ผู้เขียน เมืองไม้
ความคิดที่ว่าเค้าโครงเศรษฐกิจเป็นคอมมิวนิสต์นั้นกลายเป็นความเข้าใจทั่วไปของสังคม ความคิดนี้อ้างว่าชุดความคิดที่ปรีดีนำมาใส่ในเค้าโครงเศรษฐกิจนั้นเป็นคอมมิวนิสต์ หรือแม้กระทั่งการซ่อนคำว่า “ศรีอาริยะ” ไว้ในงานเขียนซึ่งสะท้อนความเป็นคอมมิวนิสต์ หรือแม้กระทั่งการใช้เหตุผลว่าในเมื่อสังคมนิยมเป็นหนทางไปสู่คอมมิวนิสต์ งานเขียนของปรีดีซึ่งเป็นสังคมนิยมจึงเป็นคอมมิวนิสต์อยู่ดี แต่การสืบสาวความเป็นคอมมิวนิสต์ของตัวบุคคลในฐานะปรีดีไม่ได้เป็นหลักยืนยันว่าเค้าโครงเศรษฐกิจเป็นคอมมิวนิสต์เสมอไป เพราะงานเขียนไม่ได้สัมพันธ์กับตัวบุคคลในทุกกรณี การโจมตีตัวบุคคลเพื่ออ้างเหตุผลนั้นถือเป็นตรรกะวิบัติโจมตีตัวบุคคล (Ad hominem) ดังนั้น ไม่มีความจำเป็นที่ต้องตัดสินงานดังกล่าวโดยอ้างถึงตัวบุคคล แต่ดูที่ตัวบทว่า เป็นถึงขั้นคอมมิวนิสต์หรือไม่
ในขณะที่นครินทร์เสนอ 3 ประเด็นหลักสำหรับเรื่องนี้ไว้ในหนังสือ การปฏิวัติสยาม พ.ศ. 2475 ประเด็นแรก ลัทธิคอมมิวนิสต์ในความหมายที่สะท้อนผ่านพรบ.คอมมิวนิสต์ (2476) ได้กำหนดความหมายไว้กว้างกว่าที่ตะวันตกเข้าใจ เพราะเป็นการรวมลัทธิคอลเล็คติวิสต์ (Collectivism) หรือลัทธิสเตตโซเชียลิสม์ (State Socialism) เข้าไปด้วย นี่คือสิ่งซึ่งหม่อมเจ้าวรรณไวทยากร วรวรรณซึ่งเป็นเจ้านายรุ่นหนุ่ม ผู้เขียนหนังสือพิมพ์ประชาชาติ ออกมาวิจารณ์พระยามโนปกรณ์นิติธาดา (นครินทร์, 2553, หน้า 227) จะเห็นได้ว่าการเข้าใจคอมมิวนิสต์ที่ผิดนั้นเป็นฐานสำคัญของวาทกรรมสังคมนิยมทุกชนิดเป็นคอมมิวนิสต์ ในขณะที่จำเป็นต้องแยกส่วนระหว่าง สังคมนิยมซึ่งเน้นเรื่องเศรษฐกิจ คอมมิวนิสต์ในความหมายของการปฏิวัติแบบมาร์กซ์ เองเกลส์ และเลนิน และคอมมิวนิสต์ของสตาลินซึ่งสื่อนัยยะทั้งปฏิวัติและเผด็จการ ออกจากกันให้ชัด
ประเด็นที่สอง เมื่อรัชกาลที่ 7 วิจารณ์เค้าโครงเศรษฐกิจว่าเหมือนกับรัสเซียทุกประการ ซึ่งคือคอมมิวนิสต์และความเป็นเผด็จการ นี่ทำให้ภาพแทนที่มีต่อเค้าโครงเศรษฐกิจเปลี่ยนไปอย่างง่ายดาย การพิจารณาเนื้อหาก็ถูกลืมไป ผู้คนต่างกลัวและเกลียดเค้าโครงฉบับนี้เพราะถูกตีตราว่าเป็นคอมมิวนิสต์ (ซึ่งตรงนี้ตัดสินไม่ได้ว่าเป็นความตั้งใจรวมความหมายของคอมมิวนิสต์อย่างผิดพลาดหรือเป็นเพราะความเข้าใจผิดในทางปรัชญา) อย่างไรก็ตาม เค้าโครงฉบับนี้ถูกปัดตก และปรีดีก็ถูกไล่ออกจากประเทศ โดยที่ฝ่ายกลุ่มเจ้านายซึ่งกำลังอยู่ในสถานะเพลี้ยงพล้ำก็ใช้เครื่องมือตรงนี้ในการต่อสู้กับคณะผู้นำประเทศใหม่ และต่อรองให้หน้าที่ของรัฐในทางเศรษฐกิจดำเนินไปในแบบที่ไม่ส่งผลกระทบต่อฝ่ายตนเองจนเกินไป (นครินทร์, 2553, หน้า 341-5, 362-5) ประเด็นนี้ยังถูกผลิตซ้ำเรื่อย ๆ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา และโดยเฉพาะในช่วงคณะกู้บ้านเมืองที่อ้างกรณีนี้และเน้นย้ำถึงอันตรายเพื่อหลอกล่อทหารและราษฎรให้มาร่วมมือกับฝ่ายตน (นครินทร์, 2553, 378-9)
ในประเด็นที่สาม เค้าโครงเศรษฐกิจแท้จริงแล้วเสนอการทำประเทศให้เป็นสังคมนิยมแบบสหกรณ์ครบรูป (นครินทร์, 2553, หน้า 367) ซึ่งไม่เกี่ยวกับคอมมิวนิสต์ หรือโซเวียตในยุคสตาลิน เพราะหากพิจารณาไปในรายละเอียดของเค้าโครงแล้ว ไม่ได้เสนอการทำลายชนชั้น การทำอุตสาหกรรมโดยให้มีการวางแผนจากสภาโรงงาน การลดความแตกต่างระหว่างชนบทกับเมือง การริบทรัพย์คนรวย หรือแม้กระทั่งการยกเลิกการขูดรีด อย่างที่มาร์กซ์และเองเกลส์เสนอในแถลงการณ์พรรคคอมมิวนิสต์ มันจึงไม่มีรูปธรรมคอมมิวนิสต์แบบมาร์กซิสต์ หากพิจารณาดังนี้แล้ว เค้าโครงเศรษฐกิจเน้นย้ำการทำงานที่ตรงกันข้ามกับฝ่ายรัฐบาลสมบูรณาญาสิทธิราชย์ซึ่งทำแนวเสรีนิยม เสนอให้รัฐบาลพลเมืองบริหารจัดการเศรษฐกิจด้วยการแทรกแซงซึ่งจะมีประสิทธิภาพกว่าอยู่ภายใต้บริบทเศรษฐกิจในขณะนั้น
การถกเถียงเรื่องเค้าโครงเศรษฐกิจของปรีดีว่าเป็นคอมมิวนิสต์หรือไม่ ยังคงเป็นประเด็นสำคัญอยู่ในปัจจุบัน มันเป็นการต่อสู้เพื่อแย่งชิงอำนาจนำ (hegemony) ทางการเมือง ในขณะที่ฝ่ายเจ้าหรือรักเจ้าก็มองว่าเค้าโครงนั้นเป็นคอมมิวนิสต์เพื่อให้ความชอบธรรมกับการให้เจ้าปกครองหรือแม้กระทั่งให้ความถูกต้องกับรัชกาลที่ 7 ที่ได้วิจารณ์เค้าโครงนี้ไว้ ในทางตรงกันข้ามฝ่ายนิยมคณะราษฎรหรือฝ่ายนิยมประชาธิปไตยก็โต้ว่าเค้าโครงทั้งหมดนี้ไม่ได้เป็นคอมมิวนิสต์แต่เป็นเพียงสังคมนิยมเท่านั้น ซึ่งพูดถึงการจัดการแรงงาน ที่ดินและทุนเพื่อความสุขสมบูรณ์ของราษฎร ในปัจจุบันเค้าโครงเศรษฐกิจนั้นถูกไปผูกโยงกับการสืบสวนว่าปรีดีเป็นคอมมิวนิสต์ ซึ่งปรากฏในภาพยนตร์ 2475 Dawn of Revolution ในขณะเดียวกันก็มีการแสดงละครเวที Before 2475 ของคนรุ่นใหม่ ปรากฏการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามใช้สื่อเพื่อสร้างกระแสคำอธิบายของฝ่ายตนเองเพื่อโต้เถียงกันในประเด็นนี้ต่อไป

