จากวิกฤตเศรษฐกิจสู่สงครามโลกครั้งที่สอง

โดย คริส ฮาร์มาน

​นักการเมืองในตะวันตกในสมัยนั้นและนักประวัติศาสตร์ที่มาทีหลังหลายคนพยายามเสนอว่า สงครามโลกครั้งที่สอง เป็นสงครามระหว่าง “ประชาธิปไตยกับเผด็จการฟาสซิสต์” ความจริงไม่ใช่อย่างนั้นเลย

     วิกฤตเศรษฐกิจโลกที่เกิดขึ้นสิบปีก่อนสงคราม เพิ่มความแตกแยกระหว่างมหาอำนาจต่างๆ และนำไปสู่การแย่งชิงพื้นที่อิทธิพลมากขึ้น เพราะวิกฤตเศรษฐกิจกดดันให้รัฐบาลต่างๆ สร้างกำแพงเพื่อปกป้องกลุ่มทุนและตลาดของตนเอง จากการแข่งขันกับต่างชาติ ในยุคนั้นรัฐบาลต่างๆ ไม่ว่าจะซ้ายหรือขวา ต่างใช้รัฐและรัฐวิสาหกิจในการควบคุมเศรษฐกิจมากขึ้น โดยเฉพาะสาธารณูปโภคหรือการผลิตพลังงาน และในสถานการณ์ที่ต่างฝ่ายต่างพยายามขยายพื้นที่อิทธิพล ก็ย่อมมีการปะทะกัน โดยเฉพาะในกรณีที่เยอรมันเกือบจะไม่มีอาณานิคมเลยและต้องการขยายพื้นที่

     รัฐบาลนาซีในเยอรมันต้องการเร่งพัฒนาเศรษฐกิจ แต่ยังเกรงกลัวว่าถ้าขูดรีดแรงงานภายในประเทศมากเกินไป คนงานเยอรมันจะลุกขึ้นสู้อย่างที่เคยเกิดขึ้นในอดีต ดังนั้นมีวิธีเดียวคือ ต้องพยายามแย่งพื้นที่จากประเทศอื่นในยุโรป เช่นพื้นที่เกษตรในออสเตรีย และพื้นที่อุตสาหกรรมในโปแลนด์ โรมาเนีย กับ ดินแดน “เชค” และเกณฑ์แรงงานต่างชาติไปทำงานในสภาพที่ย่ำแย่กว่าแรงงานเยอรมัน

     ในภูมิภาคเอเชียตะวันออก รัฐบาลเผด็จการของญี่ปุ่นก็ทำเช่นกัน โดยยึดพื้นที่ในแผ่นดินใหญ่จีน เกาะไต้หวัน กับแหลมเกาหลี หลังจากนั้นก็เล็งไปที่อาณานิคมของฝรั่งเศส อังกฤษ ฮอลแลนด์ กับหมู่เกาะฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นอาณานิคมสหรัฐ

     ในอิตาลี เผด็จการมุสโสลีนี ก็พยายามยึดพื้นที่ในอัฟริกา เช่น เอธิโอเบีย โซมาเลีย และลิเบีย เป็นต้น

     อังกฤษ ฝรั่งเศส ฮอลแลนด์ เบลเยียม กับสหรัฐ ไม่แน่ใจว่าจะรับมืออย่างไร ชนชั้นปกครองสองจิตสองใจว่าควรจะเผชิญหน้าปะทะกับเยอรมันหรือไม่ และยิ่งกว่านั้นประเทศเหล่านี้แข่งขันกันเองอีกด้วย ฝรั่งเศสกับอังกฤษเป็นคู่แข่งกันมานาน และสหรัฐต้องการชิงความเป็นใหญ่จากอังกฤษในหลายพื้นที่ 

     โดยทั่วไปแล้วชนชั้นปกครองอังกฤษและฝรั่งเศสแยกเป็นสองส่วน ระหว่างกลุ่มที่อยากจะประนีประนอมกับฮิตเลอร์ และกลุ่มที่มองว่าต้องเผชิญหน้าปะทะกัน นอกจากนี้ทั้งสองซีกมองว่ารัสเซียยังเป็นภัยมากกว่าพวกฟาสซิสต์ เพราะอย่างน้อยฟาสซิสต์สามารถกีดกันการปฏิวัติของคนชั้นล่างได้

     ในอังกฤษ ซีกของชนชั้นปกครองที่มองว่า “ยอมไม่ได้” ต้องสู้กับเยอรมัน มีอิทธิพลมากที่สุด และมีผู้นำชื่อ วินสตัน เชอร์ชิล แต่เชอร์ชิล ไม่ได้ต้านฮิตเลอร์ เพราะคัดค้านระบบฟาสซิสต์ เขาต้านฮิตเลอร์ เพราะเขาอยากปกป้องอาณานิคมและความเป็นใหญ่ของอังกฤษต่างหาก

     ในไม่ช้ากองทัพของฮิตเลอร์สามารถยึดพื้นที่จำนวนมากในยุโรปตะวันตก รวมถึงฝรั่งเศส และกองทัพอังกฤษต้องถอยทัพกลับอังกฤษ สถานการณ์ย่ำแย่ของอังกฤษมาจากการที่ชนชั้นปกครองสองจิตสองใจมานานว่าจะสู้หรือประนีประนอม แต่พอถึงปี 1940 เชอร์ชิล ตัดสินใจว่าต้องสู้จนถึงที่สุด

     เชอร์ชิล ซึ่งเป็นผู้นำพรรคอนุรักษ์นิยมของนายทุน เข้าใจดีว่าถ้าจะสู้กับเยอรมันอย่างถึงที่สุด ต้องมีการดึงชนชั้นกรรมาชีพ สหภาพแรงงาน และพรรคแรงงานมาเป็นพวก เลยมีการตั้ง “รัฐบาลแห่งชาติ” และมีการเริ่มใช้วาจาทำนองว่าต้อง “ทำสงครามต้านฟาสซิสต์”

     ในกรณีสหรัฐ ตอนแรกโรสเวลท์หวังว่าสงครามในยุโรปจะเปิดโอกาสให้สหรัฐเข้าไปมีอิทธิพลในพื้นที่เก่าของมหาอำนาจยุโรป โดยที่สหรัฐไม่ต้องร่วมในสงคราม เพียงแต่ขายอาวุธให้อังกฤษก็พอ แต่พอเกิดการปะทะกับญี่ปุ่น สหรัฐตัดสินใจเข้าร่วมสงครามโดยตรง และเริ่มใช้วาจาว่าเป็นการ “ทำสงครามต้านฟาสซิสต์” เช่นกัน

     ในรัสเซีย สตาลินไม่อยากทำสงครามกับฮิตเลอร์ และพยายามทำข้อตกลงสันติภาพ แต่พอฮิตเลอร์ทำลายข้อตกลงด้วยการส่งทหารไปบุกรัสเซีย เขาไม่มีทางเลือก และการทำสงครามของสตาลิน ทำในนามของ “ความรักชาติ” และ “การปกป้องมาตุภูมิ” เป็นหลัก

     แต่สำหรับคนธรรมดาในอังกฤษ ฝรั่งเศส สหรัฐ หรือรัสเซีย เขารู้สึกในใจว่าทำสงครามกับระบบฟาสซิสต์จริงๆ ด้วยความบริสุทธิ์ใจ อย่างไรก็ตาม การใช้แนวชาตินิยมในการทำสงครามของพันธมิตรมหาอำนาจตะวันตกและรัสเซีย ซึ่งมองว่า “คนเยอรมันทุกคนเป็นศัตรู” ทำให้เอาชนะเยอรมันยากขึ้นและใช้เวลานานขึ้น เพราะถ้าสงครามนี้ประกาศแต่แรกว่าต้องการล้มระบบและปลดปล่อยประชาชน คนงานเยอรมันอาจพร้อมที่จะกบฏ แต่ชนชั้นปกครองของพันธมิตรไม่ต้องการให้คนกบฏ  แต่ละฝ่ายจึงใช้เวลารบกันในสงครามโลกครั้งที่สองห้าปี คือระหว่าง 1940-1945

ถ้าเห็นด้วยกับแนวทาง “องค์กรสังคมนิยมแรงงาน” เชิญสมัครสมาชิก

บทความอื่น ๆ