โดย จำรัส เเจ่มโสภิณ
พวกปฏิปักษ์ปฏิวัติมักมีข้อทักท้วงที่คอยบ่อนทำลายกำลังใจกรรมาชีพเสมอ ด้วยข้อความที่ว่า “กรรมาชีพไม่สามารถปกครองตัวเองได้หากปราศจากนายจ้าง” แต่ความจริงแล้ว การหาได้เป็นอย่างนั้นไม่ มันไม่มีทางเป็นไปได้ที่ผู้ผลิตจะไม่สามารถบริหารจัดการสิ่งที่ตัวเองสร้างและคลุกคลีตลอดอาชีพการทำงาน เพราะพวกเขาทั้งรับรู้และเข้าใจแก่นแท้ของการผลิต กลับกันนายจ้างนี่แหละที่ไม่สามารถอยู่ด้วยตัวคนเดียวได้โดยปราศจากเเรงงานเพราะนายจ้างมีดีก็แค่คิดหากำไรเข้าตัวเท่านั้น ในโรงงานใหญ่บางเเห่งนายจ้างอาจไม่แม้แต่จับเครื่องจักรเองสักครั้งเดียว
การผลิตแบบคอมมูน
กรรมาชีพและชาวนาเคยร่วมมือกันโค่นล้มระบบการผลิตแบบขูดรีดในโลกของทุนนิยมอยู่ช่วงหนึ่งของประวัติศาสตร์ การผลิตใหม่ที่นำโดยกรรมาชีพเเละชาวนาก็ถูกสถาปนาขึ้นนั่นคือการผลิตแบบ “คอมมูน” คือเมื่อกรรมาชีพยึดปัจจัยการผลิตที่เคยถือครองโดยนายทุนเช่น โรงงาน ที่นา เรือกสวน กรรมาชีพก็สถาปนาระบบการผลิตที่ผลิตเอง ใช้เอง เรียกได้ว่าเป็นระบบที่นำผลผลิตกลับคืนสู่มือผู้ผลิต โดยลักษณะของมันคือ กรรมาชีพจะมีการจัดตั้งหน่วยต่าง ๆ ของตัวเองเพื่อเเบ่งส่วนการผลิตอย่างเป็นระบบ และใช้หลักการประชาธิปไตยรวมศูนย์ กรรมาชีพจะสร้างสภาแรงงานในแต่ละโรงงานที่ตัวเองประจำอยู่เพื่อประชุมและหามติในการแก้ไขข้อผิดพลาดและชี้นำในส่วนของแผนการเเละนโยบาย หลักการคอมมูนนี้คือเป้าหมายของการปฏิวัติของชนชั้นกรรมาชีพ ดังตัวอย่างปารีสคอมมูนและหมู่บ้านต้าจ้ายในจีน
ปารีสคอมมูน ค.ศ.1871
ท่ามกลางกระแสการปฏิวัติ ชนชั้นกรรมาชีพในฝรั่งเศสได้ลุกขึ้นต้านอำนาจของจักรพรรดินิยมนโปเลียนที่ 3 ที่ได้ยึดอำนาจการปกครองมาเเล้ว 20 ปี ระบอบนี้ได้นำฝรั่งเศสไปสู่สงครามและหายนะ จนเกิดปัญหาทางเศรษฐกิจเป็นต้นเหตุให้กรรมาชีพในปารีสเเละในหลายๆ พื้นที่ตั้งตัวเป็นขบวนการกรรมกรแต่ก็ถูกรัฐบาลปราบปราม จนฟางเส้นสุดท้ายขาด กรรมกรในปารีสได้จัดตั้งคอมมูนเป็นของตัวเองโดยใช้แนวทางติดอาวุธ ส่วนการบริหารจัดการภายในใช้หลักประชาธิปไตยรวมศูนย์ มีการประชุมหารือกันในทุกท่วงทำนองของสถานการณ์ กรรมกรในปารีสออกมาต่อสู้อย่างอาจหาญ ตั้งแต่ 18 มีนาคม-28 พฤษภาคม 1871 เหตุการณ์นี้นับว่าเป็นชัยชนะของกรรมาขีพครั้งแรกในโลกทุนนิยมที่สามารถจัดตั้งคอมมูนได้ แต่คอมมูนในปารีสนี้ก็ได้มีบทเรียนที่สำคัญ คาร์ล มาร์คซ์กล่าวว่า การไม่เข้ายึดอำนาจรัฐส่วนกลางจนรัฐบาลเดิมซ่อมสุมกำลังและกลับมาล้างแค้นได้สำเร็จ และไม่มีการปฏิวัติของประเทศรอบข้างเชื่อมประสานกับคอมมูนปารีส ทำให้คอมมูนโดดเดี่ยว ไปไม่ถึงสังคมนิยมที่มาร์คซ์อยากเห็น คือกรรมาชีพยึดอำนาจรัฐและใช้อำนาจการเมืองนี้ยึดทุนทั้งหมดของชนชั้นนายทุนและจัดตั้งระบอบสังคมใหม่
ต้าจ้าย (Dazhai) แบบอย่างเกษตรกรรมศึกษายุค 1960s-70s
หมู่บ้านต้าจ้ายตั้งอยู่ในอำเภอปกครองตนเองหลงเซิ่ง เมืองกุ้ยหลิน เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง หมู่บ้านในหุบเขานี้เดิมเคยเป็นพื้นที่ของเจ้าที่ดินที่ขูดรีดชาวนาผู้เช่าที่นา พื้นที่แห่งนี้ก่อนที่จะมีการตั้งคอมมูนของเกษตรกร เมื่อน้ำมาน้ำก็ท่วม เมื่อไม่มีน้ำน้ำก็เเล้ง นี่ก็เป็นเพราะอยู่ภายใต้การปกครองของเจ้าที่ดินจึงไม่มีการบริหารจัดการเรื่องพรรค์นี้เพราะเมื่อเจ้าของที่ดินได้ประโยชน์จากการเก็บค่าเช่าแล้วเขาก็ไม่ลงเเรงในการจัดการเลย จึงทำให้พืชผลเกษตรกรไม่โตส่งขายไม่ได้ ทำให้เกษตรกรไม่มีเงินมากพอไปจ่ายค่าเช่าให้เจ้าที่ดิน บ้างก็ต้องขายลูกขายเมียให้เจ้าที่ดินแทนการจ่ายค่าเช่าเพื่อยื้อเวลาในการทำเกษตรกรรม แต่พอหลังจากประชาชนต้าจ้ายได้ยึดที่ดินจากเจ้าที่ดินด้วยการนำของพรรคคอมมิวนิสต์เเละกรรมาชีพก็ได้ก่อตั้งคอมมูนเป็นของตัวเองเเละเริ่มทำเกษตรกรรมแบบบรวมหมู่ ประชาชนต้าจ้ายมาร่วมทำการผลิต ทำให้ผลผลิตเพิ่มสูงขึ้นหลายเท่าตัว ในช่วงปี 1953-1973 ประชากรต้าจ้ายเพิ่มขึ้นร้อยละ 61 ยอดปริมาณธัญญาหารเพิ่มขึ้นร้อยละ 278 และรายได้ของเกษตรกรเพิ่มขึ้นร้อยละ 932 ในส่วนโครงสร้างบริหารได้มีการตั้งคณะกรรมการหมู่บ้านหรือหน่วยพรรคที่มาจากการเลือกตั้งทั้งหมดนี้คือประชาธิปไตยรวมศูนย์ มีการจัดตั้งสภาหมู่บ้านที่มักจะหารือกันเรื่องการรับมือภัยพิบัติ ดำเนินโครงการการผลิตโดยทุกคนในหมู่บ้านสามารถเข้าร่วมประชุมได้ ด้วยเหตุนี้จึงสามารถแก้ไขปัญหาภัยเเล้งหรืออุทกภัยได้
นอกจากด้านการผลิตแล้วปัญหาทางด้านการศึกษาที่ประชาชนต้าจ้ายเคยมีนั้นก็ได้แก้ตกไปแล้วเช่นกัน เพราะเกษตรกรต้าจ้ายได้จัดตั้งกลุ่มศึกษาที่อาจมีหลังจากการทำงานรวมถึงในบางพื้นที่ของจีนได้มีการตั้งโรงเรียนภาคค่ำเพื่อเกษตรกรด้วย อย่างไรก็ตาม ในหมู่บ้านก็ยังมีกลุ่มคนที่ต่อต้านการปฏิวัติ โดยใช้กลอุบายต่างๆ โจมตีแนวคิดคอมมูนเเบบต้าจ้าย เมื่อประชาชนประชุมกันเเล้ว เสียงส่วนใหญ่ในหมู่บ้านก็ได้กลบความคิดเห็นที่เลวร้ายเช่นนี้ลงไปได้นี่เป็นอีกข้อพิสูจน์นึงว่ากรรมาชีพสามารถยืนด้วยลำแข้งของตนเองได้ทั้งสามารถสร้างประชาธิปไตยให้ทั่วถึงได้ดีเสียงยิ่งกว่าประชาธิปไตยในปัจจุบัน
บทเรียนของต้าจ้ายนั้นถึงแม้ว่าจะเป็นคอมมูนประชาชนก็จริงแต่ในสถานการณ์การปฏิวัติวัฒนธรรมของจีน การบริหารจัดการแบบเผด็จการบนลงล่างของพรรคอมมิวนิสต์ได้กุมชะตาอนาคตของคอมมูนโดยที่คอมมูนไม่ได้มีอำนาจเพียงพอในการต่อรอง และใช้โมเดลนี้กับแห่งอื่นๆ ในมณฑลต่างๆ จนเกิดปัญหาสิ่งแวดล้อม (แม้แต่ต้าจ้ายเองก็มีการแผ้วถางที่ดิน ทลายภูเขา การทำฟาร์มมากเกินไปจนเกิดการพังทลายของดิน) ความอดอยาก และการบังคับใช้แรงงานอย่างขาดประสิทธิภาพ เมื่อ เติ้ง เสี่ยว ผิง ขึ้นมามีอำนาจภายในพรรคก็สั่งยกเลิกระบบคอมมูนทั่วประเทศในที่สุด
กรรมาชีพชาวนามีแต่จะต้องจัดตั้งกันเท่านั้นไม่ใช่เพียงจบแค่เรียกร้อง แต่การจัดตั้งนี้สามารถพัฒนาไปสู่การยึดอำนาจการปกครองและปัจจัยการผลิตที่ถูกขโมยไป เราสามารถเรียนรู้และทำงานมวลชนให้ก้าวหน้าขึ้น โดยมีต้าจ้ายเเละปารีสคอมมูนปารีสเป็นตัวอย่างของการกระทำรวมหมู่และบทเรียนที่ดีได้
อ้างอิง
- ปารีสคอมมูน 1871 : เมื่อมนุษย์พยายามสร้างสังคมไร้การกดขี่. แปลโดย จักรพล ผลละออ
- หนังสือ “ต้าจ้าย,หงฉี แบบอย่างเกษตรกรรมของจีน” พิมพ์เมื่อปี 2521 แปลและเรียบเรียงโดย ส.สิริวัฒน์

