ปรัชญาการเมืองของมาร์กซิสต์

โดย รุเธียร

               ปรัชญาในภาษาสันสกฤต “ปรชฺญา” หมายถึงปัญญา ในขณะที่ philosophy ในภาษาอังกฤษมีรากศัพท์มาจากภาษากรีก 2 คำคือ philia (ความรัก) และ sophos (ปัญญา) กล่าวคือเป็น “ความรักในปัญญา” ปรัชญาเป็นการศึกษาความรู้ที่เกี่ยวเนื่องกับปัญหาพื้นฐานเรื่องการดำรงอยู่ (อภิปรัชญา) ความรู้ (ญาณวิทยา) เหตุผล (ตรรกศาสตร์) จริยธรรม (จริยศาสตร์) และความงาม (สุนทรียศาสตร์) และกล่าวได้ว่าปรัชญาเป็นรากฐานของศาสตร์ทุกแขนงที่ปัจจุบัน แม้แต่ลัทธิมาร์กซ์เองก็ได้รับอิทธิพลจากปรัชญาเยอรมัน (ผสมผสานกับเศรษฐศาสตร์การเมืองแบบอังกฤษและแนวคิดสังคมนิยมแบบฝรั่งเศส) แต่มาร์กซ์ไปไกลกว่านั้นเมื่อเขากลับหัวกลับหางปรัชญาจิตนิยมวิภาษวิธีแบบเฮเกลมาเป็นปรัชญาแบบวัตถุนิยมวิภาษวิธีที่วางรากฐานอยู่บนวิถีชีวิตที่เป็นจริงของมนุษย์ สำหรับมาร์กซ์แล้ว “มันมิใช่จิตสำนึกของมนุษย์ซึ่งเป็นผู้กำหนดความเป็นอยู่ของเขา แต่หากตรงข้ามกัน ความเป็นอยู่ของเขาต่างหากที่กำหนดจิตสำนึก” (จาก A Contribution to the Critique of Political Economy)

               ปรัชญาการเมือง (political philosophy) เป็นแขนงหนึ่งของปรัชญาที่พยายามควานหาคำตอบพื้นฐานว่า แท้จริงแล้วธรรมชาติของมนุษย์เป็นอย่างไร และเราควรจะอยู่ร่วมกันอย่างไร นักปรัชญาการเมืองในอดีตเช่นโทมัส ฮอบส์ และจอห์น ล็อก มองว่าธรรมชาติของมนุษย์นั้นทั้งเห็นแก่ตัวและหวาดกลัว บ้างก็ว่ามนุษย์มีเสรีภาพอย่างสมบูรณ์และต้องการความปลอดภัยในกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคล ด้วยเหตุนี้ มนุษย์ต่างยินยอมพร้อมใจที่จะเลือกองค์รัฏฐาธิปัตย์ขึ้นมาเป็นผู้ปกครองเพื่อพิทักษ์ไว้ซึ่งความปลอดภัยของพวกเขา หรือนักปรัชญาอย่างฌอง ฌาคส์ รุสโซ ที่มองว่า “มนุษย์เกิดมาเสรี แต่ทุกหนทุกแห่งเขาถูกพันธนาการ” และสังคมการเมืองที่ชอบธรรมต้องมีรากฐานอยู่บนสัญญาประชาคมที่ประชาชนมีส่วนร่วม ไม่ต้องแปลกใจเลยว่าแนวคิดเหล่านี้ล้วนเป็นพื้นฐานของเสรีนิยมประชาธิปไตยในปัจจุบัน ซึ่งมนุษย์มีเสรีภาพอย่างเต็มเปี่ยมในกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคลและรัฐมีหน้าที่เพื่อพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งกรรมสิทธิ์เหล่านั้น ทุนนิยมกลายเป็นระบบเศรษฐกิจที่ชอบธรรมเพราะมันสอดรับกับธรรมชาติดั้งเดิมของมนุษย์ แต่ภาพเพ้อฝันจากจินตภาพของนักปรัชญาเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่ลัทธิมาร์กซ์เล็งเห็น

               จากการศึกษาอย่างละเอียดถี่ถ้วนทั้งในด้านประวัติศาสตร์และมานุษยวิทยา มาร์กซ์และเองเกลส์ต่างมองว่ามนุษย์ไม่เคยมีธรรมชาติที่แท้จริงตั้งแต่แรก ชีวิตของพวกเขาถูกกำหนดโดยภววิสัยของชีวิตที่เป็นจริง พวกเขาเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับธรรมชาติและในขณะเดียวกันก็พยายามเปลี่ยนแปลงธรรมชาตินั้นอย่างมีจิตสำนึก การเปลี่ยนแปลงของพลังการผลิตและความสัมพันธ์ทางการผลิตทำให้สังคมบุพกาลสลายตัวและนำมนุษยชาติเข้าสู่ประวัติศาสตร์แห่งการต่อสู้ทางชนชั้น เพราะมนุษย์ไม่มีธรรมชาติที่แท้จริง พวกเขาไม่ได้ทั้งเห็นแก่ตัวหรือเปี่ยมล้นด้วยอิสรภาพ ทุนนิยมจึงไม่ใช่คำตอบสุดท้ายอย่างที่พวกเสรีนิยมกล่าวอ้าง แต่เราที่ล้วนแตกต่างหลากหลายต่างหากที่ต้องหันหน้ามาคุยกันว่าเราควรจะอยู่ร่วมกันอย่างไร หรือกล่าวคือ ไม่ใช่องค์อธิปัตย์จากสัญญาประชาคมหลอก ๆ ที่ไหนมากำหนดชะตาชีวิตให้กับเรา หากแต่สิ่งใดที่เป็นของคนทั้งหมด คนทั้งหมดก็ต้องเป็นผู้ตัดสินสิ่งเหล่านั้นด้วยตัวของพวกเขาเอง

​ยิ่งกว่านักปรัชญาคนอื่น ๆ ที่คร่ำหวอดกับการควานหาคำตอบของบางสิ่งบางอย่างและถกเถียงกันไปมาอย่างไม่รู้จบสิ้น มาร์กซ์กล่าวว่า “นักปรัชญาได้แต่ตีความโลกในแบบต่าง ๆ แต่ประเด็นสำคัญคือ การเปลี่ยนแปลงมัน” ปรัชญาของมาร์กซ์จึงไม่เพียงควานหาว่าธรรมชาติของเราคืออะไร และเราควรจะอยู่ร่วมกันอย่างไรเท่านั้น แต่นักสังคมนิยมต้องเปลี่ยนแปลงโลกเพื่อวันข้างหน้าของพวกเราเอง

ถ้าเห็นด้วยกับแนวทาง “องค์กรสังคมนิยมแรงงาน” เชิญสมัครสมาชิก

บทความอื่น ๆ