโยชน์สูงสุดให้กับทุกฝ่ายในตลาด ปัจจุบันเขาเป็นอาจารย์สอนวิชาเศรษฐศาสตร์และคณิตศาสตร์ที่มหาวิทยาลัย Harvard  ได้ให้สัมภาษณ์ในรายการของ The Standard (Worn Out and Exhausted: Is There a Way Out? Insights from Nobel Prize Winners. รายการ GLOBAL FOCUS #70 ทางช่องยูทูป. 24 เมษายน 2567.) ถึงทางออกของปัญหานี้อยู่เหมือนกัน เขากล่าวว่า ความเหลื่อมล้ำเป็นผลมาจากทุนโลกาภิวัตน์ ที่มีการย้ายฐานการผลิตและการลงทุนในต่างประเทศง่ายขึ้นและมากขึ้น ทำให้เกิดการละทิ้งแรงงานในประเทศต้นทาง เพื่อไปหาแรงงานราคาถูกที่ปลายทาง อย่างไรก็ตาม โลกาภิวัตน์สร้างโอกาสทางอาชีพที่ดีให้กับแรงงานที่มีทักษะ ซึ่งทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น แต่คนที่ขาดทักษะจะไม่ได้รับโอกาส และถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ความแตกต่างทางด้านรายได้นี้ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำ ส่วนข้อเสนอของเขาในการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำคือการช่วยเหลือคนที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลังโดยให้รัฐบาลเข้ามามีส่วนร่วมในการฝึกอบรมแรงงานหรือสร้างแรงจูงใจให้บริษัทเอกชนอยากพัฒนาฝีมือแรงงาน เช่น บริษัทสามารถลดหย่อนภาษีได้ถ้าฝึกอบรมพนักงาน หรือรัฐอาจให้เงินอุดหนุนไปตามสัดส่วนจำนวนพนักงานที่บริษัทนั้นฝึกอบรม รวมทั้งลงทุนเทคโนโลยีที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต

​สาเหตุของความเหลื่อมล้ำที่มัสกินกล่าวมาข้างต้น ผู้เขียนเห็นด้วยที่ในระบบทุนนิยมกลุ่มคนที่มีทักษะที่นายทุนต้องการก็มีแนวโน้มที่จะได้รับค่าแรงสูงกว่าคนอื่นอยู่แล้ว อีกทั้งการปลดปล่อยทางความคิดและศักยภาพคือการพัฒนาพลังการผลิตที่มัสกินต้องการจะสื่อ หากมองในภาษามาร์กซิสต์ แต่มันยังมีอีกสาเหตุหนึ่งที่เขายังไม่ได้พูดถึงซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดความเหลื่อมล้ำในระบบทุนนิยมนั่นก็คือ “การขูดรีดมูลค่าส่วนเกิน” จากการทำงานของแรงงาน และถูกยึดไปเป็นของกรรมสิทธิ์เอกชนเจ้าของปัจจัยการผลิต รวมทั้งการผลิตล้นเกินที่มาจากการพัฒนาเครื่องจักรอัตโนมัติ ซึ่งนำไปสู่การลดต้นทุนแรงงานด้วยการปลดคนงานกับทำลายมาตรฐานการจ้างงานลง อันเนื่องจากการแข่งขันของชนชั้นนายทุน

​การขูดรีดมูลค่าส่วนเกิน คือ กำไรในระบบทุนนิยมไม่ได้มาจากกิจกรรมของนายทุนหรือเครื่องจักร แต่มาจากการทำงานของกรรมาชีพ โดยนายทุนจะจ้างกรรมาชีพมาผลิตสินค้า (เพิ่มมูลค่าให้กับวัตถุดิบ) แต่กรรมาชีพจะได้รับค่าแรงต่ำกว่ามูลค่าที่ตนเองสร้างขึ้น ซึ่งผลต่างระหว่างมูลค่าที่กรรมาชีพสร้าง และค่าแรงก็คือ “มูลค่าส่วนเกิน” ที่นายทุนขูดรีดไปจากการทำงานของกรรมาชีพ ซึ่งเป็นที่มาของกำไร และความมั่งคั่งของชนชั้นนายทุนนั่นเอง

  ​การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำนั้น ข้อเสนอของมัสกินอาจได้ผลในระดับหนึ่งแต่มันยังไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ตรงจุด เพราะไม่มีการกล่าวถึงนโยบายที่ท้าทายผลประโยชน์ของชนชั้นนายทุนอย่างจริงจัง เช่น การเก็บภาษีคนรวยในอัตราก้าวหน้าแล้วนำมาสร้างรัฐสวัสดิการให้กับประชาชนซึ่งถือเป็นการคืนความมั่งคั่งที่คนในสังคมร่วมกันสร้างกลับมาสู่สังคม แต่แน่นอนว่าชนชั้นนายทุนคงไม่ยอมให้เรื่องนี้เกิดขึ้นง่าย ๆ เขาพร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อรักษาความมั่งคั่งของตนเอาไว้ ดังนั้นพวกเราในฐานะชนชั้นกรรมาชีพจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากรวมตัวกันเป็นสหภาพแรงงานเคลื่อนไหวเรียกร้องรัฐสวัสดิการเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น  กระนั้นยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่เราควรตระหนักเอาไว้เสมอก็คือ ตราบใดที่ระบบทุนนิยมยังคงดำรงอยู่ ความเท่าเทียมที่แท้จริงจะไม่มีทางเกิดขึ้น ในระหว่างที่เราต่อสู้เพื่อรัฐสวัสดิการ เราจึงไม่ควรลืมเป้าหมายที่สำคัญที่สุดของเราคือการต่อต้านระบบทุนนิยม

ถ้าเห็นด้วยกับแนวทาง “องค์กรสังคมนิยมแรงงาน” เชิญสมัครสมาชิก

บทความอื่น ๆ