ยกระดับข้อถกเถียงประกันสังคมสู่รัฐสวัสดิการ

โดย วัฒนะ วรรณ

​จากกระแสการตรวจสอบการใช้งบประมาณ “ประกันสังคม” โดย ส.ส.พรรคประชาขน สู่ข้อเสนอปฎิรูปประกันสังคมให้เป็นองค์กรอิสระแบบกองทุนบําเหน็จบํานาญข้าราชการ (กบข.) โดยทีมประกันสังคมก้าวหน้า ซึ่งให้เหตุผลว่า “สามารถจ้างมืออาชีพมาบริหารจัดการได้อย่างง่ายไม่ติดกรอบระเบียบราชการ” ซึ่งก็สอดคล้องกับข้อเสนอของคุณอรุณี ศรีโต อดีตผู้นำแรงงานที่เป็นนักต่อสู้มายาวนาน

​กบข. เป็นหน่วยงานที่ไม่มีสถานะเป็นส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ ไม่ต้องนำส่งรายได้เป็นรายได้แผ่นดิน อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงการคลัง และมีสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินเป็นผู้ตรวจบัญชี กิจการของกองทุนไม่อยู่ในบังคับแห่งกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ กฎหมายว่าด้วยพนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ และกฎหมายว่าด้วยประกันสังคม โดยคณะกรรมกองทุนจะมีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน และผู้บริหารระดับสูงหน่วยงานรัฐอื่นเป็นกรรมการอีกจำนวนหนึ่ง

​ในรูปธรรมการกำกับดูแลของกองทุน กบข. จึงอยู่ภายใต้คณะกรรมการที่เป็นผู้บริหารหน่วยงานรัฐนั่นเอง ไม่ได้เป็นอิสระจากรัฐ

​ส่วนที่มองว่าโครงสร้างที่เหมือนเป็นอิสระของ กบข. มีประสิทธิภาพการลงทุนมากกว่าประกันสังคมก็ไม่น่าจริงด้วย ถ้าไปดูผลตอบแทนในการลงทุนเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี กบข.ทำผลตอบแทนได้ปีละ 2.97% ส่วนกองทุนประกันสังคมทำผลตอบแทนได้ปีละ 2.59% ซึ่งถ้าดูตัวเลขแค่นี้ ก็จะพบว่า กบข.มีประสิทธิภาพในการลงทุนมากกว่า แต่ถ้าดูลึกกว่านั้นเมื่อนำสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงสูงมาเปรียบเทียบกัน จะพบว่า กบข. มีสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง เช่นหุ้นในบริษัทเอกชนสูงกว่าประกันสังคม โดย กบข.ลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงสูง 40% ของกองทุน ส่วนประกันสังคมมีสัดส่วนลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงสูงเพียง 29% ซึ่งถ้าเปรียบเทียบกันแบบหยาบ ผลงานของการลงทุนทั้งสองกองทุนใกล้เคียงกัน หรือประกันสังคมอาจจะมีประสิทธิภาพมากกว่าด้วย

​ที่มาที่ไปของแนวคิดสร้างองค์กรอิสระที่เป็นกลางปราศจากอิทธิพลทางการเมือง อาจจะต้องย้อนกลับไปเรียนบทเรียนในอดีตสักหน่อย มันอาจจะไม่ใช่ยาสามัญประจำบ้านที่จะสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้สมดังตั้งหวัง จุดเริ่มที่มีอิทธิพลทางความคิดมากๆ ก็คงเป็นเหตุการณ์ต่อสู้กับเผด็จการทหารในเดือนพฤษภาคม ปี 2535 ชัยชนะของประชาชนครั้งนั้นที่ประกอบไปด้วยชนชั้นกลาง กรรมาชีพทั้งเอกชนและรัฐวิสาหกิจ มีข้อเสนอในการปฏิรูปสังคมในหลายด้าน การสร้างองค์กรอิสระที่ปราศจากนักการเมืองจึงเกิดขึ้น ด้วยความที่ไม่ไว้นักการเมืองที่ถูกมองว่ามาจากผู้มีอิทธิพลหรือบ้านใหญ่ในภาษาสมัยนี้ จนสำเร็จในรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540

​แต่ต้องไม่ลืมว่าข้อเสนอชุดความคิดแบบนี้ ที่ไม่ไว้ใจนักการเมืองและเชื่อมั่นในองค์กรอิสระ เป็นส่วนหนึ่งที่ขบวนการฝ่ายขวาใช้ปลุกระดมมวลชนเป็นนั่งร้านให้รัฐประหาร 2 ครั้งที่ผ่านมาด้วย ส่วนองค์กรอิสระที่ถูกจัดตั้งมานับตั้งแต่รัฐธรรมนูญปี 40 ล้วนแสดงอภินิหารเป็นอิสระจาก “ประชาชน” ที่ไม่สามารถตรวจสอบควบคุมได้มากนัก

​ในงานบริหารหน่วยงานสาธารณะที่บริการประชาชน องค์กรสังคมนิยมแรงงานเคยเสนอให้ใช้ระบบไตรภาคี ที่ประกอบด้วย หนึ่ง ผู้แทนผู้ให้บริการ เช่น ผู้แทนจากสหภาพแรงงาน แพทย์ พยาบาล นักสังคมสงเคราะห์ และเจ้าหน้าที่ธุรการ ฯลฯ สอง ผู้แทนผู้ใช้บริการ หรือผู้บริโภค สาม ผู้แทนทางการเมือง ที่มาจากการเลือกตั้ง โดยต้องควบรวมสวัสดิการทุกระบบให้เป็นระบบเดียว ใช้ระบบภาษีอัตราก้าวหน้าในการจัดการงบประมาณ และพัฒนาไปสู่ระบบ “รัฐสวัสดิการ”

​รัฐสวัสดิการ เป็นระบบสวัสดิการรูปแบบที่พัฒนาไปถึงระดับสูงสุดสำหรับระบบทุนนิยม ถูกสร้างขึ้นภายใต้แนวคิดสังคมนิยมประชาธิปไตย มีลักษณะพิเศษแตกต่างจากระบบสวัสดิการแยกส่วนหรือเฉพาะเจาะจงคือ เป็นระบบครบวงจรที่ดูแลพลเมืองทุกคนตั้งแต่เกินจนตาย โดยเน้น “ผลในการสร้างความเสมอภาคในสังคมที่วัดได้” ไม่ใช่แค่การเปิดโอกาสที่เท่าเทียมเท่านั้น เพราะต้องคำนึงถึงโอกาสที่แตกต่างกันระหว่างคนจนกับคนรวย นั่นหมายความว่าการสนับสนุนบางครั้งบางคนอาจจะได้รับมากกว่าคนอื่นในบางเรื่อง เป็นสวัสดิการถ้วนหน้าคือพลเมืองทุกคนมีสิทธิ์ที่จะได้รับ ไม่เจาะจงว่าต้องเป็นคนจนสุดเท่านั้น ไม่ต้องพิสูจน์ความจน เป็นระบบสวัสดิการเดียวสำหรับพลเมืองทุกคนที่อาศัยรัฐเป็นผู้บริหาร เป็นระบบสวัสดิการที่อาศัยงบประมาณจากการเก็บภาษีทางตรงในอัตราก้าวหน้า คือคนรวยจ่ายมาก คนจนจ่ายน้อย

               เวลามีข้อเสนอให้สร้างรัฐสวัสดิการ มักจะมีข้อโต้แย้งในทางเศรษฐศาสตร์มากมายซึ่งไม่ใช่ปัญหาในการโต้แย้ง เนื่องจากไทยปัจจุบันไม่ใช่ประเทศยากจน และมีความสามารถทางเศรษฐกิจ ไม่ได้แตกต่างจากยุคที่ประเทศต่างๆ ในยุโรปเริ่มสร้างรัฐสวัสดิการ และที่สำคัญรัฐสวัสดิการมันสามารถสร้างได้ตามความสามารถในการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ แต่อุปสรรคหลักมักจะเป็นเรื่อง “การเมือง” มากกว่า มันเป็นการแข่งแนวกันทางการเมืองในการปกป้องผลประโยชน์ทางชนชั้นระหว่างแนวเสรีนิยมของกลุ่มทุนและฝ่ายอนุรักษ์นิยมที่จะเสียประโยชน์ กับชนชั้นล่าง กรรมาชีพ ชาวนายากจน ซึ่งการต่อสู้ทางการเมืองเพื่อสร้างรัฐสวัสดิการจึงไม่สามารถอาศัยพลังของ “ชนชั้นกลาง” ได้

​จุดยืนทางการเมืองของชนชั้นกลางในมุมมองมาร์กซิสต์มักจะโลเล  ถ้าเมื่อไหร่ข้ามขอบเขตของการตรวจสอบ “คอรัปชั่น” ไปสู่การแย่งผลประโยชน์ทางชนชั้น จากความพึงพอใจก็จะกลายเป็นศัตรูกัน กรณีประกันสังคม ถ้าจำกัดกรอบไว้ที่การตรวจสอบ “คอรัปชั่น” จะได้รับการสนับสนุนจากชนชั้นกลาง สื่อกระแสหลัก แต่ถ้าก้าวไปสู่การเพิ่มสวัสดิการ เก็บภาษีกลุ่มทุนคนรวยเพิ่ม จะถูกต่อต้านจากชนชั้นกลาง สื่อกระแสหลัก

​การเสนอแบบนี้ไม่ใช่ว่าจะไม่เห็นด้วยกับการตรวจสอบคอรัปชั่น มันมีประโยชน์ มันช่วยชี้ให้เห็นความโสมมของพวกผู้ปกครอง เลนินเคยเสนอว่า บางครั้งกระแสการต่อสู้ตกต่ำนักปฏิวัติก็อาจจะต้องทำงานในคอกหมูหรือสภาของรัฐทุนนิยมบ้าง แต่ชนชั้นล่าง กรรมาชีพ ต้องตระหนักว่ากระแสสนับสนุนจากชนชั้นกลางไม่ใช่มิตรแท้ คาดหวังไม่ได้ ถ้าไม่ใช้โอกาสนี้ขยายแนวคิดไปสู่กรรมาชีพ ชาวนาจน เพื่อสร้างขบวนการทางการเมืองเพื่อผลักดันกระแสสังคมไปสู่การสร้างรัฐสวัสดิการ กรรมาชีพจะไม่ได้อะไรเลย ถ้าไม่ยกเลิกจ่ายเงินสมทบลูกจ้าง เปลี่ยนมาใช้เงินจากการเก็บภาษีก้าวหน้าจากคนรวยแทน ระบบจะไม่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพและสวัสดิการต่างๆ เพิ่มขึ้นได้ และการสร้างข้อเสนอแบบนี้กรรมาชีพก็มีความชอบธรรมมากๆ ด้วยความร่ำรวยทั้งหมดของสังคมมาจากการทำงานของกรรมาชีพแต่แรก เพียงแต่ว่ารัฐทุนนิยมก่อนหน้านั้นจัดสรรส่วนแบ่งไม่ยุติธรรมคนจำนวนน้อยเพียง 1% ร่ำรวยมหาศาล ส่วนคนส่วนใหญ่อีก 99% มีชีวิตอย่างยากลำบาก

​การต่อสู้ทางการเมืองที่สำคัญในยุคนี้ คือ การต่อสู้กับรัฐอำมาตย์เผด็จการทหารที่มีพรรคเพื่อไทยเป็นนายหน้า การต่อสู้เพื่อปฏิรูปทางการเมืองให้มีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ ยกเลิกกฎหมายอาญามาตรา 112 ที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองเล่นงานฝ่ายประชาธิปไตย และการปล่อยนักโทษการเมืองทั้งหมด เป็นเรื่องสำคัญ ถ้าขบวนการแรงงานไม่ต่อสู้ทางการเมืองในประเด็นเหล่านี้โดยร่วมมือกับคนหนุ่มสาวที่ไม่พอใจสภาพสังคมที่เป็นอยู่ ก็จะไม่สามารถต่อสู้ให้เปิดการเปลี่ยนแปลงในการเพิ่มสวัสดิการต่างๆ รวมถึงเป้าหมายสูงสุดคือรัฐสวัสดิการได้

​แต่มันก็ยังไม่พอ เพราะเรามีบทเรียนมากมายในการต่อสู้ที่ผ่านมา การใช้เพียงสหภาพแรงงานหรือขบวนการมวลชนหลวมๆ ไม่เพียงพอ เราต้องมี “พรรค” กรรมาชีพที่ก้าวหน้าที่สุดต้องร่วมกันสร้างพรรคของเราเอง พรรคจะต้องแข่งแนวการเมืองในทุกเรื่องกับพวกพรรคปฏิกิริยาเสรีนิยม ซึ่งอาจจะรวมถึงพรรคประชาชนด้วยโดยเฉพาะในเรื่องเศรษฐกิจและการสร้างรัฐสวัสดิการ เราต้องสามารถแข่งแนวช่วงชิงการสนับสนุนจากพรรคนายทุนที่ใช้นโยบายเอาใจคนจนแบบพรรคเพื่อไทยด้วย ถ้าไม่มีพรรคเราจะเป็นเพียงผู้ชมไม่สามารถกำหนดการเมืองและออกแบบสังคมได้ เราจึงต้องมีความเห็นเกี่ยวกับเรื่องสำคัญๆ ในสังคม การพูดแต่ประวัติศาสตร์และท่องทฤษฎีอย่างเดียวไม่พอ และไม่ใช่พูดแต่เรื่องเดียวแบบการเคลื่อนไหวเครือข่ายประเด็นเดียว นอกจากนั้น พรรคจะต้องเป็นพรรคของมวลชน พรรคต้องเก็บรวบรวมข้อเรียกร้องที่ก้าวหน้าของขบวนการประชาชนส่วนต่างๆ มาเป็นส่วนหนึ่งในนโยบายการต่อสู้ของพรรค

ถ้าเห็นด้วยกับแนวทาง “องค์กรสังคมนิยมแรงงาน” เชิญสมัครสมาชิก

บทความอื่น ๆ