การถกเถียง

โดย กองบรรณาธิการ

​บ่อยครั้งเวลานักสังคมนิยมมาร์คซิสต์ถกเถียงกับคนอื่น เรามักจะพบว่า คนที่เราไม่เห็นด้วยแสดงความไม่พอใจ มีการกล่าวหาเราว่า “เป็นพวกที่คิดว่าตนเองถูกและรู้ทุกอย่าง” หรือมีการวิจารณ์เราว่า “เป็นพวกไม่ฟังคนอื่น” หรืออาจมีการแสดงความน้อยใจไม่พอใจโดยไม่พูดอะไรออกมา เหมือนกับว่าการถกเถียงเป็นสิ่งที่ผิดหรือไม่สมควร โดยเฉพาะเวลานักมาร์คซิสต์หนุ่มสาวกล้าเถียงกับคนที่อายุมากกว่า หรือเมื่อไปเถียงกับคนที่มีตำแหน่งเป็นอาจารย์เป็นต้น บางคนที่ไม่เห็นด้วยกับเราจะบอกว่าเขา “ไม่ชอบ” เรา เหมือนกับว่ามันเป็นเรื่องวิจารณ์แบบส่วนตัว เพราะเขามองว่าการถกเถียงเป็นเรื่องส่วนตัวแทนที่จะมองว่าเป็นเรื่องหลักการหรืออุดมการณ์ และนักวิชาการ ปัญญาชน หรือนักเอ็นจีโอบางคนอาจหลีกเลี่ยงที่จะแลกเปลี่ยนกับเราไปเลย คือเมื่อปิดหูปิดตา เมื่อหูหนวกตาบอด ถึงจุดยืน เหตุผล และข้อมูลของคนที่คิดต่าง ก็จะสบายใจ พูดอะไรออกมาก็ได้ เขียนอะไรก็ได้ ไม่มีใครตรวจสอบ

               บทความ “วิชาการ” หลายๆ บทความในไทย อาจเป็นส่วนใหญ่ก็ได้ มักไม่กล่าวถึงแนวคิดที่เห็นต่างเลย โดยเฉพาะแนวคิดของนักมาร์คซิสต์ ส่วนใหญ่จะเป็นบทความเชิงบรรยาย เหมือนกับว่านั้นคือความจริงสมบูรณ์ เรื่องน่าเป็นห่วงในไทยคือ คนจำนวนมากมองว่าแนวคิดกลไกตลาดเสรีเป็น “ความจริง” ทางเศรษฐศาสตร์ ในอดีตมีคนพูดเป็นประจำว่า อัมมาร สยามวาลา เป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่ทุกคนเคารพ แทนจะพูดกันว่าเขาใช้ความคิดแบบเสรีนิยมใหม่ที่ปกป้องกลุ่มทุน คือเขาเป็นแนวปฏิกิริยาชัดๆ เพราะข้อเสนอของเขาขัดกับผลประโยชน์ของคนจน

               นอกจากนี้คนในแวดวงเอ็นจีโอ หรือพวกที่เป็นอนาธิปไตยไม่ยอมรับการจัดตั้งภายในองค์กร มักมองว่าการเห็นต่างที่จบลงด้วยการยกมือลงคะแนนเสียง เป็นเรื่อง “ผิด” ที่นำไปสู่ความแตกแยก เขามักจะอยากหลีกเลี่ยงการยกมือหามติ หลีกเลี่ยงที่จะเสี่ยงกับการแพ้มติ และคงไม่ยอมทำตามมติเสียงส่วนใหญ่แน่นอน พวกนี้มักจะคุยยาว ยาวจนหมาหลับ เพื่อให้ทุกคนเห็นด้วยกับเขา เสร็จแล้วก็จะได้สรุปว่าทุกคนเห็นตรงกัน ชาวมาร์คซิสต์ไม่กลัวการแพ้มติ และเราจะยอมรับมติเสียงส่วนใหญ่ เพราะมวลชนสำคัญที่สุด และเราพร้อมจะทำงานกับคนที่คิดต่าง ถ้าพอไปกันได้ในเป้าหมายเฉพาะหน้า

               บางครั้งในเวทีที่มีคนเห็นต่าง เราจะได้ยินการพูดว่า “ผม/ฉันเห็นด้วยกับคุณ” เสร็จแล้วก็พูดต่อไปในทำนองที่ตรงกันข้าม ในที่สุดการถกเถียงกลายเป็นเรื่องไร้สาระ และในสมัยที่พวกโพสต์โมเดิร์นรุ่งเรือง บางคนหลงเชื่อว่า “ความจริงแท้ไม่มีในโลก” และความคิดทุกชนิดมีค่าเท่ากัน นักมาร์คซิสต์เห็นต่างชุดความคิดที่กดขี่สตรีหรือคนรักเพศเดียวกัน ชุดความคิดที่ดูถูกชนกลุ่มน้อย คนต่างชาติ หรือคนจน หรือชุดความคิดที่พาเราไปกราบไหว้ชนชั้นปกครอง ล้วนแต่ขัดกับผลประโยชน์คนส่วนใหญ่ที่เป็นผู้ทำงาน และชุดความคิดที่ไม่พูดถึงการขูดรีดมูลค่าส่วนเกินจากกรรมาชีพ หรือไม่เสนอว่าวิกฤตทุนนิยมมาจากการลดลงของอัตรากำไร ล้วนแต่เป็นความคิดที่อธิบายระบบเศรษฐกิจทุนนิยมไม่ได้ และเป็นวิธีปกป้องผลประโยชน์ของคนรวยและนายทุน ความคิดส่วนใหญ่ในโลกมักสังกัดชนชั้น

​เราชาวมาร์คซิสต์จำเป็นจะต้องใช้ชีวิตท่ามกลางการถกเถียงเสมอ เพราะการถกเถียงระหว่างแนวความคิดที่แตกต่างกันนำไปสู่การพิสูจน์ในโลกจริงว่าอะไรตรงกับโลกจริง และอะไรเป็นแค่นิยายหรือภาพลวงตา เราพยายามเข้าใจความจริงของโลกให้มากที่สุด แต่เราไม่ได้มองว่าเราจะพบความจริงสมบูรณ์แล้วเรื่องมันจบ เพราะสิ่งที่เราคิดว่าตรงกับความจริงมากที่สุด อาจต้องถูกปรับปรุงแก้ไขเมื่อถูกท้าทายจากเหตุการณ์หรือข้อมูลใหม่ ดังนั้นการถกเถียงจึงจบไม่ได้ ต้องดำเนินไปเรื่อยๆ และนี่คือวิธีการแบบ “วิทยาศาสตร์” มาร์คซ์เคยอธิบายว่าใครที่ไม่นำความคิดไปปฏิบัติในโลกจริงจะตาบอด

ถ้าเห็นด้วยกับแนวทาง “องค์กรสังคมนิยมแรงงาน” เชิญสมัครสมาชิก

บทความอื่น ๆ