เฮเกลและลัทธิสตาลิน : การฆาตกรรมของ จาน สเตนส์

โดย Ross Wolfe
แปลและเรียบเรียงโดย ศุภวัฒน์ ตังอนุสรณ์สุข

โจเซฟ สตาลิน นิยมชมชอบที่จะเคลิ้มฝันว่าตนเองเป็นนักทฤษฎีผู้ยิ่งใหญ่แห่งการต่อสู้ของชนชั้นกรรมมาชีพ แต่ปัญหานั้นมันก็ติดอยู่อย่างเดียว: ความสามารถของเขานั้นพื้น ๆ และประดาษอย่างสุดๆ เมื่อเป็นเรื่องทางทฤษฎี ครั้งหนึ่ง, ขณะที่สตาลินนั้นพยายามที่จะคิดทฤษฎีเกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์ในที่ประชุม ช่วงกลางทศวรรษ 1920 เขาก็ถูกขัดจังหวะโดย เดวิด ริอาซานอฟ (David Riazanov) ผู้อำนวยการสถาบันมาร์กซ์-เองเกลล์ “หยุดเถอะ! โคบา [Koba เป็นชื่อเล่นของสตาลิน – ผู้แปล] คุณกำลังโชว์โง่ตัวเองอยู่นะ! พวกเราทุกคนน่ะต่างรู้ดีว่าเรื่องทางทฤษฎีไม่ใช่เรื่องที่คุณถนัดสักนิด” ไม่กี่ปีภายหลังจากข้อดูถูกนี้ ในปี 1937 ริอาซานอฟก็โดนสตาลินสั่งเก็บเป็นที่เรียบร้อย แต่ริอาซานอฟนั้น ไม่ใช่นักวิชาการเพียงคนเดียว ที่แม้จะได้รับการเคารพนับถือเป็นวงกว้าง แต่กลับตกเป็นเหยื่อผู้ไปบังเอิญสะกิดแผลใจความทระนงตนของสตาลิน อย่างไรก็ดี

นอกจากความรู้ทางเศรษฐศาสตร์ของเขาที่แสนจะเบาบาง เป็นที่ทราบกันดีว่าสตาลินนั้นบกพร่องอย่างหนักในด้านความรู้ทางปรัชญา เพื่อที่จะแก้ไขซึ่งข้อบกพร่องนี้ เขาจ้างนักปรัชญาหนุ่มคนหนึ่งผู้เฉลียวฉลาดอย่างเกินวัยภายในพรรค ซึ่งมาจากกลุ่มโบเชวิคในแลทเวีย จานิส สเตนส์ (Jānis Stens) หรือ จาน สเตนส์ (Jan Sten) แม้ว่าเขานั้นจะอายุน้อยกว่าสตาลินถึง 21 ปี แต่สเตนส์นั้นก็เป็นถึงบรรณาธิการในวารสารทฤษฎีชั้นนำของสหภาพโซเวียต วารสารที่ชื่อว่า ‘ภายใต้ร่มธงลัทธิมาร์กซ์’(Under the Banner of Marxism) และได้เลื่อนขั้นเป็นรองผู้อำนวยการสถาบันมาร์กซ์-เองเกลล์ ตำแหน่งที่รองลงมาจากริอาซานอฟ นอกจากนั้น สเตนส์ ยังทำหน้าที่อย่างโดดเด่นขณะประจำการอยู่กองทัพแดงในช่วงสงครามกลางเมือง

สเตนส์ออกแบบการสอนแบบหลักสูตรสัปดาห์ละสองครั้งสำหรับลูกศิษย์ที่แก่กว่าเขามากอย่างเจ้าหนูสตาลิน ซึ่งประกอบไปด้วยนักอุดมคตินิยมเยอรมันตามขนบแบบคลาสสิค (Classical German idealist tradition) และตามมาด้วยนักวิจารณ์ในยุคถัดมา นักคิดหลักๆ ที่มักพูดถึงคือ ได้แก่ อิมมานูเอล คานท์ (Immanuel Kant), โยฮันน์ ก็อตต์ลีบ ฟิชเท​ (Johann Gottlieb Fichte), ฟรีดริช วิลเฮล์ม โจเซฟ เชลลิง (Friedrich Wilhelm Joseph Schelling), เกออร์ก วิลเฮล์ม ฟรีดริช เฮเกล (Georg Wilhelm Friedrich Hegel) และลุดวิก ฟอยเออร์บาค (Ludwig Feuerbach) ตลอดจนไปถึงนักทฤษฎีมาร์กซิสต์ เช่น คาร์ล คอตสกี้ (Karl Kautsky) และ จอร์จี เพลคานอฟ (Georgi Plekhanov) และเฮเกลเลี่ยนจากอังกฤษ, ฟรานซิส เฮอร์เบิร์ต แบรดลีย์ (Francis Herbert Bradley) แต่ช่างน่าเสียดาย ที่สตาลินนั้นขาดไหวพริบเหลือเกินสำหรับการสั่งสอนเช่นนี้ และมักจะถามอยู่เสมอๆ ว่า “แล้วไอ่เรื่องพวกนี้มันเกี่ยวอะไรกับลัทธิ์มาร์กซ์ หรือการต่อสู้ทางชนชั้นยังไง?”

รอย เมดเวเดฟ (Roy Medvedev) — นักต่อต้านคอมมิวนิสต์อาวุโสที่มีอายุกว่า 98 ปีและยังมีชีวิตอยู่จนถึงบัดนี้ เขาเป็นผู้สนับสนุนระบอบปูติน — เล่าถึงหนึ่งในข้อความสำคัญของเขาในหนังสือ ‘ปล่อยให้ประวัติศาสตร์ตัดสินเถิด (Let History Judge)’ ถึงคำให้การของ ผู้นำบอลเชวิคเก่า เอฟเกนีย์ โฟรลอฟ (Evgenii Frolov) ดังนี้:

“แทบจะไม่มีใครรู้จักสตาลินได้ดีมากเท่ากับสเตนส์ อย่างที่พวกเราทราบกันดี สตาลินนั้น ไม่ได้รับการศึกษาอย่างเป็นระบบ แต่เขาดิ้นรนที่จะทำความเข้าใจคำถามในเชิงปรัชญาแม้ว่าเขาจะไม่เคยประสบผลสำเร็จเลยสักหน จนกระทั่ง ในปี 1925  เขาเรียกตัว จาน สเตนส์ เข้ามา หนึ่งในนักปรัชญามาร์กซิสต์ชั้นนำในช่วงเวลานั้น เพื่อที่จะกำกับดูแลการศึกษาของสตาลิน ‘วิภาษวิธีของเฮเกล (Hegelian dialectics)’ สเตนส์ร่างหลักสูตรการเรียนของสตาลินอย่างเป็นการเป็นงาน สัปดาห์ละสองครั้ง นำศาสตร์วิชาเฮเกลเลี่ยนไปสั่งสอนให้แก่ลูกศิษย์ผู้เลื่องชื่อ (ในช่วงปีนั้น วิภาษวิธีนั้นถูกศึกษาโดยระบบที่โปโครฟสกี้ (Mikhail Pokrovsky – นักประวัติศาสตร์มาร์กซิสต์สาธารณชนชาวโซเวียตคนหนึ่ง – ผู้แปล) ได้ทำไว้ให้แก่สถาบันศาสตราจารย์แดง (Institute of Red Professors) เป็นการศึกษาคู่ขนานระหว่างงานเขียน ‘ว่าด้วยทุน’ (Das Kapital) ของมาร์กซ์ ผนวกไปกับงานของเฮเกล ‘ปรากฎการณ์วิทยาของจิต’ (Phänomenologie des Geistes)) หลายต่อหลายหน สเตนส์ปรับทุกข์กับข้าพเจ้าถึงการสอนเหล่านี้ ถึงความลำบากลำบนที่เขา ในฐานะผู้สอน ต้องประสบกับความไร้ความสามารถที่นักเรียนของเขา ไม่อาจเชี่ยวชาญปรัชญาวิภาษวิธีของเฮเกลได้ สเตนส์มักจะมาหาข้าพเจ้าเสมอหลังจากการสอนกับสตาลิน ในสภาพที่เป็นอับเฉาและหม่นหมอง  และแม้ว่าโดยนิสัยแล้วเขาจะมีบุคลิกที่ร่าเริง เขาพบว่ามันเป็นเรื่องยากที่จะกลับมาอารมณ์ดีอีกครั้ง สเตนส์นั้นไม่ใช่เพียงแต่เป็นนักปรัชญาชั้นนำ แต่ยังเป็นนักกิจกรรมทางการเมือง และเป็นสมาชิกที่โดดเด่นของกลุ่มเลนินนิสต์ของโบเชวิคเก่า

การพบปะกับสตาลิน และบทสนทนาของเขาเกี่ยวกับความคิดทางปรัชญา สเตนส์มักจะยกปัญหาทางการเมืองในขณะนั้นมาพูดคุยเสมอๆ แต่มันยิ่งทำให้เขาได้เห็นธาตุแท้ของสตาลินยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ความมุ่งมั่นที่จะปกครองแต่เพียงผู้เดียว รวมถึงกลอุบายอันเจ้าเล่ห์และวิธีการที่จะนำความมุ่งมั่นนี้ ไปปฎิบัติจริง เมื่อในช่วงต้นของปี 1928 ในวงสนทนาเล็กๆ ของกลุ่มเพื่อนของเขา สเตน์กล่าวว่า: “โคบาจะทำสิ่งที่ทำให้ ‘การพิจารณาคดีของเดรย์ฟูส กับเบลิส (Beilis) ดูอ่อนลงไปเลยล่ะ” นี่คือคำตอบของเขาต่อคำถามของสหายในวงว่าการปกครองของสตาลินภายในสิบปีข้างหน้านี้จะเป็นเช่นไร ดังนั้น สเตนส์ไม่ได้พูดผิดแม้แต่น้อยถึงลักษณะการปกครองของสตาลิน หรือ การดำเนินของแผนการนองเลือดของเขา

การสอนของสเตนส์กับสตาลินนั้นจบลงในปี 1928 หลายปีต่อมาหลังจากนั้นเขาถูกไล่ออกจากพรรคเป็นเวลาหนึ่งปี และถูกเนรเทศไปยังอักโมลินสค์ (Akmolinsk) ในปี 1937 เขาถูกจับกุมจากคำสั่งโดยตรงของสตาลิน ซึ่งแจ้งว่าเขานั้นเป็นหนึ่งในผู้นำกลุ่มอุดมคตินิยมแมนเชวิค ในช่วงเวลานั้นโรงพิมพ์พึ่งพิมพ์ฉบับเล่มของสารานุกรมโซเวียตอันยิ่งใหญ่เสร็จ ซึ่งบทความหลักในนั้นเขียนโดนสเตนส์ หัวข้อ วัตถุนิยมวิภาษวิธีการแก้ปัญหาแบบปกติ และปัญหาเหล่านี้มันก็ช่างปกติเหลือเกินในหลายปีที่ผ่านมา คือการทำลายงานพิมพ์ทั้งหมด แต่ในกรณีนี้ต่างออกไป บรรณาธิการของสารานุกรมพบวิธีแก้ปัญหาที่ราคาถูกกว่า คือเปลี่ยนเพียงแค่หน้าเดียวในงานพิมพ์ทั้งหมด ซึ่งคือหน้าที่มีลายเซ็นของ จาน สเตนส์ วัตถุนิยมวิภาษวิธีให้ปรากฏเป็นชื่อของมิทิน M.B. Mitin, นักวิชาการอนาคตไกลและบรรณาธิการบริหารของวารสาร ปัญหาของปรัชญา (Problems of Philosophy – Вопросы философии) ดังนั้นเขาก็ได้ชื่อในงานตีพิมพ์แสนน่าสนใจนี้ไปโดยปริยาย ในวันที่ 19 มิถุนายน 1937 สเตนส์ถูกประหารในคุกเลฟอร์โตโว ในท้ายที่สุด

เพื่อสร้างความกระจ่าง, ลัทธิเฮเกลเลี่ยนในแบบของสเตนส์ นั้นไม่ใช่เพียงสำนักเดียวที่มีอยู่ในลัทธิมาร์กซิสต์สากล ในช่วงเวลาภายหลังจากการปฏิวัติเดือนตุลาเกิดขึ้นไม่นานนัก, แท้จริงแล้ว สำนักคิดเฮเกลเลี่ยนมาร์กซิสม์ของเขานั้นอยู่ตรงข้ามกับสำนักที่ผู้เขียน โดยส่วนตัวแล้ว โน้มน้าวใจกว่ามาก ซึ่งคือสำนักคิดของ จอร์จ ลูคัส (Georg Lukács), คาร์ล คอร์ช (Karl Korsch), เบลา โฟการาซี(Béla Fogarasi) และ โจซเซฟ เรไว (Jozsef Revai) สำนักคิดของสเตนส์นั้นเป็นสายธารทางปรัชญาที่นำโดยอดีตผู้นำเมนเชวิก อับราม เดโบริน (Abram Deborin) ซึ่งรวมไปถึงคนอย่าง นิโคไล คาเรฟ (Nikolai Karev) และอิสราเอล เวนชไตน์ (Israel Vainshtein) แต่ลัทธิสตาลินนั้น ปฏิเสธสองสำนักเฮเกลเลี่ยนที่มีอยู่นี้โดยสมบูรณ์

ลูคัส และ คอร์ช ได้ตีพิมพ์งานเขียนอันโด่งดังแห่งยุคสมัย ‘ประวัติศาสตร์และจิตสำนึกทางชนชั้น (History and Class Consciousness)’ กับ ลัทธิมาร์กซ์และปรัชญา (Marxism and Philosophy) เผยแพร่ห่างกันไม่ถึงเดือนในปี 1923 พวกเขานั้นถูกประณามเหยียดหยามโดยสองฝั่งหลักๆ ในปีถัดมา กริกอรี ซิโนเวียฟ (Grigorii Zinoviev) ผู้นำขบวนการโคมินเทิร์น มักจะเริ่มต้นโดยการโจมตีเขาแบบตัวบุคคล ดังข้อคิดเห็นในประชุมสภาครั้งที่ห้า “คอร์ชนั้นเป็นศาสตราจารย์ [เสียงจากฝูงชน ‘ลูคัสก็เป็นศาสตราจารย์!’]…. หากเรามีศาสตราจารย์เหล่านี้เพิ่มขึ้นๆ  ปั่นหมุนหยอกเย้าทฤษฎีมาร์กซิสต์ของเรา พวกเราคงจะหลงทาง เราไม่สามารถอดทนต่อทฤษฎีของพวกลัทธิแก้ในคอมมิวนิสต์สากลของเราได้”

เดโบรินและผู้ช่วยของเขาเพิ่มน้ำหนักทางทฤษฎีให้แก่การกล่าวประนามนี้ ด้วยการเขียนบทความขนาดยาวเพื่อโจมตี ลูคัส และ คอร์ช งานเขียนของเดโบรินที่มีชื่อว่า ‘จอร์จ ลูคัส และบทวิจารณ์มาร์กซิสม์ของเขา’ (Georg Lukács and His Criticism of Marxism) ซึ่งเป็นงานเขียนที่น่าผิดหวัง ที่ส่วนใหญ่พูดถึงคำวิจารณ์ของลูคัสที่มีต่อเองเกลส์ รวมไปถึงการที่เขาใช้ระบบวิธีคิดของ ‘นักทฤษฎีกระภุมพี’ เช่น เม็ก เวเบอร์ (Max Weber), จอร์จ ซิมเมล (Georg Simmel), ไฮน์ริช ริคเคิร์ต (Heinrich Rickert) และ อองรี แบร์กสัน (Henri Bergson) เขาดูจะไม่เล็งเห็นว่า การที่ลูคัสยกนักคิดเหล่านี้มาก็เพื่อวิพากษ์ หรือ วางรากฐานความคิดของเขา ในแนวคิดของมาร์กซ์เรื่องการบูชาสินค้า (commodity fetish)

บทวิพากษ์ของ อิสราเอล เวนชไตน์ ‘จอร์จ ลูคัส และทฤษฎีของการทำให้เป็นนามธรรม’ (Georg Lukács and His Theory of ‘Reification’) จาก 1924 นั้นมีสาระสำคัญกว่ามาก แต่อย่างไรก็ดี สเตนส์นั้น ก็ได้มีส่วนร่วมโต้เถียงในวงวิจารณ์นี้ ในปี 1925 เขาพยายามที่จะผนวกการเบี่ยงเบนทางปรัชญาของลูคัส เข้ากับ ‘โรคการเมืองไร้เดียงสา’ที่ถูกอธิบายไว้โดยเลนิน:

“ท่ามกลางบรรยากาศของภาระสำคัญทั้งหลาย[ของพรรค] และการขาดซึ่งธรรมเนียมที่เป็นไปอย่างหยั่งลึกและกว้างขวางในพื้นที่ของวัตถุนิยมวิภาษวิธีในพรรคคอมมิวนิสต์ ทฤษฎีมาร์กซิสต์ที่ถูกบิดเบือนปลอมแปลง เริ่มที่จะก่อร่างสร้างตำแหน่งแห่งที่ของตน งานเขียนทางปรัชญาของลูคัส, คอร์ช, โฟการาซี และคนอื่นๆ ย่อมจะถูกใช้เป็นแบบอย่างของการบิดเบือนและทัศนคติป่วยๆ เหล่านี้

โครงสร้างทางปรัชญาของลูคัสนั้นไม่ต้องสงสัยว่า มีรากฐานมาจากหนึ่งในช่วงเวลาที่มีการพัฒนาการของพรรคคอมมิวนิสต์ ปรัชญานี้ ซึ่งเป็นตัวแสดงถึงการบิดเบือนแบบอุดมคตินิยมของวัตถุนิยมวิภาษวิธี ปรัชญามาร์กซิสต์ ในหลายๆ แง่มุม ตกหล่นย้อนกลับไปสู่อุดมคตินิยมเฮเกลเลี่ยนแบบเก่า เผยให้เห็นในอย่างชัดเจนถึงความสัมพันธ์โดยตรงกับโรคฝ่ายซ้ายไร้เดียงสา ซึ่งทำให้การปฎิบัติทางการเมืองนั้นเต็มไปด้วยความยุ่งยาก กระบวนการของพัฒนาการจิตสำนึกของตนเองในชนชั้นกรรมมาชีพ ที่เริ่มต้นจากลูคัส และได้แนวคิดมาจากกฎเกณฑ์เชิงวัตถุวิสัยของพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ ความเข้าใจอย่างผิดๆ ของความสัมพันธ์ระหว่างเศรษฐกิจกับอุดมการณ์ แบบเดียวกันนี้… สามารถพบได้ในวิภาษวิธีแบบบิดเบือนของลูคัส ในตอนที่เขาอธิบายถึงประวัติศาสตร์ทางพัฒนาการของชนชั้นกรรมมาชีพ

บทความที่ลูคัสตีพิมพ์ในปี 1921 ในวารสารทางทฤษฎีของพรรคคอมมิวนิสต์เยอรมัน ‘Die Internationale’ ภายใต้หัวข้อของ “ความเป็นปกติวิสัยของมวลชนและกิจกรรมของพรรค” เผยให้เห็นอย่างชัดแจ้งถึงความสัมพันธ์ที่ลูคัสมีต่อปรัชญาและแนวความคิดแบบนักอัตวิสัย ซึ่งคือ โรคฝ่ายซ้ายไร้เดียงสา ในการเมือง…. เราได้เห็นความบิดเบือนทางการเมืองแบบผิดๆ สะท้อนมาให้เห็นในรูปแบบของทางปรัชญา”

เป็นเรื่องจริงที่ว่างานเขียนช่วงต้นของลูคัสจากปี 1919-1922 รวมไปถึง“ความเป็นปกติวิสัยของมวลชนและกิจกรรมของพรรค” บางครั้งอาจถูกจัดประเภทเป็นลัทธิซ้ายจัด (ultraleftism) ตามที่สเตนส์ได้อธิปรายไว้ เลนินนั้นไม่พอใจเป็นอย่างมากกับบทความหนึ่งที่ลูคัสเขียน “คำถามว่าด้วยลัทธิสภานิยม”(The Question of Parliamentarism) ในปี 1920 อย่างไรก็ตาม ลูคัสได้เพิ่มเติมในภายหลังว่าก่อนที่เลนินจะวิพากษ์งานชิ้นนี้ ว่าเขาได้อ่านงานของเลนิน “ฝ่ายซ้าย”คอมมิวนิสม์: โรคไร้เดียงสา และกลับมาโต้แย้งข้อวิจารณ์นี้อีกครั้งในปี 1921 ก่อนที่หนังสือ ประวัติศาสตร์และจิตสำนึกทางชนชั้น จะถูกตีพิมพ์:

“บทความของข้าพเจ้า [ว่าด้วยลัทธิสภานิยม] นั้นผิดพลาดอย่างสมบูรณ์ และข้าพเจ้าละทิ้งข้อเขียนเหล่านี้โดยไร้ซึ่งความลังเล แต่ข้าพเจ้านั้นขอเพิ่มเติมว่าข้าพเจ้านั้นอ่านงานของเลนิน “ฝ่ายซ้าย”คอมมิวนิสม์: โรคไร้เดียงสา เป็นที่เรียบร้อยแล้วก่อนที่เลนินนั้นจะวิพากษ์บทความของข้าพเจ้า และข้าพเจ้านั้นถูกโน้มน้าวใจอย่างหมดสิ้นโดยคำวิจารณ์ของเขาถึงคำถามว่าด้วยการมีส่วนร่วมในระบบสภานี้: ดังนั้น ข้อวิพากษ์ของเขาในงานเขียนของข้าพเจ้า ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรนัก ข้าพเจ้านั้นรู้อยู่ล่วงหน้าแล้วว่ามันผิด คุณจำสิ่งที่เลนินกล่าวใน “ฝ่ายซ้าย”คอมมิวนิสม์ — ว่ารัฐสภาของกระภุมพีนั้นถูกแทนที่อย่างสมบูรณ์ในแง่ของประวัติศาสตร์โลก ด้วยการก่อกำเนิดขององค์กรปฎิวัติแห่งพลังของกรรมมาชีพ โซเวียต แต่ทั้งนี้ นี่ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาถูกแทนที่ในแง่ของทางการเมือง — โดยเฉพาะเหล่ามวลชนในตะวันตกที่หมดศรัทธาในพวกเขา ดังนั้นคอมมิวนิสต์จำเป็นที่ต้องปฎิบัติงานทั้งในสภา รวมไปถึงนอกสภาด้วย”

คุณสามารถอ่านทั้งงานช่วงต้นแนวฝ่ายซ้ายจัดได้ในงานรวมเล่ม ‘ยุทธวิธีและศีลธรรม (Tactics and Ethics)’ ซึ่งมีทั้งงานเขียนของลูคัสในช่วงปลายอายุยี่สิบ แต่ควรค่าที่จะลองอ่านคำโต้กลับของลูคัสที่มีต่อ เดโบริน และคู่ปรับชาวฮังกาเรียนของเขา, ลาซารัส รูดาส (László Rudas) ในงานที่ไม่ได้ตีพิมพ์ ‘หางนิยมและวิภาษวิธี (Tailism and the Dialectic)’ [หางนิยม (Tailism) คือศัพท์ที่ใช้เรียกกลุ่มคนที่เชื่อว่า พรรคปฏิวัติไม่จำเป็นต้องจัดตั้ง ทำงานมวลชน เพราะระบบเศรษฐกิจและวิกฤติการเงิน จะปลุกจิตสำนึกชนชั้นกรรมมาชีพของมันเอง แล้วพรรคปฏิวัติค่อยมามีบทบาทภายหลังที่กรรมมาชีพถูกปลุกจิตสำนึกแล้ว ซึ่งคือ หาง/ปลายทาง ของสถานการณ์ ในงานเขียน พคท แทนคนพวกนี้ด้วยคำว่า ‘ลัทธิเศรษฐกิจ’ – ผู้แปล] ซึ่งเป็นงานที่พึ่งถูกค้นพบในคลังเอกสารของมอสโกเมื่อประมาณสิบห้าปีก่อน งานที่ลูคัสมุ่งเป้าไปที่สิ่งที่เขาเชื่อว่าเป็นตรรกะทางการเมืองของพวกแมนเชวิค ที่อยู่เบื้องหลังแนวทางของเดโบริน กล่าวอย่างชวนให้ประชดประชัน นี่คงหวนให้นึกถึงข้อกล่าวหาที่สตาลินใช้ยื่นฟ้องเดโบริน (ด้วยเหตุผลที่งี่เง่ากว่ามาก)

หลังจากที่ — ซึ่งประกอบด้วยชาวฮังกาเรียนโดยส่วนใหญ่ — กระแสธารเฮเกลเลี่ยนมาร์กซิสต์ผู้พูดภาษาเยอรมันอย่างลูคัส, คอร์ช และคนอื่นๆ ได้พ่ายแพ้ลง ฝ่ายตรงข้ามหลักของ เฮเกลเลี่ยนมาร์กซิสต์สำนักคิดเดโบริน นั้นคือสำนักที่เรียกว่า สำนัก ‘นักกลไกนิยม’นำโดย ลิวบอฟ อักเซลร็อด (Lyubov Akselrod) ผู้ซึ่งวิจารณ์เลนิน, บ็อกดานอฟ, กระทั่งเองเกลส์ ถึงการผูกมัดยึดติดความคิดของเขาไว้กับวิภาษวิธี อย่างไรก็ดี ในช่วงท้ายทศวรรษ 1920 สตาลินและเจ้าหน้าที่รัฐของเขา ตัดสินใจที่จะแบ่งแยกความแตกต่างในทางปรัชญา (เช่นเดียวกับที่เขาแบ่งในทางการเมือง ระหว่างฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวา) ในบันทึกการประชุมของสำนักงานการเมืองของสถาบันศาสตราจารย์แดงในเดือนธันวาคม 1930:

สตาลิน: เราจำเป็นต้องพลิกหัวพลิกหางและขุดหลุมลึกในกองปุ๋ยคอกที่สะสมปรัชญาและวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ ทุกสิ่งที่เขียนโดยกลุ่มของ เดโบริน นั้นจำเป็นต้องถูกบดขยี้ไปให้สิ้น เราอาจขับไล่สเตนส์และคาเรฟไปได้ สเตนส์ผู้อวดโอ้สารพัด แต่เขาก็เป็นเพียงลูกศิษย์ของคาเรฟเท่านั้น สเตนส์นั้นเกียจคร้าน ที่เขาทำเป็นอย่างเดียวก็คือพูด ส่วนคาเรฟก็ช่างอวดดีหัวสูงและเดินวางมาดคล้ายคนกระเพาะปัสสาวะพอง ในความเห็นของข้าพเจ้า เดโบรินนั้นช่างเป็นกรณีที่ชวนให้สิ้นหวัง แต่เขานั้นยังคงเป็นบรรณาธิการของ [‘ภายใต้ร่มธงลัทธิมาร์กซ์’(Under the Banner of Marxism)] ดังนั้นเราจะมีคนที่สามารถโค่นเขาได้ กองคณะบรรณาธิการนั้นจะมีสองฝั่งหลักๆ แต่พวกเราจะเป็นเสียงข้างมาก

คำถาม: เราจะสามารถเชื่อมโยงการต่อสู้บนทางทฤษฎี เข้ากับการบิดเบือนทางการเมืองได้ไหม?

สตาลิน: ไม่ใช่เพียงแค่ทำได้ แต่เรานั้นจำเป็นต้องทำ

คำถาม: แล้วคุณที่เคยจัดการกับ ‘ฝ่ายขวา’ มาก่อน ตอนนี้จะทำเช่นไรกับ ‘ฝ่ายซ้าย’?

สตาลิน: ความเป็นทางการนั้นปรากฏให้เห็น ภายใต้การอำพรางของเหล่าฝ่ายซ้าย มันถูกจัดวางบนจานอาหารพร้อมกับซอสของฝ่ายซ้าย คนหนุ่มสาวนั้นมีจุดอ่อนของความเป็นซ้าย และสุภาพบุรุษเหล่านั้นก็เป็นคนครัวชั้นดีเสียด้วย

คำถาม: แล้วทางสถาบันนั้นควรจะมุ่งเป้าไปที่สิ่งใดในพื้นที่ทางปรัชญา

สตาลิน: โค่นล้ม [Бить] นี่คือเป้าประสงค์หลัก ที่จะโค่นล้มทุกๆ ฝักฝ่ายและที่ที่ซึ่งยังไม่ถูกโค่นล้มมาก่อน พวกเดโบรินไนต์ที่เทิดทูลเฮเกลเป็นสัญลักษณ์ เพลคานอฟจำเป็นต้องถูกฉีกหน้ากากออก เขานั้นมักจะดูถูกเลนินอยู่เสมอ แม้แต่เองเกลส์ก็ไม่ได้ถูกต้องในทุกๆ เรื่องเสมอไป มีงานเขียนหนึ่งที่เขาให้ความเห็นเกี่ยวกับการเติบใหญ่ไปสู่สังคมนิยม บุคฮารินนั้นพยายามที่จะใช้มัน มันคงไม่ใช่เรื่องที่เลวร้ายนักหากพวกเราสามารถเชื่อมโยงเองเกลส์ในสักแห่งในงานเขียนของบุคฮาริน

ดังนั้น สตาลินกล่าวโจมตีอดีตครูสอนพิเศษของเขา พร้อมกับพวกเดโบรินไนต์ทั้งหลาย มาร์ค มิทิน (Mark Mitin) นักปรัชญาคนโปรดของสตาลิน ได้ต่อว่าตำหนิพวกเดโบรินและผู้ติดตาม ในตำราเรียนวัตถุนิยมวิภาษวิธีของเขาที่เขียนในปี 1934 ว่าเป็นพวก “อุดมคตินิยมแมนเชวิค”

ภายใต้ใบหน้าของพวกปฏิกิริยาอันลึกลับ ที่ชวนดึงดูดใจของเฮเกล ได้ทำให้แนวทางอุดมการณ์ของเราเสียหาย ในสหภาพโซเวียต มันยิ่งรุนแรงขึ้นเรื่อยๆโดยเฉพาะจากพวกกลุ่มนักปรัชญาที่นำโดยอับราม เดโบริน ผู้ที่ดึงปรัชญาโซเวียตลงมาให้ต่ำ ทำให้ปรัชญาความคิดจากมาร์กซ์และเลนิน ไปสู่เฮเกล แม้ว่าความสำเร็จอันโด่งดังของกลุ่มนักปรัชญาเหล่านี้คือการต่อสู้ขัดแนวกับพวกกลไลนิยม แต่การต่อสู้นี้ไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นความพึงพอ เนื่องจากมันถูกดำเนินการขึ้นบนจุดยืนที่ผิด พวกอุดมคตินิยมแมนเชวิคนั้นเรียนรู้วิภาษวิธีของเฮเกลอย่างผิดพลาดโดยสมบูรณ์ เพราะว่าไร้ซึ่งความเป็น วัตถุนิยม คู่ขาสำคัญของวิภาษวิธีของเฮเกล หากนีโอ-เฮเกลเลี่ยนตะวันตกนั้นคือพวกปฏิกิริยาผู้บิดเบือนการสอนของเฮเกล เช่นนั้น อุดมคตินิยมแมนเชวิค ก็เป็น เฮเกลเลี่ยน ลัทธิแก้มาร์กซิสม์

เดโบรินนั้นสามารถที่จะเอาตัวรอดจากการฆ่าล้างบางไปได้อย่างหวุดหวิด มีชีวิตอยู่จนถึงยุค 1960 แต่สเตนส์และคาเรฟไม่ได้โชคดีเท่าไหร่นัก สเตนส์ถูกยิงในหน้าร้อนของปี 1937 ส่วนคาเรฟถูกประหารในฤดูใบไม้ผิดในปีก่อนหน้า ในบทอันโด่งดังว่าด้วย “วิภาษาวิธีและประวัติศาสตร์ วัตถุนิยม”( Dialectical and Historical Materialism) บทสั้นๆ จากปี 1938 [เป็นงานเขียนของ สตาลิน – ผู้แปล]  ซึ่งเป็นไปได้ว่าน่าจะถูกเขียนโดยมิทิน สตาลินได้ออกมาปกป้องรักษาเฮเกลและวิภาษวิธีในแบบที่ขอไปทีอย่างที่สุด ที่น่าสนใจก็คือ ลูคัสแสดงความเห็นใจต่อการวิจารณ์เดโบรินของสตาลิน แม้หลังจากปี 1953 เมื่อเขานั้นไม่จำเป็นต้องแสดงตัวต่อสาธารณชนหรือตอบสนองต่อลัทธิบูชาตัวบุคคลของเขาอีกต่อไปแล้ว

ในปี 1930 ระหว่างที่ข้าพเจ้าได้อยู่ในสหภาพโซเวียตอย่างยาวนานเป็นหนแรก วงเถียงทางปรัชญานั้นได้วิพากษ์กันถึงเรื่องที่สตาลินออกมาขัดขวางต่อต้านเดโบรินและสำนักคิดของเขา แน่นอนว่า ลักษณะเด่นบางประการของลัทธิสตาลินได้แสดงให้เห็นในวงถกเถียงนี้ แต่ทั้งหมดที่ว่ามานั้น สตาลินปกป้องเป้าประเด็นสำคัญของมุมมองที่มีบทบาทสำคัญยิ่งต่อพัฒนาการของข้าพเจ้า สำหรับสิ่งที่เขานั้นทำคือโจมตีพวกที่เรียกตนเองว่าลัทธิเพลคานอฟสายออโทด็อกธ์ (Plekhanov orthodoxy) ซึ่งมีชื่อเสียงมากในรัสเซียในช่วงเวลานั้น เขาต่อต้านความจำเป็นที่ต้องมองว่าเพลคานอฟนั้นเป็นนักทฤษฎีแสนยิ่งใหญ่ ผู้ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการเชื่อมโยงเข้ากับมาร์กซ์ แต่สตาลินยืนกรานว่าตัวกลางคือธรรมเนียมของมาร์กซ์เลนินต่างหาก ซึ่งถือว่าถูกต้อง

ภายหลังจากสงครามโลกครั้งที่สอง เนื้อความว่าด้วยเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างเฮเกลกับลัทธิมาร์กซ์ ไม่มากก็น้อยถูกมองว่าเป็นเรื่องที่จบไปแล้ว อังเดรย์ ซดานอฟ (Andrei Zhdanov) หัวหน้านักโฆษณาชวนเชื่อของสตาลิน ได้สรุปข้อเห็นพ้องโดยทั่วกันของพรรคสตาลิน ในการบรรยายเดือนมิถุนายน ปี 1947 “ว่าด้วยปรัชญา” (On Philosophy) เขาสะท้อนให้เห็นถึงประสบการณ์ของวารสาร ‘ภายใต้ร่มธงลัทธิมาร์กซ์’ และการขับไล่พวกเดโบรินออกไป รวมถึงให้เฝ้าระวัง “การฟื้นตัวของลัทธิวิชาการ จากมุมมองตรงนี้ ช่างดูประหลาดที่การโต้เถียงเกี่ยวกับเฮเกลนั้นเกิดขึ้นที่นี่ คำถามของเฮเกลนั้นจบลงไปเสียนานแล้ว และไม่มีเหตุผลอันใดให้ต้องรื้นฟื้นมันขึ้นมาใหม่ ”

หลุยส์ อัลธูสเซอร์ (Louis Althusser) ได้ใช้คำพูดของซดานอฟ —“คำถามของเฮเกลนั้นได้จบลงไปนานแล้ว” ในคำกล่าวเปิดในบทความปี 1950 ของเขา “การกลับมาของเฮเกล: ถ้อยคำล่าสุดในลัทธิแก้วิชาการ (The Return To Hegel: The Latest Word in Academic Revisionism)” ที่โต้เถียงกับ ฌอง ฮิปโปลีต (Jean Hyppolite) และฌอง วาห์ล (Jean Wahl) เขาได้เขียนถึง ฌอง ลาครัวซ์ (Jean Lacroix) ถึงองค์ประกอบของบทความนี้ อัลธูสเซอร์ได้อธิบายว่าเขา “ลืมซดานอฟอย่างสนิทใจ ข้าพเจ้าพึ่งได้อ่านงานเขาใหม่เมื่อสองเดือนที่ผ่านมา ข้าพเจ้าพบในงานของซดานอฟ ว่าใจความสำคัญในบทสรุปของข้าพเจ้า และรวมไปถึงที่อื่นๆ ในบทความที่ข้าพเจ้าเขียน ได้วางเงื่อนไขอย่างแข็งแรงและทรงพลังกว่ามาก” บทความชิ้นนี้สามารถถูกมองได้ว่าเป็นคำทำนาย ถึงการต่อต้านลัทธิเฮเกลเลี่ยนอย่างรุนแรงของเขาในเวลาต่อมา

นอกเหนือไปจากการฆาตกรรมของครูสอนพิเศษวิชาเฮเกลของสตาลิน จาน สเตนส์ การที่สตาลินและลัทธิสตาลินนั้นสบประมาทมิติของเฮเกลเลี่ยน ในวิภาษวิธีของมาร์กเซี่ยนนั้น ไม่อาจถูกปฏิเสธไปได้ แม้กระทั่งนักปรัชญาสายสตาลิน-เติ้ง  โดเมนิโก้ โลซูร์โด (domenico losurdo) ได้ให้ประเด็นถึงการนำเสนอภาพของเฮเกลโดยสตาลินและซดานอฟว่าเป็นนักปฎิกิริยานิยมกษัตริย์ปรัสเซีย ในหนังสือ เฮเกลและเสรีภาพของสมัยใหม่ และ โลซูร์โด ได้ใช้เวลาอย่างยาวนานได้การแก้ต่าง “ตำนานสีดำ” [black legend – กล่าวถึงสตาลิน คำนี้อ้างอิงถึงหนังสือที่โลซูร์โดเขียนในปี 2008 Stalin: History and Critique of a Black Legend – ผู้แปล ] แทบจะไม่ต้องสงสัยถึงความเป็นธรรมของเขาที่มีต่อเรื่องเหล่านี้ ดังนั้น มันช่างน่าฉงนใจต่อผู้เขียนที่จะได้เห็นสตาลินนิสต์ในยุคหลังๆ ละเลยปกปิดความเป็นปรปักษ์ของสำนักคิดนี้ ด้วยการประกาศตนถึงความภักดีอุทิศตนต่อเฮเกล

____________________

แปลและเรียบเรียงจาก The Charnel-House, Hegel and Stalinism: The murder of Jan Sten, https://thecharnelhouse.org/2024/08/13/hegel-and-stalinism-the-murder-of-jan-sten/

ถ้าเห็นด้วยกับแนวทาง “องค์กรสังคมนิยมแรงงาน” เชิญสมัครสมาชิก

บทความอื่น ๆ