ข้อสรุป 4 นิยายเกี่ยวกับการปฏิวัติ 2475

โดย กองบรรณาธิการ

เรียบเรียงจากหนังสือ “การเมืองไทยในทัศนะลัทธิมาร์กซ์”

​การปฏิวัติ 2475 เป็นประวัติศาสตร์ที่นักวิชาการหลากหลายให้ความสนใจและศึกษามาไม่น้อย แต่การศึกษาประวัติศาสตร์ไม่ใช่การนำเสนอเหตุการณ์และถ่ายทอดสู่สาธารณะเพียงอย่างเดียว ประวัติศาสตร์ยังเป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อสนับสนุนจุดยืนทางการเมือง ชนชั้นปกครองผู้ได้ประโยชน์จากการขโมยดอกผลการทำงานของสังคม ก็ย่อมนำเสนอประวัติศาสตร์ที่มอบความชอบธรรมแก่การกดขี่ขูดรีด นี่คือบทสรุป 4 นิยายที่ใช้อธิบายการปฏิวัติ 2475

1. การปฏิวัติ 2475 เป็น “การชิงสุกก่อนห่าม”

                แนวคิดนี้เริ่มที่สมมติฐานว่า ประชาชนในไทยไม่สนใจการเมืองหรือไร้การศึกษา แต่ความฉลาดกับการศึกษาไม่ใช่สิ่งเดียวกัน และยังมีการกล่าวหาว่าเป็นการชิงสุกก่อนห่าม อย่างไรก็ตาม สภาพการเมืองไทยตั้งแต่ พ.ศ. 2427 นั้นมีการขอรัฐธรรมนูญ และในปี 2454 นายทหารรุ่นใหม่พยายามก่อกบฏ เช่น รท. จรูญ ณ บางช้าง หนึ่งในกบฏครั้งนั้นเคยกล่าวว่า “กษัตริย์หาง่าย บ้านเมืองหายาก”

                ในประเด็นความไม่พร้อมของประชาชน นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ได้เสนอข้อมูลที่สะท้อนถึงความต้องการการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เพราะมีการตีพิมพ์บทความและเสนอฎีกาความเห็นจากประชาชนคนสามัญมากมาย เพื่อเรียกร้องการแก้วิกฤติและวิจารณ์ความไร้ประสิทธิภาพของรัฐบาลยุคนั้น ประกอบกับวิกฤตเศรษฐกิจยุคนั้น ราคาข้าวในตลาดที่ชาวนาไทยได้รับลดต่ำลงถึง 60%  ค่าจ้างเฉลี่ยในชนบทถูกลด 50% ในเมืองค่าแรงถูกกดลง 20% และรัฐบาลได้ประกาศลดเงินเดือนและจำนวนข้าราชการ และประกาศขึ้นภาษีกับสามัญชน ในขณะที่เจ้าที่ดินและนักธุรกิจที่ใกล้ชิดกับรัฐบาลไม่ต้องมีภาระเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด

2. ปรีดี พนมยงค์และคณะราษฎร์ “เอาความคิดตะวันตก ที่ไม่เหมาะกับสังคมไทยมาใช้”

                นิยายนี้เสนอว่า พวกคณะราษฎร์เป็นพวก “จบนอก” ที่เอาความคิดตะวันตกมาครอบสังคมไทยที่อ่อนน้อม ภักดีต่อชนชั้นสูง ไม่เข้าใจสังคมไทย แต่ความจริงผู้นำส่วนใหญ่ของคณะราษฎร์ไม่ได้จบจากนอกแต่อย่างใด และปรีดีเองได้เคยตั้งข้อสังเกตว่า “เมื่อข้าพเจ้ากลับเมืองไทยปี 2470 ชนรุ่นใหม่ที่ไม่เคยไปต่างประเทศ มีความตื่นตัวที่จะเปลี่ยนระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์”

                ข้อพิสูจน์คือ ในวันที่ 24 มิถุนายน 2475 หลังจากที่ผู้แทนของคณะราษฎร์ได้อ่านแถลงการณ์ในการยึดอำนาจตามจุดต่างๆ ของถนนราชดำเนิน ปรากฏว่าประชาชนที่มายืนฟังแถลงการณ์พากันร้องตะโกน “ไชโย! ไชโย! ไชโย!” ด้วยความชื่นชม (น.ส.พ. ศรีกรุง) ซึ่งไม่ได้สะท้อนความนอบน้อมต่อชนชั้นสูงแน่ ๆ และนักวิชาการอย่าง Girling และ Bowie ที่ศึกษาสภาพสังคมในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 ประชาชนในชนบทแทบจะไม่รู้จักราชสำนัก

3. การปฏิวัติ 2475 “เป็นการกระทำของกลุ่มชั้นนำโดยประชาชนไม่มีส่วนร่วม”

                นิยายที่ 3 นี้ ถือว่าแนวร่วมของสำนักนิยายที่ 1 และที่ 2 สำนักนี้เสนอว่า การปฏิวัติ 2475 ไม่ตรงกับกระแสความคิดของมวลประชาชนไทยในยุคนั้น

                อย่างไรก็ตาม มีงานวิจัยหลายชิ้นที่เสนอว่า ในหมู่ประชาชนมีกระแสความต้องการเปลี่ยนแปลงและมีส่วนร่วม ตัวอย่างที่ดีคือ ถวัติ ฤทธิเดช แกนนำ “คณะกรรมกร” สนับสนุนคนงานรถรางและมีหนังสือพิมพ์ชื่อ “กรรมกร” คณะกรรมกรถูกก่อตั้งขึ้นในปี 2463 และมีส่วนร่วมในการต่อสู้กับฝ่ายเจ้าในปี 2475 และในปราบกบฏบวรเดชปี 2476

4. รัชกาลที่ 7 “เป็นบิดาแห่งการปกครองประชาธิปไตยไทย”

                นิยายที่ 4 ถือว่าเป็นการล้างจิตสำนึกและร่องรอยของประชาชน เพราะการเชิดชูผู้ปกครองระบอบเก่าเพื่อระบอบใหม่ย่อมไม่สมเหตุสมผล นอกจากนี้ยังมีการไม่ให้ความสำคัญกับอนุสาวรีย์การปฏิวัติ 2475 หมุดคณะราษฎรซึ่งหายไป และอนุสาวรีย์ระลึกถึงชัยชนะของคณะราษฎร์ในการปราบกบฏบวรเดชที่สี่แยกหลักสี่ก็ถูกยกออก

                ในบันทึกของ จิตตะเสน ปัญจะ ผู้เป็นหนึ่งในคณะผู้ก่อการปฏิวัติมีการเสนอว่า “พระปกเกล้าฯ สั่งประหารชีวิตผู้ก่อการฯ คณะราษฎร์ในวันที่ 24 มิถุนายน 2476 อันเป็นวันครบปี (แห่งการปฏิวัติ)” แต่แผนไม่สำเร็จ

                นอกจากรัชกาลที่ 7 จะขัดขวางประชาธิปไตยแล้ว ยังขัดขวางความพยายามของ ปรีดี พนมยงศ์ ที่จะสร้างรัฐสวัสดิการและความเป็นธรรมทางสังคมที่เสนอขึ้นใน “เค้าโครงการเศรษฐกิจ” ปี 2475 อีกด้วย

สรุป

            การปฏิวัติ 2475 เป็นเหตุการณ์ที่สำคัญและเป็นประโยชน์ต่อขบวนการประชาธิบไตยในไทย เพราะเป็นขั้นตอนหนึ่งในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย มวลชนธรรมดาในยุคนั้นทนสภาพเดิมไม่ได้จึงมีส่วนร่วมในการปฏิวัติ 2475 แต่ในยุคปัจจุบัน ชนชั้นปกครองไทยต้องการที่จะลดความสำคัญของเหตุการณ์นี้ลงไป เพื่อให้ความชอบธรรมกับเผด็จการ

ภาพการประท้วงหรือ ‘สไตรค์’ ของชาวจีนลากรถในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2475 จากหนังสือ กุลีลากรถกับประวัติศาสตร์แรงงานไทย

ถ้าเห็นด้วยกับแนวทาง “องค์กรสังคมนิยมแรงงาน” เชิญสมัครสมาชิก

บทความอื่น ๆ