โดย ใจ อึ๊งภากรณ์ คอลัมน์ สากลนิยม
นสพ.สังคมนิยม มกราคม 2568
หลังชัยชนะของโดนัล ทรัมป์ ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ทรัมป์ ได้แต่งตั้งมหาเศรษฐีฝ่ายขวาสิบกว่าคนเป็นรัฐมนตรีหรือที่ปรึกษา หนึ่งในนั้นคือ อีลอน มัสก์ ดังนั้นฝ่ายบริหารสหรัฐอเมริกาภายใต้ทรัมป์ จะเป็นฝ่ายบริหารที่ร่ำรวยที่สุดในประวัติศาสตร์อเมริกา
มหาเศรษฐีปากหมาขวาจัด อีลอน มัสก์ เจ้าของสื่อสังคมหรือโซเชียลมีเดีย “X” และบริษัทผลิตรถยนต์ไฟฟ้า สัญญาว่าจะตัดงบประมาณรัฐบาล 2 พันล้านดอลล่าร์ และพูดว่าจะเกิด “ความเดือดร้อนชั่วคราว” แต่ความเดือดร้อนดังกล่าวไม่มีวันเกิดกับคนอย่าง มัสก์ หรือ ทรัมป์ แน่นอน เพราะรัฐบาลจะลดภาษีให้คนรวยและตัดงบประมาณการศึกษา สวัสดิการสังคม และสวัสดิการสุขภาพสำหรับประชาชนธรรมดา นี่คือ “สงครามเพื่อคนรวย” ของทรัมป์
อีลอน มัสก์ เคยพยายามสร้างชื่อให้ตนเองในไทยเมื่อปี ๒๕๖๑ ตอนที่ทีมฟุตบอล “หมูป่า” ติดอยู่ในถ้ำหลวงจังหวัดเชียงราย โดย มัสก์ อวดเก่งว่า เรือดำน้ำขนาดเล็กของเขาจะใช้กู้ภัยได้ แต่ในความจริงเรือลำนั้นไม่เหมาะสมเลยเพราะผ่านซอกเล็กๆ ในถ้ำไม่ได้ และเมื่อ มัสก์ ถูกปฏิเสธ ก็ออกมาด่านักดำน้ำที่เข้าถึงทีมฟุตบอลว่าเป็นคนชอบละเมิดเด็ก ซึ่งไม่จริงแต่อย่างใด
สภาพความเป็นจริงของสังคมสหรัฐปัจจุบันคือ สหรัฐเป็นหนึ่งในสังคมที่มีความเหลื่อมล้ำสูงที่สุดในโลก 20% ของความมั่นคั่งไหลไปสู่มหาเศรษฐีเพียง 1% และคนที่รวยสุด 0.1% มีทรัพย์สินเท่ากับประชาชน 90% ผลคือ อัตราการตายเพราะยาเสพติดสูงที่สุดในโลก คือ 18.75 ต่อประชากรหนึ่งแสนคน (อัตราเฉลี่ยของโลกคือ 2.08 ต่อประชากร 1 แสน) และประชาชนติดยาแก้ปวดโอปิออยด์เป็นจำนวนมาก จนถึงแก่กรรมเป็นแสน ประชาชนถูกบริษัทยาผลักดันให้ใช้ยาโอปิออยด์ เพื่อเพิ่มกำไรบริษัท และประชาชนยอมใช้ยาท่ามกลางปัญหาการเข้าไม่ถึงการประกันสุขภาพ แม้แต่ประชาชนที่มีประกันสุขภาพเพราะมีงานมั่นคง มักพบว่าประกันสุขภาพดังกล่าวไม่มีค่า เมื่อถูกบริษัทประกันปฏิเสธไม่ยอมจ่ายค่ารักษาพยาบาล
เมื่อไบรอัน ทอมป์สัน ประธานบริษัทประกันสุขภาพยักษ์ใหญ่ในสหรัฐถูกยิงตายเมื่อต้นเดือนธันวาคม 2024 ประชาชนจำนวนมากออกมาแสดงความสะใจ และออกมาด่ากับเปิดโปงพวกบริษัทประกันดังกล่าว
ในเมื่อ ทรัมป์ ตั้งรัฐบาลเศรษฐีเพื่อคนรวย และสัญญาว่าจะตัดสวัสดิการ เขาอ้างว่าเขาอยู่ข้างเคียงคนธรรมดาและกรรมาชีพได้อย่างไร? เขาอ้างว่าจะทำให้สภาพชีวิตของคนธรรมดาดีขึ้นเหมือนที่เคยเป็นหลังสงครามโลกครั้งที่สองได้อย่างไร? คำตอบคือ เขาใช้วิธีโกหกของฝ่ายขวาและฟาสซิสต์ทั่วโลกที่ชอบแกล้งวิจารณ์ “พวกอภิสิทธิ์ชน” แบบลอยๆ พร้อมกับปลุกกระแสเหยียดสีผิวเชื้อชาติ และเหยียดคนรักเพศเดียวกัน เพื่อเบี่ยงเบนความโกรธของประชาชนจากนายทุนใหญ่และคนรวยไปสู่เหยื่อของสังคม ทรัมป์ ประกาศศึกกับผู้ลี้ภัยจากลาตินอเมริกาและคนต่างชาติที่อยู่ในสหรัฐแบบ “ผิดกฎหมาย” เขาอวดว่าจะ “ส่งกลับ” คนจำนวนมาก
แต่การ “ส่งกลับ” คนต่างชาติหลายล้านคนจะมีผลกระทบในแง่ลบต่อเศรษฐกิจสหรัฐ เพราะนายทุนสหรัฐใช้งานคนที่อยู่อย่างผิดกฎหมายด้วยการจ่ายค่าจ้างในระดับต่ำ เพื่อทำงานประเภทที่คนสหรัฐไม่อยากทำ ไม่ต่างจากวิธีการของนายทุนไทย
การปลุกกระแสเหยียดสีผิวเชื้อชาติ เป็นวิธีการที่ฝ่ายขวาใช้ตั้งแต่สมัยฮิตเลอร์ “ผู้ร้าย” ของพวกนาซีคือชาวยิวที่พวกนี้โกหกว่า “คุมสังคม” ทรัมป์ โกหกเสมอว่ารัฐบาล ไบเดน ปล่อยให้คนต่างชาติเข้ามาแย่งงานจากชาวอเมริกัน ซึ่งการโกหกแบบนี้ช่วยสร้างความขัดแย้งภายในชนชั้นกรรมาชีพเพื่อหวังทำลายความสมานฉันท์ภายในขบวนการแรงงาน
ทรัมป์ พุ่งเป้าไปที่พรรคเดโมแครต โดยหาว่ารัฐบาลของ ไบเดน เป็นรัฐบาลของ “อภิสิทธิ์ชนเสรีนิยม” ที่ไม่สนใจคนธรรมดา ในแง่หนึ่งรัฐบาลของ ไบเดน เป็นรัฐบาลของอภิสิทธิ์ชนจริง แต่รัฐบาลของทรัมป์รอบแรกและรอบต่อไปก็ไม่ต่างเลย และการพูดถึง “ยุคทอง” ของกรรมาชีพอเมริกาหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เป็นการจงใจมองข้ามการเลือกปฏิบัติอย่างรุนแรงต่อคนผิวดำ และเป็นการมองข้ามการกดขี่ทางเพศที่ฝังอยู่ในสังคมอเมริกาสมัยนั้น
แต่แน่นอน ทรัมป์ ไม่สนใจคนผิวดำหรือคนลาติน และไม่สนใจสิทธิทางเพศ เขาเป็นนักการเมืองที่ต่อต้านสิทธิทำแท้ง และตัวเองมีประวัติการลวนลามสตรี เขาจงใจแต่งตั้งผู้พิพากษาในศาลชั้นสูงที่มีจุดยืนขวาจัด ซึ่งมีผลในการทำลายสิทธิทำแท้งทั่วประเทศที่ผู้หญิงเคยมี รัฐบาล “ทรัมป์สอง” คงจะพยายามทำลายสิทธิทำแท้งต่อไปในทุกรัฐ รวมถึงรัฐที่เคยหาช่องทางให้ผู้หญิงทำแท้งได้ แต่เราไม่ควรลืมว่ารัฐบาล ไบเดน ไม่ได้ทำอะไรเลยเพื่อให้ฟื้นฟูกฎหมายที่ให้สิทธิทำแท้งเลย
นักข่าวกระแสหลักบางคนเสนอว่า ทรัมป์ชนะเพราะสังคมอเมริกาถูกครอบงำโดยแนวคิด “ชายเป็นใหญ่” และคนไม่พร้อมจะเห็นผู้หญิงอย่าง คามาลา แฮร์ริส เป็นผู้นำประเทศ แต่การวิเคราะห์แบบนี้ไม่มีหลักฐานสนับสนุนแต่อย่างใด ในความเป็นจริงประชาชนอเมริกาจำนวนมากสนับสนุนสิทธิทำแท้งของสตรี มากกว่าจำนวนคนที่ลงคะแนนให้แฮร์ริสด้วยซ้ำ และรวมถึงคนในรัฐที่ทรัมป์ชนะ สาเหตุที่เขาไม่ออกไปใช้เสียงกันหรือไปลงให้ทรัมป์ มาจากความเบื่อหน่ายในการไม่ทำอะไรเลยสำหรับคนส่วนใหญ่ของรัฐบาลเดโมแครต พูดง่ายๆ คนสหรัฐ ทั้งหญิงและชายไม่มั่นใจว่า แฮร์ริสจะทำให้ชีวิตผู้หญิงดีขึ้น
ในกลุ่มแขกผู้ได้รับเชิญไปที่บ้านของ ทรัมป์ เพื่อรอฟังผลการเลือกตั้ง มีทีมนาซีฝ่ายขวาจากเยอรมันรวมอยู่ด้วย และทั้งทรัมป์ กับ อีลอน มัสก์ ก็สนับสนุนนักการเมืองฝ่ายขวาและฟาสซิสต์ทั่วโลก ทรัมป์มีเป้าหมายร่วมกับพวกนี้คือ อยากจะผลักดันการเมืองโลกไปทางขวา ซึ่งเขามองว่าจะเป็นประโยชน์กับฐานเสียงตนเองในสหรัฐ ดังนั้นเราเห็นทรัมป์พูดจาในลักษณะที่ไม่ต่างจากพวกฟาสซิสต์ที่อยู่ในรัฐบาลอิตาลี ออสเตรีย และฮังการี ตอนนี้ ขณะเดียวกัน ทรัมป์ ก็พูดจาสนับสนุนกลุ่มขวาจัดในสหรัฐด้วย อย่างไรก็ตามเราต้องเข้าใจว่า ทรัมป์ ไม่ใช่ ฟาสซิสต์ แต่เป็นนักการเมืองฝ่ายขวาที่พร้อมจะเชิดชูและสนับสนุนฟาสซิสต์
เรื่องนี้ไม่ใช่แค่การเล่นคำ เพราะขบวนการฟาสซิสต์มีเป้าหมายในการทำลายล้างทุกแง่ของระบอบประชาธิปไตยและการเมืองกระแสหลัก ผ่านการสร้างกองกำลังอันธพาลบนท้องถนน ที่ก่อความรุนแรงกับฝ่ายซ้าย ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม และสหภาพแรงงาน ในลักษณะ “ม็อบชนม็อบ” โดยที่รากฐานขบวนการสร้างฟาสซิสต์มาจากกลุ่มชนชั้นนายทุนน้อยและคนตกงาน แต่ ทรัมป์ ไม่พร้อมที่จะแตกหักจากการเมืองกระแสหลักและหน่วยงานของรัฐ และเขาไม่ได้สร้างกองกำลังคู่ขนานกับทหารหรือตำรวจ
ทุกวันนี้กรรมาชีพสหรัฐจำนวนมากไม่สามารถเก็บเงิน ไม่มีปัญชีเงินฝาก และรอวันเงินเดือนออกเพื่อจ่ายค่าที่อยู่อาศัยและซื้ออาหารการกิน และสำหรับคนเป็นล้านๆ ที่ขาดประกันสุขภาพ เขาจะกังวลเรื่องการเจ็บไข้ได้ป่วยในอนาคตที่จะทำให้เขาล้มละลาย แต่รัฐบาลของไบเดนไม่เคยสนใจเรื่องนี้และพร้อมจะหักหลังกรรมาชีพ ส่วน โดนัลด์ ทรัมป์ โกหกว่าสนใจปัญหากรรมาชีพ แต่แค่ขายนิยายพิษของการเหยียดสีผิวเชื้อชาติหรือการดูหมิ่นสิทธิทางเพศแทนที่จะแก้ปัญหาอย่างจริงจัง
ในเรื่องนโยบายต่างประเทศ ทรัมป์ กับ ไบเดน อาจแตกต่างกันในรายละเอียดบ้าง เช่น ทรัมป์ต้องการเก็บภาษีนำเข้าจากหลายประเทศ เช่น เม็กซิโก แคนาดา ประเทศในยุโรป และจีน รวมถึงสินค้าบริษัทจีนที่ผลิตในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในกรณีหลังมันทำให้อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทอ่อนตัวลงเมื่อเทียบกับเงินดอลล่าร์เมื่อทรัมป์ชนะการเลือกตั้ง ส่วนไบเดนมักสนับสนุนการค้าเสรี นอกจากนี้ ทรัมป์ต้องการให้สงครามยูเครนยุติเร็วๆ เพื่อให้สหรัฐเน้นการเผชิญหน้ากับจีน
แท้จริงแล้วทั้ง ไบเดนกับทรัมป์สนับสนุนนโยบายจักรวรรดินิยมของอเมริกาอย่างเต็มที่ และทั้งสองพร้อมจะแสดงความก้าวร้าวในเอเชียตะวันออกและเสี่ยงสงครามกับจีน เพราะจีนขึ้นมาเป็นคู่แข่งใหญ่ของสหรัฐ
ในกรณีอิสราเอล ทั้งสองรัฐบาลมีประวัติในการสนับสนุนการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวปาเลสไตน์ของอิสราเอล และพร้อมจะส่งอาวุธให้อิสราเอลอย่างต่อเนื่อง เพราะอิสราเอลเป็นประเทศที่ปกป้องผลประโยชน์จักรวรรดินิยมตะวันตกในตะวันออกกลาง
ในบางเรื่อง ทรัมป์เน้นการเสนอนโยบายต่างประเทศของอเมริกาอย่างอิสระ ในขณะที่พวกเดโมแครตยังอาศัยการสร้างแนวร่วมกับประเทศอื่น แต่เป้าหมายไม่ต่างกันคือเพื่อเสริมอำนาจของสหรัฐทั่วโลก
นักเคลื่อนไหวฝ่ายซ้ายในสหรัฐมองว่า กรรมาชีพสหรัฐและฝ่ายซ้ายจะต้องรณรงค์สร้างขบวนการต้านการเหยียดสีผิวเชื้อชาติที่ไม่อาศัยพรรคเดโมแครตหรือรัฐสภา และจะต้องเน้นการสร้างขบวนการในสถานที่ทำงานและบนท้องถนนอย่างต่อเนื่อง ต้องมีการสร้างขบวนการที่ต่อต้านการ “ส่งกลับ” คนที่อยู่อย่างผิดกฎหมาย เพราะมันจะทำลายครอบครัวของคนจำนวนมากและสร้างความเจ็บปวดเดือดร้อน ฝ่ายซ้ายต้องมีข้อเสนอที่จับต้องได้ จะต้องรณรงค์เพื่อสนับสนุนการนัดหยุดงานและปกป้องสิทธิทำแท้ง พวกที่เคยอ้างว่าเป็นฝ่ายซ้ายในพรรคเดโมแครต ไม่เคยออกมาเคลื่อนไหวคัดค้านโยบายปฏิกิริยาของไบเดนเลยและพรรคเดโมแครตไม่เคยยอมรับว่ากรรมาชีพสหรัฐกำลังเดือดร้อนอย่างหนัก ไม่เคยเสนอนโยบายก้าวหน้าที่จะแก้ปัญหาให้คนส่วนใหญ่ ซึ่งน่าจะครองใจคนได้ เช่นการสร้างรัฐสวัสดิการถ้วนหน้าผ่านการเก็บภาษีก้าวหน้า หรือการเพิ่มอัตราค่าจ้างผ่านการให้อำนาจสหภาพแรงงานเพิ่ม ทั้งนี้เพราะพรรคเดโมแครตผูกพันอย่างใกล้ชิดกับนายทุนสหรัฐ นอกจากนี้พรรคเดโมแครตไม่ยอมคัดค้านการเหยียดสีผิวเชื้อชาติของทรัมป์ แต่พยายามคล้อยตาม
การสร้างขบวนการเคลื่อนไหวไม่ใช่การฝันแบบลอยๆ เพราะเมื่อไม่นานมานี้ สหภาพแรงงานบริษัทสร้างเครื่องบินโบอิ้ง และสหภาพแรงงานท่าเรือก็มีการนัดหยุดงานที่มีพลัง อีกทั้งเมื่อไม่นานมานี้ขบวนการ Black Lives Matter (ชีวิตคนผิวดำสำคัญ) เคยระเบิดขึ้นบนท้องถนน และการรณรงค์สนับสนุนชาวปาเลสไตน์ในมหาวิทยาลัยต่างๆ ก็มีพลังเช่นกัน
ในระยะสั้นฝ่ายซ้ายควรรณรงค์ในชุมชนต่างๆ เพื่อหาทางในรูปธรรมที่จะปกป้องสิทธิทำแท้ง เช่นการจัดหายาทำแท้งที่ผู้หญิงใช้เองได้อย่างปลอดภัย ไม่ว่ามันจะผิดกฎหมายหรือไม่ ควรมีการเชื่อมโยงการสนับสนุนชาวปาเลสไตน์กับสหภาพแรงงานในสถานที่ทำงานต่างๆ ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นเรื่องของนักศึกษาเท่านั้น
ฝ่ายซ้ายในสหรัฐแตกแยกและถูกทำให้อ่อนแอ ส่วนหนึ่งมาจากการดึงนักเคลื่อนไหวฝ่ายซ้ายเข้าไปในพรรคเดโมแครต นักสังคมนิยมจะต้องจริงใจกับการสร้างพรรคมาร์คซิสต์ที่เน้นการเคลื่อนไหวนอกกรอบการเมืองกระแสหลัก และเชื่อมโยงคนหนุ่มสาวกับกรรมาชีพ ไม่ใช่ไปมองรัฐสภาหรือระบบศาล
ในระยะยาวนักเคลื่อนไหวฝ่ายซ้ายในสหรัฐมองว่า จะต้องมีการเสนอนโยบายที่ท้าทายระบบทุนนิยมไม่ใช่ปกป้องระบบที่ดำรงอยู่จากนโยบายของทรัมป์ อย่างที่พวกเดโมแครตเสนอ ในปัจจุบันกรรมาชีพกับคนจนจำนวนมากไม่พอใจอย่างยิ่งกับสภาพสังคมอเมริกาที่ดำรงอยู่ และไม่ว่าทรัมป์จะโกหกอะไรเกี่ยวกับการสนับสนุนคนธรรมดา เขาเป็นประธานาธิบดีของพวกมหาเศรษฐีกับนายทุน และไม่มีวันท้าทายระบบทุนนิยม
นอกจากนี้ฝ่ายซ้ายจะต้องพยายามเข้าถึงกรรมาชีพที่หลงสนับสนุนทรัมป์ เพื่อเสนอทางเลือกอื่นและเปิดโปงลักษณะแท้ของทรัมป์ ไม่ใช่ไปด่าพวกนี้ว่า “โง่” เพราะคนที่ลงคะแนนให้ทรัมป์ บ่อยครั้งเบื่อหน่ายกับการหักหลังคนทำงานของนักการเมืองเดโมแครต และการที่ผู้นำแรงงานระดับชาติแบบ “หมูอ้วน” ไม่ยอมนำการต่อสู้

