ประวัติศาสตร์ของมนุษย์ทุกยุคสมัยพยายามค้นหาคำตอบว่ามนุษย์มาจากไหน เกิดขึ้นได้อย่างไร และมนุษย์ในสมัยก่อนดำรงชีวิตอย่างไรถึงนำพาให้พวกเราได้อยู่รอดมาถึงปัจจุบันนี้ มนุษย์พยายามค้นหาคำตอบนี้และในอดีตเนิ่นนานมาแล้วเชื่อว่า พระเจ้าสร้างโลกและมนุษย์ และเป็นผู้กำหนดชะตากรรมมนุษย์ ความเชื่อนี้ดำรงคงอยู่นับพันปี และหากมีผู้ใดตั้งคำถามหรือพยายามเปลี่ยนแปลงความเชื่อนี้จะต้องถูกสังคมลงโทษและบางคราวรุนแรงถึงขั้นลงทัณฑ์ต่อชีวิต ดังเช่น กาลิเลโอที่ถูกศาสนจักรลงโทษให้ดื่มยาพิษเพราะไม่เชื่อว่าโลกแบน
มนุษย์ในอดีตมีชีวิตอยู่อย่างลำบากและไร้เทคโนโลยี ทำให้มนุษย์พยายามปรับปรุงเครื่องมือและศาสตร์ในการดำรงชีวิต จนกระทั่งพัฒนาเทคโนโลยีทำให้เดิมดำเนินชีวิตแบบเร่ร่อนและเก็บของป่า มนุษย์ไม่ต้องเร่ร่อน ล่าสัตว์ใหญ่และเพาะปลูกได้ และมีสภาพการดำรงชีวิตแบบที่เราเห็นทุกวันนี้
จนกระทั่งเมื่อศตวรรษที่ ๑๙ ชาร์ล ดาร์วิน นักธรรมชาติวิทยาผู้ซึ่งเรียนวิชาเทววิทยา ที่เคมบริดส์ ออกเดินทางรอบโลกเป็นระยะเวลา ๕ ปีพร้อมกับนักธรรมชาติวิทยาคนอื่นๆ ในโครงการสำรวจธรรมชาติรอบโลกของรัฐบาลอังกฤษ การเดินทางนี้มีเป้าหมายที่อเมริกาใต้ การสำรวจรอบโลกนี้ต่อมาทำให้ ดาร์วิน เขียนหนังสือชื่อ “การกำเนิดของชนิดพันธุ์โดยกระบวนการคัดสรรโดยธรรมชาติ” ในเนื้อหาหนังสือเล่มนั้นสร้างความตกใจแก่สาธารณชนอย่างมาก ในคำนำของหนังสือเล่มนี้ เขาสรุปทฤษฎีของตนเองดังนี้ “ในขณะที่มีสิ่งมีชีวิตเกิดขึ้นมากกว่าส่วนที่ตายไปและส่วนที่ยังมีชีวิตอยู่ก็ต่างดิ้นรนเพื่อมีชีวิตรอดต่อไป สิ่งมีชีวิตที่มีลักษณะหรือท่าทางที่ได้เปรียบมากกว่าภายใต้เงื่อนไขและสภาพแวดล้อมที่หลากหลายนั้น ย่อมมีโอกาสที่ดีกว่าในการอยู่รอด ด้วยเหตุนี้จึงเรียกได้ว่า สิ่งมีชีวิตนั้นถูกคัดเลือกโดยธรรมชาติ และตามหลักการถ่ายทอดมรดกทางพันธุกรรม สิ่งมีชีวิตที่ถูกคัดเลือกแล้วมีแนวโน้มที่จะเจริญเติบโตและออกลูกหลานใหม่และเปลี่ยนแปลงไปในภายภาคหน้า “ (มนุษย์โบราณภาค1หน้า 21. สนพ.อัมรินทร์ 2553)
ชาร์ล ดาร์วิน ยังสรุปต่อไปว่า การคัดเลือกโดยธรรมชาตินี้มนุษย์ก็ไม่ยกเว้นด้วยเช่นกัน และทฤษฎีของเขาไปไกลถึงขนาดว่า มนุษย์มีวิวัฒนาการมาจากเอป (ลิงไร้หาง) เพราะเอปตัวโตและขนาดสมองใหญ่กว่าลิงพันธุ์อื่น และเอปบางกลุ่มถูกคัดเลือกโดยธรรมชาติ ทำให้มีชีวิตอยู่รอดและวิวัฒนาการมาเป็นมนุษย์ทุกวันนี้ และในขณะที่เอปบางสายพันธ์ุปรับตัวไม่ได้ก็สูญหายไป ข้อสรุปนี้ก็ไม่เกินจริงแต่อย่างใดเนื่องด้วยมีหลักฐานว่ามนุษย์สายพันธุ์นีอัลเดอร์ทัลซึ่งเคยมีชีวิตอยู่ในโลกนี้ก็สาปสูญจากโลกนี้ไปเมื่อประมาณกว่า 40,000 ปีมาแล้ว ซึ่งนักโบราณมานุษยวิทยาพยายามหาสาเหตุว่า เหตุใดพวกเขาสูญพันธุ์?
ทฤษฎีวิวัฒนาการของชาร์ล ดาร์วิน ต่อมา เฟเดอริค เองเกิลส์ นักมาร์คซิสต์ได้นำมาต่อยอดทฤษฎีวิวัฒนาการ เองเกลส์ มองว่า “การทำงาน” มีส่วนสำคัญในวิวัฒนาการจากเอปมาเป็นมนุษย์ ด้วยการยืนสองขา ทำให้มือสามารถทำงาน เมื่อมือใช้ทำงานก็ไม่มีความจำเป็นที่มนุษย์จะเดินด้วยมือ การเดินสองขา การใช้มือหยิบจับสิ่งของหรือทำงาน เป็นขั้นตอนสำคัญที่ทำให้เอปวิวัฒนาการกลายเป็นมนุษย์
เมื่อมนุษย์ได้วิวัฒนาการแล้ว มีคำถามว่าแล้วสังคมมนุษย์ในยุคบุพกาลอยู่กันอย่างไร ในหนังสือ “กำเนิดครอบครัว” ที่แปลและเรียบเรียงโดย กุหลาบ สายประดิษฐ์ ก็ได้เสนอว่า ในยุคบุพกาล สังคมมนุษย์จำเป็นต้องร่วมมือกันเพื่อความอยู่รอด และไม่มีการแข่งขันกันกันแต่อย่างใด ทั้งมีการนำผลผลิตที่ได้จากการทำงานมาแบ่งปันกัน แต่เมื่อสังคมได้เข้าสู่ยุคทาส ซึ่งทำให้นายทาสไม่ต้องทำงานแต่ดำรงชีพด้วยการกดขี่แรงงานทาส ทำให้สังคมที่เดิมเคยร่วมมือร่วมใจกันทำงานแปรเปลี่ยนสภาพไปเป็นทำงานเพราะถูกบังคับและไม่มีความสุขกับงาน ซึ่งได้ตกทอดมาจนถึงยุคปัจจุบัน
นักเสรีนิยมมักใส่ร้ายคนธรรมดาว่ามีธรรมชาติเห็นแก่ตัว และชอบการแข่งขัน และธรรมชาติของมนุษย์นี้เปลี่ยนไม่ได้ ซึ่งนักมาร์คซิสต์มองว่า ไม่จริง รูปธรรมการร่วมมือกันทำงานไร้การแข่งขันในสังคมบุพกาลคือคำตอบ แต่สาเหตุที่มนุษย์ในระบบทุนนิยมต้องแข่งขันและเห็นแก่ตัวเพราะสภาพความเป็นอยู่ของมนุษย์ต่างหากที่กำหนดให้เขาเป็นเช่นนั้น รวมทั้งระบบทุนนิยมไม่มีตาข่ายใดๆ รองรับหรือปกป้องกรรมาชีพหรือคนธรรมดา


