วิเคราะห์สังคมยังไงให้เป็นวิทยาศาสตร์?: หลักลัทธิมาร์กซ์กับเครื่องมือทำความเข้าใจโลก

​การวิเคราะห์สังคมให้เป็น “วิทยาศาสตร์” ไม่ได้หมายถึงการทดลองในห้องแล็บ แต่คือการสร้างกรอบคิดแบบองค์รวมที่ศึกษาปรากฏการณ์สังคมผ่านปัจจัยเชิงวัตถุ (Material Conditions) และความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นฐานรากของโครงสร้างอื่น ๆ ทั้งการเมือง วัฒนธรรม และรูปการจิตสํานึก บทความนี้จะอธิบายหลักการวิเคราะห์สังคมอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ผ่าน 4 แกนหลัก ดังนี้

1. วัตถุนิยมประวัติศาสตร์: ฐานเศรษฐกิจกำหนดโครงสร้างสังคม

​หลักการพื้นฐานของคาร์ล มาร์กซ์ คือ “วัตถุนิยมประวัติศาสตร์” (Historical Materialism) ซึ่งมองว่า “รูปแบบการผลิต” (Mode of Production) เป็นปัจจัยกำหนดวิวัฒนาการของสังคม มนุษย์ต้องผลิตสิ่งจำเป็นสำหรับการดำรงชีวิตก่อน จึงจะสร้างวัฒนธรรมหรืออุดมการณ์ได้ ดังนั้น การวิเคราะห์สังคมต้องเริ่มจากศึกษาว่า “สังคมนั้นผลิตสิ่งต่าง ๆ อย่างไร” และ “ใครเป็นผู้ควบคุมกระบวนการผลิต” 

​-โครงสร้างส่วนล่าง (Base structure) หมายถึง ระบบเศรษฐกิจ ได้แก่ แรงงาน เครื่องมือการผลิต กรรมสิทธิ์ในที่ดินและโรงงาน 

​-โครงสร้างส่วนบน (Superstructure) เช่น กฎหมาย การศึกษา ศาสนา ศิลปะ ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อรับใช้ระบบเศรษฐกิจ 

​ตัวอย่าง: สังคมศักดินา เกิดจากการควบคุมที่ดินโดยขุนนาง ส่วนไพร่เป็นผู้ผลิต แต่ถูกขูดรีดผ่านส่วย ค่าธรรมเนียม ผลักให้โครงสร้างส่วนบนเช่น ศีลธรรมหรือกฎหมาย ต้องรับใช้ระบบนี้ 

2. วิเคราะห์ผ่านมุมมองทางชนชั้น: ความขัดแย้งคือหัวใจของประวัติศาสตร์

​ลัทธิมาร์กซ์นิยาม “ชนชั้น” จากบทบาทหน้าที่ที่ผู้คนมีในระบบการผลิต

​-ชนชั้นปกครอง (ปัจจุบันคือชนชั้นกระฎุมพีหรือนายทุน): ควบคุมโรงงาน ที่ดิน ทุน 

​-ชนชั้นผู้ถูกปกครอง (ปัจจุบันคือชนชั้นกรรมาชีพหรือผู้ใช้แรงงาน): ขายแรงงานตัวเองเพื่อดำรงชีวิต 

​ประวัติศาสตร์ของสังคมมนุษย์ทั้งหมดคือประวัติศาสตร์ของการต่อสู้ทางชนชั้น มิได้หมายถึงการปะทะด้วยอาวุธเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงการแย่งชิงอำนาจกำหนดกฎเกณฑ์ทางเศรษฐกิจ การวิเคราะห์สังคมจึงต้องตอบคำถามทางสังคมว่าชนชั้นใดได้ประโยชน์จากระบบนี้? ความสัมพันธ์ระหว่างชนชั้นเป็นไปในลักษณะขูดรีดหรือไม่?

​ตัวอย่าง: ระบบทุนนิยม ชนชั้นนายทุนได้ประโยชน์จากกำไร ส่วนชนชั้นกรรมาชีพได้ค่าจ้างเพียงเพื่อประทังชีวิต ความขัดแย้งนี้สะสมจนอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงขั้นรุนแรงถึงระดับการปฏิวัติ

3. วัตถุนิยมวิภาษวิธี: ความขัดแย้งในระบบคือเชื้อเพลิงแห่งการเปลี่ยนแปลง 

​มาร์กซ์ใช้แนวคิด “วิภาษวิธี” (Dialectic) ของเฮเกลมาปรับใช้ โดยมองว่าสังคมเคลื่อนไหวผ่านความขัดแย้งภายใน (Internal Contradictions) 

​-ข้อขัดแย้งหลักของทุนนิยม: การผลิตเพื่อกำไร (มากกว่าตอบสนองความต้องการของสังคมจริงๆ) นำไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจซ้ำ ๆ เช่น ฟองสบู่แตก คนว่างงานเพิ่ม แต่บริษัทยังกักตุนสินค้าในขณะที่ผู้คนยังอดอยาก

​-การแก้ไขความขัดแย้ง: ระบบเดิมถูกทำลาย สังคมก้าวสู่รูปแบบใหม่ เช่น จากศักดินาสู่ทุนนิยม และมาร์กซ์คาดการณ์ว่าทุนนิยมจะถูกแทนที่ด้วยสังคมนิยมและนําไปสู่สังคมคอมมิวนิสต์ที่ปราศจากชนชั้นในที่สุด

4. ปฏิบัติการวิเคราะห์: 3 ขั้นตอนวิทยาศาสตร์สังคมแบบลัทธิมาร์กซ์

​1. ศึกษาฐานเศรษฐกิจ: สำรวจระบบการผลิต เทคโนโลยี กรรมสิทธิ์ว่าอยู่ในมือชนชั้นไหน

​2. ระบุชนชั้นและความสัมพันธ์: ใครถูกขูดรีด ใครได้ประโยชน์ ความขัดแย้งอยู่ที่จุดไหน

​3. วิเคราะห์วิกฤตและแนวโน้ม: หาจุดอ่อนในระบบ เช่น ระบบที่ทำให้คนตกงานแต่เพิ่มผลผลิต ซึ่งอาจเป็นเงื่อนไขในการตั้งคําถามกับระบบเดิมและหาความเป็นไปได้สําหรับระบบใหม่

​สรุปวิทยาศาสตร์สังคมคือ การมองโลกอย่างเป็นระบบและองค์รวม ลัทธิมาร์กซ์เสนอเครื่องมือวิเคราะห์สังคมที่เชื่อมโยงเศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรมเข้าด้วยกันอย่างมีตรรกะ แตกต่างจากการอธิบายสังคมด้วย “จิตสำนึก” หรือ “ค่านิยม” ลอย ๆ แม้ในยุคสมัยปัจจุบันจะไม่ค่อยมีคนใช้ลัทธิมาร์กซ์เพื่ออธิบายปรากฎการณ์ทางสังคมแล้วเนื่องจากความผิดหวังในยุคสงครามเย็น แต่สุดท้ายเมื่อสังคมไทยได้เริ่มเข้าสู่ยุคที่กระแสทางการเมืองเริ่มสูงขึ้นและความรุนแรงที่กระทําโดยอภิสิทธิ์ชนเริ่มถูกเห็นมากขึ้นในวงกว้าง ลัทธิมาร์กซ์ก็ยังคงเป็นผีร้ายที่วนเวียนอยู่ในสังคมไทยให้ประชาชนผู้ถูกกดขี่ได้หยิบไปใช้วิเคราะห์สังคมชนชั้นเพื่อนําไปสู่การปลดปล่อยในวันหน้าสืบต่อไป

ถ้าเห็นด้วยกับแนวทาง “องค์กรสังคมนิยมแรงงาน” เชิญสมัครสมาชิก

บทความอื่น ๆ