โดย พัชณีย์ คำหนัก
บทความเรื่อง บทบาทของสหภาพแรงงานในการต่อต้าน: มุมมองทางทฤษฎี ประวัติศาสตร์ และการเปรียบเทียบ เขียนโดย Ralph Darlington ซึ่งเป็นศาสตราจารย์กิตติคุณสาขาความสัมพันธ์ในการจ้างงาน ที่มหาวิทยาลัย Salford สหราชอาณาจักรตั้งแต่ปี 1991 เขาได้ทบทวนความสำคัญของสหภาพแรงงานในการต่อต้านการกดขี่ขูดรีดของระบบทุนนิยมและลัทธิเสรีนิยมใหม่ โดยกล่าวถึงวิวัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของสหภาพแรงงาน บทบาทของสหภาพแรงงานในการต่อสู้ทางชนชั้น และธรรมชาติที่ขัดแย้งกันของสหภาพแรงงาน ซึ่งมีทั้งท้าทายและปรองดองกับระบบทุนนิยม
1. บทบาททางประวัติศาสตร์ของสหภาพแรงงาน
สหภาพแรงงานเกิดขึ้นเพื่อตอบโต้การเอารัดเอาเปรียบของทุนนิยมในช่วงการปฏิวัติอุตสาหกรรม หน้าที่หลักของสหภาพแรงงานคือปกป้องสิทธิของแรงงาน ปรับปรุงค่าจ้าง และร่วมกันต่อต้านการควบคุมของนายจ้าง โดยช่วงเวลาสำคัญทางประวัติศาสตร์ของการต่อสู้ของสหภาพแรงงาน ได้แก่ ยุคศตวรรษที่ 19 – ยุคแรกของสหภาพแรงงานและการหยุดงาน เช่นในประเทศสหราชอาณาจักร สหภาพแรงงานยุคแรกก่อตั้งขึ้นในหมู่คนงานฝีมือแรงงานเพื่อผลักดันค่าจ้างที่ดีขึ้น, ขบวนการชาร์ติสต์ (ช่วงปี ค.ศ. 1830-40) เรียกร้องให้แรงงานมีตัวแทนทางการเมือง, ในสหรัฐอเมริกา อัศวินของแรงงาน (ค.ศ. 1869) และต่อมาคือสหพันธ์แรงงานอเมริกัน (AFL) ก่อตั้งขึ้นเพื่อเจรจากับนายจ้าง
ยุคต้นศตวรรษที่ 20 – การปฏิวัติและการนัดหยุดงาน ได้แก่ การเพิ่มจำนวนของสหภาพแรงงานในฝรั่งเศส สเปน และสหรัฐอเมริกา เน้นปฏิบัติการโดยตรง การนัดหยุดงานทั่วไป และการควบคุมของคนงาน, หรือในช่วงการปฏิวัติรัสเซีย (ค.ศ. 1917) เป็นแรงบันดาลใจให้เกิดการลุกฮือของคนงานทั่วโลก นำไปสู่การก่อตั้งสหภาพแรงงานสังคมนิยมและคอมมิวนิสต์, ในสหราชอาณาจักร (ค.ศ. 1910-1914) ช่วงเวลาแห่งการจลาจลแรงงานที่รุนแรงทำให้เกิดการนัดหยุดงานครั้งใหญ่ในอุตสาหกรรมเหมืองแร่ การขนส่ง และอุตสาหกรรม
ยุคกลางศตวรรษที่ 20 – การขยายตัวและการสถาปนาหลังสงคราม ได้แก ช่วงหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 สหภาพแรงงานในยุโรปตะวันตกและสหรัฐอเมริกามีอิทธิพลทางการเมือง ส่งผลให้ค่าจ้างสูงขึ้น นโยบายสวัสดิการ และการคุ้มครองสถานที่ทำงาน, ในสหรัฐอเมริกา สหภาพแรงงานยานยนต์ (UAW) และสหภาพแรงงาน Teamster กลายเป็นพลังที่เข้มแข็งในการเจรจาต่อรองเรื่องค่าจ้าง
ยุควิกฤตการณ์ในปี 1970 (เงินเฟ้อ วิกฤตราคาน้ำมัน) ส่งผลให้เกิดปฏิกิริยาตอบโต้จากรัฐบาลและบริษัทต่างๆ โจมตีอำนาจของสหภาพแรงงาน ยุคปลายศตวรรษที่ 20 – ลัทธิเสรีนิยมใหม่และการเสื่อมถอย ที่อดีตนายกรัฐมนตรี มาร์กาเร็ต แทตเชอร์ (สหราชอาณาจักร) และโรนัลด์ เรแกน (สหรัฐอเมริกา) เปิดฉากโจมตีสหภาพแรงงานอย่างรุนแรง ทำให้พลังในการต่อรองของพวกเขาลดลง เมื่อปี 1981 เรแกนได้ไล่พนักงานควบคุมการจราจรทางอากาศ 11,000 คนที่กำลังนัดหยุดงาน เพื่อส่งสัญญาณว่าสหภาพแรงงานอาจถูกบดขยี้ได้ อีกทั้งในยุคโลกาภิวัตน์ การเอาท์ซอร์ส และระบบอัตโนมัติทำให้ภาคอุตสาหกรรมดั้งเดิมที่มีสหภาพแรงงานแข็งแกร่งที่สุดอ่อนแอลง
ยุคศตวรรษที่ 21 – การกลับมาของการต่อต้าน? ในขณะที่สมาชิกสหภาพแรงงานลดลงในหลายประเทศ การเคลื่อนไหวครั้งใหญ่เพื่อต่อต้านมาตรการรัดเข็มขัดลดสวัสดิการสังคม ได้จุดชนวนให้เกิดการต่อสู้ของคนงานอีกครั้ง ได้แก่ ในกรีซ (2010-2015) มีการนัดหยุดงานทั่วไปและการลุกฮือของคนงานเพื่อต่อต้านมาตรการรัดเข็มขัด, อาหรับสปริง (2011) สหภาพแรงงานอิสระมีส่วนในการล้มล้างระบอบการปกครองในตูนิเซียและอียิปต์, การมาของเศรษฐกิจกิ๊ก (Gig economy) (2015+) ที่พนักงานของ Amazon, Uber และ Deliveroo กำลังก่อตั้งสหภาพแรงงานใหม่ แม้ว่าจะมีอุปสรรค แต่บทความนี้แย้งว่าสหภาพแรงงานยังคงเป็นพลังสำคัญในการท้าทายอำนาจขององค์กรและปกป้องสิทธิของคนงาน
2. ลักษณะที่ขัดแย้งกันของสหภาพแรงงาน
สหภาพแรงงานเป็นทั้งพลังในการต่อต้านของคนงานและเป็นพลังในการสร้างความมั่นคงให้กับระบบทุนนิยม ความขัดแย้งภายในนี้ได้หล่อหลอมบทบาททางประวัติศาสตร์ของสหภาพแรงงาน คาร์ล มาร์กซ์และฟรีดริช เองเกลส์มองว่า สหภาพแรงงานมีความจำเป็นต่อการจัดตั้งชนชั้นแรงงาน แต่เชื่อว่าสหภาพแรงงานมีข้อจำกัด เพราะพวกเขาตอบโต้กับผลกระทบ แต่ไม่ได้ต่อสู้ที่สาเหตุของผลกระทบนั้น
o เชิงบวก: สหภาพแรงงานช่วยให้คนงานต่อสู้เพื่อค่าจ้างที่สูงขึ้น ชั่วโมงการทำงานที่สั้นลง และปรับปรุงสภาพการทำงาน
o เชิงลบ: สหภาพแรงงานมักเน้นที่การเจรจาภายในระบบทุนนิยมมากกว่าที่จะโค่นล้มระบบทุนนิยม
นั่นคือ สหภาพแรงงานเป็นทั้งคู่ขัดแย้งและร่วมมือกับนายจ้าง เช่น พรรคแรงงานในอังกฤษก่อตั้งขึ้นด้วยการสนับสนุนจากสหภาพแรงงาน แต่เมื่อเวลาผ่านไป พรรคประนีประนอมความต้องการของแรงงานเพื่อให้สอดคล้องกับผลประโยชน์ของทุน
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการที่สหภาพแรงงานจะต่อต้านหรือให้ความร่วมมือกับนายจ้าง
1. สภาพเศรษฐกิจ – ในช่วงที่เศรษฐกิจเฟื่องฟู สหภาพแรงงานอาจผลักดันให้มากขึ้น แต่ในช่วงวิกฤตพวกเขาอาจยอมรับการประนีประนอม
2. ความเป็นผู้นำของสหภาพแรงงาน – สหภาพแรงงานบางแห่งนำโดยนักเคลื่อนไหวหัวก้าวหน้า ในขณะที่บางแห่งควบคุมโดยเจ้าหน้าที่ประจำคล้ายข้าราชการที่ชอบการเจรจาต่อรอง
3. นโยบายของรัฐ – ในรัฐเผด็จการ สหภาพแรงงานมักถูกกดขี่หรือถูกเปลี่ยนเป็นองค์กรที่ควบคุมโดยรัฐ
บทความแนะนำว่า เพื่อให้สหภาพแรงงานเป็นพลังต่อต้านที่มีประสิทธิภาพ พวกเขาควรโอบรับการต่อสู้ของชนชั้นแรงงานมากกว่าเน้นการปฏิรูปที่จำกัด
3. ประเภทของสหภาพแรงงาน แบ่งออกเป็น 3 ประเภท ดังนี้
1. สหภาพแรงงานแนวทางตลาด (สหภาพแรงงานสถานประกอบการ/ธุรกิจ) เน้นเรียกร้องค่าจ้าง ความมั่นคงในการทำงาน และผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ มากกว่าประเด็นทางการเมืองที่กว้างกว่า เช่น สหภาพแรงงานของสหรัฐฯ (AFL-CIO, Teamsters) และมักหลีกเลี่ยงการนัดหยุดงาน ท้าทายอำนาจของนายจ้าง
2. สหภาพแรงงานแนวสังคมประชาธิปไตย ทำงานอย่างใกล้ชิดกับพรรคการเมืองที่มีแนวคิดก้าวหน้าเพื่อสนับสนุนนโยบายสวัสดิการสังคม ตัวอย่างเช่น IG Metall ของเยอรมนี สหภาพแรงงานสแกนดิเนเวีย กล่าวคือ ในประเทศต่างๆ เช่น สวีเดนและเยอรมนี สหภาพแรงงานมีบทบาทสำคัญในการสร้างสังคมประชาธิปไตย สนับสนุนกฎหมายค่าจ้างขั้นต่ำ การดูแลสุขภาพ และเงินบำนาญผ่านการมีส่วนร่วมทางการเมือง
3. สหภาพแรงงานแนวชนชั้น มองว่าสหภาพแรงงานเป็นเครื่องมือในการต่อสู้ทางชนชั้นเพื่อต่อต้านระบบทุนนิยม จึงเน้นการนัดหยุดงาน การประท้วง และปฏิบัติการโดยตรงมากกว่าการเจรจาทางการเมือง เช่น CGT ของฝรั่งเศส, RMT ของอังกฤษ, ขบวนการสามัคคีโปแลนด์ สหภาพแรงงานเหล่านี้จัดการหยุดงานและเดินขบวนประท้วงจำนวนมากแทนที่จะพึ่งพานักการเมืองในการสร้างการเปลี่ยนแปลง
สหภาพแรงงานส่วนใหญ่ผสมผสานองค์ประกอบของทั้งสามรูปแบบนี้เข้าด้วยกัน แต่บทความแย้งว่าสหภาพแรงงานควรนำไปสู่การต่อสู้ทางชนชั้นมากขึ้น เพื่อต่อต้านระบบทุนนิยมอย่างมีประสิทธิภาพ
ในตอน 2 จะกล่าวถึงการนัดหยุดงาน, ความท้าทายและข้อจำกัดของสหภาพแรงงานและอนาคตที่สหภาพแรงงานควรจะเป็น
อ้างอิง: R Darlington – 2014. The role of trade unions in building resistance: Theoretical, historical and comparative perspectives. Publisher: Palgrave Macmillan, UK


