โดย ชัยศูทร
นับตั้งแต่งานฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ปี 2568 ที่เพิ่งสิ้นสุดไปหลังจากที่หยุดการจัดงานไปตั้งแต่การแพร่ระบาดของ COVID-19 ปี 2563-2566 ในช่วงกระแสการเมืองพุ่งสูงปี 2563-2564 เริ่มมีการตั้งคำถามเกี่ยวกับงานฟุตบอลประเพณี หรือการเรียกร้องให้ล้มเลิกการจัดงาน แต่ในที่สุดงานฟุตบอลประเพณีก็กลับมาอีกครั้ง ภายใต้ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจการเมือง อภิสิทธิ์ชน ความสวยงาม และเส้นสาย
งานฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์มีที่มาตั้งแต่ปี 2477 โดยกลุ่มคนบุกเบิกฟุตบอลประเพณีเป็นนักเรียนในโรงเรียนมัธยมชั้นนำในกรุงเทพฯ ที่ต้องการหวนรำลึกกถึงความสัมพันธ์ในรั้วโรงเรียนที่ตนจบการศึกษา และงานฟุตบอลประเพณีเป็นไปเพื่อการสันทนาการเท่านั้น แต่เมื่อกระแสลมจากมหาอำนาจเริ่มเข้ามา ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป การผงาดขึ้นของระบบอำนาจนิยมและเผด็จการเบ็ดเสร็จจากการสนับสนุนของประเทศจักรวรรดินิยมสหรัฐอเมริกา ทำให้งานฟุตบอลประเพณีถูกแทรกแซงจากอำนาจรัฐ เช่น การสรรเสริญชนชั้นนำตามแบบลัทธิบูชาตัวบุคคล การเยี่ยมชมงานของชนชั้นนำ เป็นต้น จนนำไปสู่ระบบอำนาจอย่างโซตัสในหมู่ผู้ทำกิจกรรมและผู้ที่ต้องการเป็นส่วนหนึ่งของงาน
เมื่อลมแห่งเสรีนิยมใหม่พัดเข้าสู่ประเทศไทย งานฟุตบอลประเพณีจึงเริ่มมีการเชิดชูความงามของผู้นำเชียร์ ผู้ถือลูกฟุตบอล ผู้นั่งบนเสลี่ยง หรือผู้ถือสัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัย เพื่อตอกย้ำถึงชุดความคิด “ความงาม” ตามแนวทางกระแสหลักทุนนิยมที่สร้างขึ้นอันเป็นต้นทุนทางสังคมชนิดหนึ่ง โดยมีลักษณะตายตัว คับแคบ และขัดแย้งกับความเป็นจริงของผู้คนในสังคมที่หลากหลายแตกต่างกัน แต่ก็มีการท้าทายและตั้งคำถามมากขึ้น ความนิยมและมูลค่าของกิจกรรมความงามแบบคับแคบจึงลดลงเรื่อย ๆ เช่นเวทีประกวดความงาม
จากประสบการณ์ของผู้เขียนที่พบเห็นกลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่ซ้อมผู้นำเชียร์อย่างเอาเป็นตาย ปัญหาประการหนึ่งที่พบเห็นได้ชัดที่สุดคือระบบโซตัส ระบบที่มีความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ในเชิงอายุและอาวุโส ผู้มีอายุหรือยศฐาบรรดาศักดิ์สูงกว่ามีอำนาจมากกว่าผู้น้อย และผู้น้อยควรเชื่อฟังและทำตามอย่างเคร่งครัด ผู้ฝึกผู้นำเชียร์มักจะใช้อำนาจในฐานะผู้ควบคุมหรือสิ่งใดก็ตามในการละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ทั้งทางกาย วาจา และจิตใจ เช่น การกรรโชกหรือว้าก หรือการสั่งให้ทำในสิ่งที่ไร้เหตุผลและลดทอนความเป็นมนุษย์ จากตรงนี้ แสดงให้เห็นว่า ระบบทุนนิยมเสรีนิยมใหม่มองมนุษย์ว่า มนุษย์คือสินค้าชนิดหนึ่ง อีกทั้งยังเปลี่ยนชนชั้นกรรมาชีพให้มีจิตสำนึกที่ผิดพลาดจากความเป็นจริงทางเศรษฐกิจการเมืองและเปลี่ยนจิตสำนึกของมนุษย์ให้มองตนเองเป็นสินค้าด้วย
ในบางครั้ง ผู้ฝึกมักเป็นศิษย์เก่าที่เรียนจบออกไป แต่เผชิญกับการขูดรีดและภาวะแปลกแยกภายใต้ระบบการทำงานและเศรษฐกิจแบบทุนนิยม ทำให้พวกเขาต้องการแสดงออกถึงอำนาจด้วยจิตสำนึกที่ผิดพลาด แม้ศิษย์เก่าเหล่านี้จะมีอำนาจในการฝึกผู้นำเชียร์ แต่พวกเขาก็ยังเป็นชนชั้นกรรมาชีพคอปกขาวไร้อำนาจต่อรองในที่ทำงาน
ระบบโซตัสมองมนุษย์ไม่เท่าเทียมกันสนับสนุนลำดับชั้นทางสังคม ฝึกเตรียมกรรมาชีพในรั้วมหาวิทยาลัยให้ยอมจำนนต่อระบบขูดรีดมูลค่าส่วนเกินในที่ทำงาน รุ่นพี่เหนือกว่ารุ่นน้องเพียงเพราะอายุมากกว่าและเข้าเรียนมหาวิทยาลัยมาก่อน ทั้งที่พวกเขาต่างก็เป็นมนุษย์เช่นเดียวกัน ทัศนคติดังกล่าวสอดคล้องกับความสัมพันธ์ทางอำนาจในระบบทุนนิยมที่นายทุนเพียงไม่กี่คนมีอำนาจในการตัดสินใจหรือบริหารระบบเศรษฐกิจ
ปัญหาอีกประการหนึ่งก็คือ แรงสนับสนุนและอำนาจของสมาคมศิษย์เก่าของทั้งสองมหาวิทยาลัยที่คอยผลักดันให้เกิดงาน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือมหาวิทยาลัย เช่น การบริจาคเงิน บริจาคสิ่งของ หรือการช่วยเหลือทางการเงินแก่นักศึกษาที่มีปัญหาทางการเงิน โดยอาศัยความสัมพันธ์ของ “สถาบันนิยม” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแนวคิด “ชาตินิยม” ที่มุ่งสถาปนาความเป็นหนึ่งเดียวและสมบูรณ์แบบในการยึดโยงกับนักศึกษาปัจจุบัน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า งานฟุตบอลประเพณีไม่ได้มาจากฉันทานุมัติของนักศึกษา แต่มาจากกลุ่มศิษย์เก่าที่มักเป็นนายทุนหรือข้าราชการระดับสูง ซึ่งมักได้ประโยชน์จากแนวคิดชาตินิยมดังกล่าว ในการสนับสนุนความสัมพันธ์แบบลำดับชั้นในสังคม
ถึงกระนั้น ก็ยังคงมีนักศึกษาที่ใช้กิจกรรมเหล่านี้แสดงออกถึงต่อสู้ทางการเมืองในประเด็นต่าง ๆ อันเป็นการกระทำนอกคอกของงาน เช่น กิจกรรมล้อการเมือง และการแปรอักษร เป็นต้น

