โดย ใจ อึ๊งภากรณ์
คนจำนวนมากสับสนเรื่องความสัมพันธ์ระหว่าง “รัฐ” กับกลไกตลาดในระบบการบริหารทุนนิยม สาเหตุก็เพราะมีนักวิชาการและนักเขียนฝ่ายขวาที่พยายามนิยาม “สังคมนิยม” ว่าเป็นการใช้รัฐในการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ในระบบเศรษฐกิจ และนิยาม “ทุนนิยม” ว่าเป็นการปล่อยวางของรัฐเพื่อให้กลไกตลาดเสรีกำหนดทุกอย่าง แต่นั้นเป็นความคิดไร้เดียงสาสุดขั้ว บางคนถึงกับเสนอว่าในอดีตทักษิณเคยสอดแทรก “สังคมนิยม” เข้าไปในระบบทุนนิยมไทย และประเทศจีนตอนนี้กำลังสอดแทรก “ทุนนิยม” เข้าไปในระบบสังคมนิยม
สิ่งที่กำหนดว่าระบบใดเป็นระบบ “สังคมนิยม” ไม่ใช่การใช้รัฐในการบริหารเศรษฐกิจแต่อย่างใด ในอดีตและทุกวันนี้เกือบทุกประเทศในโลกใช้รัฐเป็นเครื่องมือทางเศรษฐกิจ การมีรัฐวิสาหกิจมากหรือน้อยไม่ได้เป็นสิ่งที่บ่งบอกว่าสังคมนั้นเป็นสังคมนิยมหรือทุนนิยมแต่อย่างใด ในอดีตสมัยที่เผด็จการทหารไทยต่อต้านคอมมิวนิสต์อย่างบ้าคลั่ง ไทยมีรัฐวิสาหกิจจำนวนมาก นอกจากนี้เวลาระบบทุนนิยมโลกพัฒนามากขึ้น ขนาดของภาครัฐมักจะขยายใหญ่ขึ้น ทุกวันนี้ค่าใช้จ่ายของภาครัฐทั่วโลกอยู่ระหว่าง 35%-50% ของ GDP อันนี้จริงสำหรับประเทศอย่างสหรัฐอเมริกา ทั้งนี้เพราะชนชั้นปกครองในระบบทุนนิยมสมัยใหม่มักจะต้องการให้ภาครัฐมีหน้าที่เป็นกองกำลังเพื่อปราบคู่แข่งในประเทศอื่นและควบคุมประชากรภายในประเทศ นอกจากนี้ รัฐจะควบคุมระบบการเงิน และจัดระบบสวัสดิการกับการศึกษาระดับหนึ่งซึ่งบริหารโดยรัฐ สิ่งเหล่านี้มักจะเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตในระบบทุนนิยม ดังนั้นความคิดเสรีนิยมของ อดัม สมิธ ไม่เคยเกิดในโลกจริง
ในยุคนี้คนอย่าง มิลตัน ฟรีดแมน ซึ่งเป็นเจ้าพ่อของลัทธิ “เสรีนิยมใหม่” เคยพูดว่า สังคมที่ลดบทบาทของรัฐมักจะมีเสรีภาพมากขึ้น และชอบพูดว่าในโลกนี้ไม่มีอะไรฟรี แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง ซึ่งเป็นโลกที่ประกอบไปด้วยสังคมชนชั้น เสรีภาพเป็นเรื่องที่ขึ้นอยู่กับชนชั้นเสมอ ถ้านายทุนมีเสรีภาพเต็มที่อย่างที่ฟรีดแมนต้องการ นายทุนก็สามารถขูดรีดกรรมาชีพตามใจชอบ และไม่จำเป็นต้องเสียภาษี ซึ่งนำไปสู่การลดเสรีภาพของกรรมาชีพที่จะมีชีวิตที่ดีหรือได้รับสวัสดิการที่จำเป็น และการพูดว่า “ในโลกนี้ไม่มีอะไรฟรี” ก็เป็นคำโกหกอีกด้วย เพราะนายทุนมักจะได้กำไรจากการทำงานของคนอื่นมาฟรีๆ และคนชั้นสูงมักจะร่ำรวยอย่างฟรีๆ ได้โดยไม่ต้องทำงานเลย
หลังสงครามโลกครั้งที่สองมีการใช้รัฐทั่วโลกในการพัฒนาฟื้นฟูเศรษฐกิจจากสงครามและวิกฤตเศรษฐกิจ และมีการอ้างเจ้าพ่อเศรษฐศาสตร์อีกคนหนึ่งชื่อ จอห์น เมย์นาร์ด เคนส์

เคนส์เสนอว่าการปล่อยวางให้กลไกตลาดดำเนินไปโดยไม่มีการวบคุม นำไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจและการตกงาน ดังนั้นเคนส์เสนอให้รัฐต้องเข้ามากระตุ้นอุปสงค์เพื่อให้มีการสร้างงานและการลงทุนเพิ่มขึ้น ทักษิณเคยอธิบายว่ากองทุนหมู่บ้าน และการพักหนี้เกษตรกร เป็นการใช้ภาครัฐในระดับรากหญ้า คือ “เคนส์แบบรากหญ้า” เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจไทยหลังวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง นโยบายของรัฐบาลไทยรักไทยตอนนั้นเป็นนโยบาย “คู่ขนาน” ที่ใช้รัฐกระตุ้นเศรษฐกิจรากหญ้าตามแนวเคนส์ในระดับหมู่บ้านและชุมชนภายในประเทศ ร่วมกับแนวกลไกตลาดเสรีในเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ทักษิณเองเห็นด้วยกับการแปรรูปรัฐวิสาหกิจเป็นบริษัทเอกชน และหลังจากที่ทหารทำรัฐประหารล้มรัฐบาลทักษิณ รัฐบาลเผด็จการหันไปเน้นกลไกตลาดเสรีมากกว่ารัฐบาลไทยรักไทยอีก
วิกฤตต้มยำกุ้งมาจากการที่กลไกตลาดสร้างปรากฏการณ์การลงทุนแบบฟองสบู่ในระบบไฟแนนส์ท่ามกลางการลดลงของอัตรากำไร ซึ่ง คาร์ล มาร์คซ์ เคยอธิบายว่าเป็นสิ่งที่เกิดเป็นประจำในระบบทุนนิยมที่ธุรกิจต่างๆ แข่งขันกันในการเพิ่มการลงทุนในเครื่องจักร ฟองสบู่เกิดจากการที่นายทุนแห่ไปลงทุนในกิจกรรมที่สร้างกำไรแต่ไม่ได้เพิ่มการผลิต
บางคนเสนอว่า การขยายตัวอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องของเศรษฐกิจโลกหลังสงครามโลกครั้งที่สอง มาจากการใช้นโยบายเศรษฐกิจของเคนส์เพื่อกระตุ้นอุปสงค์ เพราะมีการใช้รัฐในการลงทุนพัฒนาเศรษฐกิจทั่วโลก แต่นักมาร์คซิสต์สมัยนั้นเช่น ไมเคิล คิดรอน อธิบายว่าจริงๆ แล้วการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกในช่วงนั้นมาจากการแข่งกันลงทุนในการสร้างอาวุธสมัยสงครามเย็น การสร้างอาวุธที่ไม่นำมาใช้ในการพัฒนาระบบเศรษฐกิจ คือสะสมไว้อย่างเดียว มีผลในการกระตุ้นอุปสงค์และชะลอการลดลงของอัตรากำไรชั่วคราว แต่ในที่สุดไม่สามารถป้องกันไม่ให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจอีก
เมื่อวงจรวิกฤตเศรษฐกิจและการขยายตัวชั่วคราวของทุนนิยมกลับมาสู่เศรษฐกิจโลกอีกครั้ง พวกนักเศรษฐศาสตร์และนักการเมืองเสรีนิยมก็นำแนวคิดเรื่องการลดบทบาทรัฐกลับมาใช้ในรูปแบบลัทธิ “เสรีนิยมใหม่” แม้แต่พรรคการเมืองซ้ายอ่อนๆ หรือพรรคปฏิรูป เช่นพรรคแรงงานหรือพรรคสังคมนิยมประชาธิปไตยก็หันมาใช้แนวเสรีนิยมใหม่ด้วย
ระบบเศรษฐกิจเสรีนิยมใหม่นำไปสู่การลดบทบาทรัฐในเศรษฐกิจระดับหนึ่ง แต่มันไม่ได้กำจัดวิกฤตเศรษฐกิจของทุนนิยมเลย นอกจากนี้ผลสำคัญของนโยบายเสรีนิยมคือการเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลของความเหลื่อมล้ำระหว่างคนรวยหยิบมือหนึ่ง กับประชาชนส่วนใหญ่ทั่วโลก มันนำไปสู่ความไม่พอใจและการกบฏ เช่นการประท้วงในตะวันตกและการล้มรัฐบาลเผด็จการในหลายประเทศของตะวันออกกลาง ในสหรัฐและยุโรปมีการพูดถึงช่องว่างระหว่างพวก 1% กับ ประชาชน 99% และความไม่พอใจยิ่งขยายมากขึ้นเมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจและพวกเศรษฐีคนรวยมักลอยนวลเสมอ ความไม่พอใจนี้เพิ่มขึ้นเมื่อรัฐบาลต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลพรรคนายทุนหรือรัฐบาลสายแรงงานปฏิรูปใช้นโยบายรัดเข็มขัดและตัดสวัสดิการสังคม
สิ่งที่เห็นชัดคือเมื่อระบบเศรษฐกิจทุนนิยมเข้าสู่วิกฤต พวกที่เคยท่องสูตรเสรีนิยมใหม่และเสนอให้รัฐลดบทบาทลง รีบหันมาเรียกร้องให้รัฐเข้ามาอุ้มเศรษฐกิจและบริษัทเอกชน เราเห็นในทุกประเทศ ในไทยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ที่เคยชื่นชมระบบเอกชนก็รีบใช้งบรัฐอุ้มธนาคารและบริษัทไฟแนนส์เอกชน พูดง่ายๆ พวกเศรษฐีคนรวยที่เคยสะสมทรัพย์มหาศาลภายใต้ระบบเสรีนิยม รีบกดดันรัฐให้เข้ามาอุ้มกิจการของเขา ในขณะเดียวกันคนจนถูกสอนให้รัดเข็มขัด เสียสละเพื่อชาติ หรือกลับไปพึ่งครอบครัวในชนบท
ในวิกฤตเศรษฐกิจตะวันตกระหว่างปี 2008-2009 รัฐก็เข้ามาอุ้มบริษัทเอกชนอีก และในจีนรัฐบาลใช้งบประมาณรัฐขยายระบบสาธารณูปโภคเพื่อกระตุ้นทั้งเศรษฐกิจจีนและเศรษฐกิจโลก การกระตุ้นเศรษฐกิจโลกของจีนมีความสำคัญต่อจีนเพราะเป็นการพยายามปกป้องตลาดการส่งออกสินค้าของจีน
ปรากฏการณ์แบบนี้ยิ่งชัดเจนเมื่อเกิดการแพร่ระบาดของโควิดทั่วโลก ในช่วงแรกบางรัฐบาล เช่นสหรัฐภายใต้ทรัมป์หรือรัฐบาลฝ่ายขวาในอังกฤษ พยายามหลับตาและจงใจปล่อยให้ประชาชนตาย โดยเฉพาะคนชรา แต่ในไม่ช้ารัฐบาลทั่วโลกใช้งบประมาณรัฐอุ้มบริษัทต่างๆ และคนงานที่ต้องพักำงานชั่วคราว มันเป็นการลงทุนของภาครัฐครั้งยิ่งใหญ่ จีนมีบทบาทสำคัญอีกครั้งในการใช้รัฐกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการลงทุนด้วย
พอถึงปัจจุบันเราพอจะเห็นได้ว่ากลไกตลาดเสรีสุดขั้วตามแนวเสรีนิยมใหม่เริ่มจะไม่เป็นที่นิยมเท่าไรในความคิดกระแสหลัก ถึงแม้ว่าไม่มีการยกเลิกนโยบายรัดเข็มขัดหรือโจมตีคุณภาพชีวิตของกรรมาชีพแต่อย่างใด และไม่มีการเสนอให้เก็บภาษีจากเศรษฐีเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ แต่มีความเข้าใจว่า รัฐมีบทบาทสำคัญในการบริหารเศรษฐกิจ มันไม่ได้แปลว่ามีการวกกลับไปใช้แนวเศรษฐกิจเคนส์ แต่มีการเน้นการใช้รัฐในการให้เปรียบกับกลุ่มทุนผ่านการกำหนดนโยบายอุตสาหกรรม และการเก็บภาษีนำเข้าจากสินค้าของประเทศคู่แข่ง นอกจากนี้ มีการมองว่ารัฐควรมีบทบาทเพิ่มขึ้นจากยุคเสรีนิยมในการพัฒนาระบบสาธารณูปโภค บางครั้งเช่นในกรณีอังกฤษมีการนำรถไฟที่เคยขายให้เอกชนมาเป็นรัฐวิสาหกิจหรือกึ่งรัฐวิสาหกิจ และมีเรื่องอื้อฉาวเกี่ยวกับบริษัทน้ำประปาเอกชนที่กอบโกยกำไรแต่ปล่อยน้ำอุจจาระลงในแม่น้ำและทะเล
จากข้อมูลเหล่านี้ ถ้าพิจารณาโลกแห่งความเป็นจริง คำโกหกของพวกเสรีนิยมกลไกตลาดสุดขั้วว่า บทบาทรัฐในเศรษฐกิจไม่มีประสิทธิภาพเท่ากับกลไกตลาดและบริษัทเอกชน ดูเหมือนจะไม่เป็นความจริง

สำหรับเศรษฐกิจ “สังคมนิยม” มันเป็นระบบที่ชนชั้นกรรมาชีพ ซึ่งประกอบไปด้วยคนงานโรงงาน คนที่ทำงานในออฟฟิศ ร้านค้า ในสถานที่ศึกษา หรือในโรงพยาบาล ร่วมกันบริหารเศรษฐกิจและสังคมผ่านประชาธิปไตยของสภาคนทำงาน มีการผลิตเพื่อตอบสนองความต้องการของพลเมือง ไม่มีกลไกตลาดหรือนายทุน มันเป็นสังคมที่คนส่วนใหญ่มีอำนาจทั้งการเมืองและเศรษฐกิจ สังคมแบบนี้เคยดำรงอยู่ในโลกครั้งเดียวตอนช่วงแรกหลังการปฏิวัติรัสเซีย 1917 แต่เมื่อแกนนำพรรคบอลเชวิคไม่สามารถขยายการปฏิวัติสู่ประเทศพัฒนา โดยเฉพาะเยอรมัน การปฏิวัติสังคมนิยมจึงเริ่มเสื่อม หลังจากนั้นและหลังจากที่เลนินเสียชีวิต สตาลินจึงยึดอำนาจและสร้างเผด็จการของพรรคคอมมิวนิสต์ท่ามกลางการความล้มเหลวของการปฏิวัติ รัสเซียถูกแปรธาตุจากระบบสังคมนิยมไปสู่ระบบเผด็จการ “ทุนนิยมโดยรัฐ” อย่างไรก็ตาม เพื่อรักษาความชอบธรรมจากอดีต สตาลินโกหกและบิดเบือนว่าเผด็จการของเขาคือ “สังคมนิยม” ทั้งๆ ที่มันกลายเป็นระบบที่มีการกดขี่ขูดรีดกรรมาชีพ สตาลินโกหกอีกด้วยว่ารัสเซียใช้ระบบ “โซเวียต” แต่ความหมายเดิมของคำว่า “โซเวียต” คือสภาคนงานที่เลือกตั้งในสถานที่ทำงานต่างๆ อย่างเสรี ซึ่งภายใต้เผด็จการสตาลินไม่มีซากของประชาธิปไตยเหลืออยู่เลย
“ทุนนิยมโดยรัฐ” เป็นระบบที่ปิดประเทศและไม่มีนายทุนเอกชน แต่มีรัฐวิสาหกิจที่คุมโดยข้าราชการพรรคคอมมิวนิสต์ มีการขูดรีดแรงงานอย่างโหดร้ายเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและอาวุธ การแข่งขันหลักคือการแข่งขันกับตะวันตกทางทหาร ภายในประเทศไม่มีกลไกตลาด
ในช่วงสงครามเย็นรัสเซียพัฒนาเป็นมหาอำนาจจนได้ แต่มันเป็นอำนาจทางทหารที่มาจากการขูดรีดแรงงาน ในขณะที่รัสเซียผลิตจรวดข้ามทวีปติดอาวุธนิวเคลียร์ กรรมาชีพรัสเซียต้องเข้าแถวเพื่อซื้อขนมปัง การพัฒนาทุนนิยมโดยรัฐในรัสเซียกระทำในรูปแบบการสะสมทุนและเทคโนโลจีภายในประเทศ ซึ่งในระยะแรกมีประสิทธิภาพมากพอสมควร แต่เมื่อทุนนิยมโลกาภิวัตน์ขยายตัว ประเทศที่สามารถอาศัยทุนและเทคโนโลจีจากส่วนต่างๆ ของโลกเริ่มมีประสิทธิภาพมากกว่าทุนนิยมโดยรัฐ และบวกกับการที่รัสเซียเริ่มแพ้สหรัฐในการแข่งขันเพื่อผลิตอาวุธ ระบบทุนนิยมโดยรัฐเริ่มเสื่อมและในที่สุดล่มสลาย ซึ่งนำไปสู่การสิ้นสุดของสงครามเย็น เราต้องเน้นเสมอว่ามันไม่ใช่การล่มสลายของระบบสังคมนิยมแต่อย่างใด
การปฏิวัติที่ประสบความสำเร็จในจีนหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เป็นการปฏิวัติชาตินิยมเพื่อขับไล่จักรวรรดินิยมตะวันตกและญี่ปุ่นออกไปจากประเทศ พรรคคอมมิวนิสต์จีนตอนนั้นรับแนวคิดสตาลินมาเต็มที่และลงมือสร้าง “ทุนนิยมโดยรัฐ” ในจีน การปฏิวัติครั้งนี้ต่างจากของรัสเซียเพราะชนชั้นกรรมาชีพไม่เคยมีบทบาทในการยึดอำนาจและไม่มีสภาคนงานเลย จีนจึงไม่เคยเป็นสังคมนิยมทั้งๆ ที่มีธงแดงและมีการประกาศโกหกโดยพรรคคอมมิวนิสต์จีนว่าเป็นสังคมนิยม จีนเริ่มมีปัญหาคล้ายรัสเซียในสมัย เติ้ง เสี่ยวผิง คือต้องการดึงการลงทุนและเทคโนโลจีมาจากส่วนอื่นของโลก จึงมีการเปิดประเทศและดึงการลงทุนจากบริษัทข้ามชาติเข้ามา มีการใช้ระบบผสมคือใช้ทุนนิยมกลไกตลาดเสรีบวกกับทุนนิยมโดยรัฐ และทุกวันนี้รัฐวิสาหกิจของจีนพัฒนาเป็นบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ ที่มีรัฐเป็นเจ้าของและบางครั้งลงทุนร่วมกับบริษัทเอกชน ที่สำคัญคือ ทั้งในยุค เหมา เจ๋อตง และยุค เติ้ง เสียวผิงถึงปัจจุบัน กรรมาชีพจีนถูกกดขี่ขูดรีดอย่างหนักเพื่อการสะสมทุน
สรุปแล้วเราต้องเข้าใจว่ามันมีสองรูปแบบในการบริหารทุนนิยม คือการอาศัยกลไกตลาดเสรี กับการอาศัยการควบคุมและลงทุนโดยรัฐ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นมันเป็นแค่การบริหารทุนนิยม การใช้รัฐมันไม่ใช่ระบบสังคมนิยมแต่อย่างใด สังคมนิยมต้องเป็นการกระทำโดยชนชั้นกรรมาชีพผ่านการปฏิวัติล้มระบบทุนนิยม การยกเลิกกลไกตลาด และการยกเลิกชนชั้นนายทุน และสังคมนิยมต้องเป็นระบบที่บริหารการผลิตแบบประชาธิปไตยเพื่อตอบสนองทุกคนไม่ใช่แค่คนรวย ยิ่งกว่านั้นในระบบเศรษฐกิจโลกาภิวัตน์สังคมนิยมสร้างในประเทศเดียวไม่ได้ ต้องแพร่กระจายไปสู่ประเทศหลักๆ อีกด้วย

