โดย กองบรรณาธิการ
คะแนนพรรคฟาสซิสต์ ทางเลือกเพื่อเยอรมัน (AfD) ขึ้นมาเป็นอันดับสองในการเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎรสหพันธรัฐของเยอรมนี ซึ่งเป็นผลจากการรณรงค์หาเสียงปลุกปั่นการเหยียดเชื้อชาติผู้อพยพของบรรดาพรรคการเมืองกระแสหลัก
ผลเอ็กซิตโพลเมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ 16 ก.พ. 68 ปรากฎว่า พรรคสหภาพประชาธิปไตยคริสเตียน (CDU) ซึ่งเป็นพรรคอนุรักษ์นิยมได้อันดับหนึ่งด้วยคะแนนเสียงร้อยละ 29 เพิ่มขึ้นร้อยละ 5, พรรค AfD ได้คะแนนเสียงอันดับสอง ร้อยละ 19.5 เพิ่มขึ้นเกือบสองเท่าจากการเลือกตั้งปี 2021
พรรค AfD ถือเป็นปีกรัฐสภาของกลุ่มอันธพาลขวาจัด ที่ต้องการให้มีการเนรเทศผู้อพยพออกจากประเทศ อลิซ ไวเดล ผู้นำพรรคกล่าวถึงคะแนนที่เพิ่มขึ้นว่าเป็น “ความสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์” และกล่าวว่า “จะคอยไล่กัด” พรรคการเมืองที่เหลือให้ผลักดันนโยบายเหยียดเชื้อชาติ
ส่วนพรรคสังคมประชาธิปไตยเยอรมนี (SPD) ซึ่งเป็นพรรคการเมืองที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน ทำผลงานได้ย่ำแย่ที่สุดคือ ร้อยละ 16.4
เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ก่อนการเลือกตั้ง ผู้นำพรรค CDU ฟรีดริช แมร์ทซ์ ส่งสัญญาณว่าจะ “จัดตั้งรัฐบาล” ด้วยเสียงสนับสนุนจากพรรค AfD เพื่อผ่านญัตติที่เรียกร้องให้มีการควบคุมการอพยพย้ายถิ่นอย่างเข้มงวดยิ่งขึ้น เป็นการทำลาย “กำแพงไฟ” ที่กั้นระหว่างพรรคกระแสหลักและกลุ่มฟาสซิสต์ แต่มวลชนออกมาประท้วงต่อต้านแมร์ทซ์ ทำให้การเข้าร่วมเป็นพันธมิตรกับพรรค AfD ยากขึ้น ขบวนการต่อต้านฟาสซิสต์กลุ่มใหม่ได้ระดมคนหลายแสนคนออกมาเดินขบวนตามท้องถนนในเมืองต่างๆ ทั่วประเทศ เหตุการณ์นี้ทำให้พรรคฝ่ายซ้าย Die Linke ชนะการเลือกตั้งด้วยคะแนนเสียงร้อยละ 8.5 เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.5 อันเป็นผลมาจากกระแสต่อต้านฟาสซิสต์ดังกล่าว และยังเป็นพรรคเดียวที่ไม่หันขวาในประเด็นผู้อพยพตามพวกพรรคกระแสหลัก อีกทั้ง หัวหน้าพรรค ไฮดี ไรชินเน็ก นำการเคลื่อนไหวในรัฐสภา โจมตีความพยายามร่วมมือกับกลุ่มฟาสซิสต์ของเมิร์ซ
ไม่กี่วันก่อนการเลือกตั้ง แมร์ทซ์เคยหน้าไหว้หลังหลอก ออกมาเตือนว่า “พรรคการเมืองฝ่ายขวาจัดกำลังเข้มแข็งไปทั่วทั้งยุโรปและสหรัฐอเมริกา แต่แมร์ทซ์เอาแต่ปลุกเร้าเหยียดเชื้อชาติและโยนบาปให้ผู้อพยพยิ่งกว่าเดิม เขาอ้างว่า การปราบปรามผู้อพยพเท่านั้นที่จะหยุด “การก้าวสู่กระแสขวาประชานิยม” ได้ ทำให้อลิซ ไวเดล หัวหน้าพรรค AfD อวดว่าพรรค CDU ได้ช่วย “ยกระดับ” นโยบายของพรรคเธอ “เกือบ 100%”
ในด้านพรรค SPD โอลาฟ ชอลซ์ หัวหน้าพรรคเคยออกมาตอบโต้เหตุการณ์แทงด้วยมีดและขับรถไล่ชนที่เกิดขึ้นหลายครั้งด้วยการหยิบเอาประเด็นผู้อพยพย้ายถิ่นที่ AfD พูดถึงมาใช้ เมื่อสัปดาห์นี้เอง ชอลซ์กล่าวว่า หากเขาได้รับการเลือกตั้ง เขาจะเพิ่มความพยายามขับไล่ “อาชญากรต่างชาติ” ออกจากประเทศ
ในส่วนพรรคกรีนได้คะแนนเสียงร้อยละ 13.5 ส่วนพรรคแนวเสรีนิยม (FDP) ดูเหมือนว่าจะชนะหนึ่งที่นั่ง แต่พรรคแนวอนุรักษ์ปีกขวาที่แยกตัวจาก Die Linke คือพรรคพันธมิตรของซาห์รา วาเกนเน็คท์ (BSW) ไม่สามารถผ่านเกณฑ์คะแนนร้อยละ 5 ได้ สะท้อนว่า การประนีประนอมกับนโยบายเหยียดเชื้อชาติผู้อพยพของ AfD มีผลทำให้จุดยืนของ AFD กลายเป็นเรื่องปกติเท่านั้น
แมร์ทซ์อาจตั้งรัฐบาลผสมกับพรรค SPD และพรรคกรีนได้ แต่จะยิ่งเร่งให้เกิดวิกฤตการเมืองของเยอรมนี เพราะชอลซ์ ที่เคยเป็นผู้นำรัฐบาลผสมของพรรคกรีนและพรรคเสรีนิยม FDP ไม่สามารถแก้ปัญหาความเดือดร้อนของชนชั้นกรรมาชีพ ไม่ขึ้นภาษีคนรวย และยังเตรียมลดการใช้จ่ายภาครัฐ ในขณะเดียวกันก็ยินดีหาเงินมาสนับสนุนโครงการเสริมกำลังอาวุธมูลค่า 84,000 ล้านปอนด์เพิ่ม นอกเหนือจากการใช้จ่ายด้านการทหารประจำปีในช่วงหลังสงครามยูเครน
แมร์ทซ์จะไม่สามารถแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำที่รุมเร้าสังคมเยอรมันขณะนี้ได้ เนื่องจากเขาสัญญาว่าจะให้ความช่วยเหลือทางการทหารแก่ยูเครนมากขึ้น แต่ด้วยภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ รัฐบาลแมร์ทซ์จะยิ่งบีบให้ชนชั้นกรรมาชีพต้องแบกรับภาระและทำให้ผู้อพยพเป็นแพะรับบาปให้กับความล้มเหลว
องค์กรสังคมนิยมจากเบื้องล่าง (SVU) ผู้ร่วมประท้วงต้านฟาสซิสต์เสนอว่า ขบวนการต่อต้านฟาสซิสต์ต้องดำเนินการจัดตั้งต่อไป และต้องเสนอทางเลือกอื่นแทนแนวเสรีนิยมใหม่ที่กำลังเสื่อมถอย และแม้พรรค Die Linke จะเป็นพรรคที่ไม่หันขวาตามพรรคอื่น แต่ก็เคยหักหลังผู้ลงคะแนนเพื่อให้จัดตั้งรัฐบาล
แปลและเรียบเรียงจาก
German elections: mainstream parties laid ground for fascist AfD surge. กุมภาพันธ์ 2568. จากเว็บไซต์หนังสือพิมพ์พรรคกรรมาชีพสังคมนิยม UK.
ภาพ: อลิซ ไวเดล ผู้นำพรรคฟาสซิสต์ AfD

