เรียบเรียงโดย กองบรรณาธิการ
ถ้าพิจารณาสินค้าอย่างผิวเผิน มันจะมีภาพง่ายๆ คือมันเป็นผลผลิตที่เป็นประโยชน์ต่อชีวิต
ไม้เมื่อถูกแปรรูปเป็นโต๊ะ ก็ยังเป็นไม้ที่จับต้องได้ แต่เมื่อมันกลายเป็นสินค้า มีเหตุการณ์มหัศจรรย์เกิดขึ้น ซึ่งน่าทึ่งกว่าภาพฝันของโต๊ะที่เดินเองหรือเต้นรำเองได้ คือโต๊ะในฐานะสินค้า กลายเป็นสิ่งที่มีค่าในฐานะที่แลกเปลี่ยนกับสินค้าอื่นได้ เหมือนกับว่ามันเป็นคุณสมบัติ “ธรรมชาติ” ของโต๊ะ
การมองว่าสินค้ามีค่าแลกเปลี่ยนในตัวมันเอง ซึ่งนำไปสู่การแลกเปลี่ยนในตลาด และนำไปสู่ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ผู้แลกเปลี่ยนนั้น เป็นการมองทุกอย่างกลับหัวกลับหาง หรือที่เรียกว่าความคิด “คลั่งสินค้า” เพราะสินค้าไม่ใช่จุดเริ่มต้น แต่เรากลับนำสินค้าหรือวัตถุมากำหนดและควบคุมมนุษย์ เรามองว่าความสัมพันธ์หลักคือการแลกเปลี่ยนสินค้า โดยที่มนุษย์เป็นแค่เครื่องพ่วง แทนที่จะยอมรับว่าสิ่งที่เรากำลังแลกเปลี่ยนแบ่งปันคือ “การทำงานของคน”
• ผลผลิตจะไม่เป็นสินค้าโดยอัตโนมัติ การผลิตเพื่อใช้เองในครอบครัว หรือการผลิตเพื่อยกให้เจ้านาย ไม่ได้ทำให้สินค้าเกิดขึ้น
• สินค้าเกิดจากการแลกเปลี่ยนระหว่างสินค้า
• วัตถุบางอย่างไม่มีมูลค่าแลกเปลี่ยน เช่นอากาศที่เราหายใจ
วัตถุทุกชนิด รวมถึงสินค้า มีมูลค่าสองชนิดที่ดำรงอยู่ในตัวมันเอง แต่แตกต่างกันคือ
1. มูลค่าใช้สอย คือความเป็นสิ่งที่ใช้เป็นประโยชน์ได้ ซึ่งขึ้นอยู่กับลักษณะทางวัตถุของมัน เราวัดประโยชน์ใช้สอยเป็นหน่วยทางวิทยาศาสตร์ไม่ได้ เพราะใช้สอยในลักษณะต่างกัน เรารู้แค่ว่ามันมีประโยชน์ในด้านใดด้านหนึ่งของชีวิต และมูลค่าใช้สอยนี้อิสระจากการทำงานของมนุษย์ (เช่นไม่ว่าเราจะขยันแค่ไหนในการทำอาหารชิ้นหนึ่ง ถ้ามันเน่าก็ใช้สอยไม่ได้)
2. มูลค่าแลกเปลี่ยน ซึ่งเป็นลักษณะพิเศษของการเป็นสินค้า ถ้าอะไรไม่ใช่สินค้าจะไม่มีมูลค่าแลกเปลี่ยน และถ้าอะไรไม่มีมูลค่าใช้สอยก็แลกเปลี่ยนไม่ได้เช่นกัน

