บริบทใกล้กัน ตอนที่ 1: ‘มาร์กซิสต์เฟมินิสต์’ มาจากไหน

โดย คมกริต

​การต่อสู้เพื่อสิทธิสตรีและการต่อต้านการกดขี่ทางเพศที่ผ่านมาผลักดันความก้าวหน้าในสังคมมาไม่น้อย และแสดงออกมาหลากหลายรูปแบบ สะท้อนรากฐานกรอบการวิเคราะห์ปัญหา ในที่นี้ ผู้เขียนต้องการสืบสาวการเสนอแว่นวิเคราะห์ในขบวนการปลดแอกสตรี ควบคู่ไปกับบริบทการต่อสู้กับการกดขี่สตรีในประวัติศาสตร์ บทความชิ้นนี้ ต้องการสืบหารากแนวทาง “มาร์กซิสต์-เฟมินิสต์” นั้นมาจากไหน ซึ่งเป็นกลุ่มเฟมินิสต์ซีกหนึ่งที่ต้องการเข้าใจและสู้กับการกดขี่สตรีในสังคมทุนนิยม ดังนั้น มาดูกันเล้ยยยย

ความผิดหวัง

                ทศวรรษที่ 1960 เป็นช่วงเวลาของกระแสต่อต้านสงครามภายในสหรัฐฯ และ “ซ้ายใหม่” ได้ถือกำเนิดขึ้น ซึ่งไม่ต้องการเดินตามรอยเท้าของพรรคคอมมิวนิสต์สหรัฐฯ บวกกับสถานการณ์อันเลวร้ายของผู้หญิงในสหภาพโซเวียต นำมาสู่การสรุปว่าสังคมนิยมปลดแอกผู้หญิงไม่ได้ ถึงกระนั้นปัญหาการกดขี่สตรียังไม่ได้รับความสำคัญนัก แม้ว่าสตรีหลายคนจะเป็นผู้นำในการต่อสู้ในช่วงต้นทศวรรษ 1960 แต่หลายคนประสบกับปัญหาการเหยียดเพศ

              ภายในคณะกรรมการนักศึกษาผู้ประสานงานด้านสันติวิธี (SNCC) และ Students for a Democratic Society (SDS) นักเคลื่อนไหวสตรีมักถูกหัวเราะเยาะบนเวที ถูกปามะเขือเทศใส่ และใบปลิวในช่วงแรกๆ เสนอว่าทักษะของสตรีในขบวนการมีเพียง “คนทำงานและภรรยา” โดยพวกเธอให้บริการด้วยทักษะงานธุรการ รวมทั้งทักษะงานบ้านและเซ็กส์

                ความไม่พอใจของกลุ่มนักเคลื่อนไหวสตรี นำไปสู่การจัดตั้งการต่อสู้เพื่อการปลดปล่อยตามแบบอย่างของขบวนการการปลดปล่อยชาติ กลายเป็นขบวนการปลดแอกสตรี (Women’s Liberation Movement, WLM) ทฤษฎีปิตาธิปไตยได้กลายมาเป็นทฤษฎีนำการต่อสู้ อย่างไรก็ตาม ปิตาธิปไตยมีความหมายต่างกันไปสำหรับนักเขียนแต่ละคน แต่โดยสรุปแล้ว ปิตาธิปไตยหมายถึงระบบการควบคุมและการครอบงำโดยผู้ชาย ซึ่งมีอยู่ก่อนระบบทุนนิยม และจะดำรงอยู่ควบคู่กันไปจนถึงมีการพัฒนาที่แยกจากกัน นี่คืออีกสาระสำคัญของแนวเฟมินิสต์

                ในช่วงนั้น แนวเฟมินิสต์ไม่เคยถูกกำหนดให้เป็นอุดมการณ์เฉพาะเจาะจง แต่แนวคิดดังกล่าวพยายามท้าทายบทบาททางเพศ ข้อเรียกร้องสี่ประการแรกของ WLM ได้แก่ ค่าจ้างที่เท่าเทียม โอกาสทางการศึกษาและการทำงานที่เท่าเทียมกัน การคุมกำเนิดและการทำแท้งฟรีตามต้องการ และสถานรับเลี้ยงเด็กฟรีตลอด 24 ชั่วโมง

                ส่วนในสหรัฐฯ WLM สตรีชนชั้นกลาง (ส่วนใหญ่เป็นคนขาว) ได้ผลักกรรมาชีพสตรีซึ่งเต็มไปด้วยคนหลากหลายเชื้อชาติออก ซึ่งเกิดขึ้นพร้อม ๆ กับช่วงขาลงของขบวนการแรงงานในทศวรรษ 1970 สร้างความสิ้นหวังว่ากรรมาชีพไม่สู้แล้ว จึงเกิดการตั้งคำถามปัญหาการกดขี่อื่น ๆ ฯลฯ มีการนิยามแนววิเคราะห์จากประสบการณ์การถูกกดขี่ เช่น Black Feminist, Radical Feminist, Socialist Feminist เป็นต้น

                ต่อมามีความพยายามรื้อฟื้นทฤษฎีมาร์กซ์และเองเกลส์ กรณีที่โดดเด่นคือ ลิส โวเกล ซึ่งพยายามเสนอแนวมาร์กซิสต์เฟมินิสต์เพื่อชักชวนขบวนการสตรีหันมาทบทวนงานลัทธิมาร์กซ์ และเสนอทฤษฎีการผลิตซ้ำทางสังคมในทศวรรษที่ 1980 มีใจความว่า สตรีถูกโยนภาระการผลิตซ้ำแรงงานตั้งแต่เริ่มแรกของสังคมชนชั้นจนถึงยุคทุนนิยมออกจากการผลิตทางเศรษฐกิจโดยรวม แต่โวเกลสรุปว่าเป็นเพราะสตรีมีร่างกายที่แตกต่างและยังเสนอว่าแนวร่วมสตรีข้ามชนชั้นสามารถนำการปลดแอกสตรี (และสู่สังคมนิยม)ได้ นำมาสู่ความคลุมเครือในมุมมองทางชนชั้น

                กระทั่งทศวรรษ 1990 ถึงต้น 2000 นักเคลื่อนไหวและนักวิชาการในขบวนการสตรีผลิตงานเขียนวิชาการและหนังสือมาร์กซิสต์เฟมินิสต์ออกมามากมาย และพยายามชิงความหมายของคำว่าเฟมินิสต์ หนึ่งในงานเขียนนั้นคือ Feminism Seduced โดย เฮสเตอร์ ไอเซนสไตน์ เธอเขียนงานดังกล่าวเพื่อดึงดูดนักอ่านในแวดวงวิชาการและขบวนการสตรี พร้อมโต้แย้งกับการดึงขบวนการสตรีเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของชนชั้นนำ ซึ่งถือว่าเป็นความก้าวหน้าในการทำความเข้าใจรูปแบบการกดขี่ที่เปลี่ยนแปลงไป สะท้อนความเป็นจริงและผลกระทบจากการกดขี่สตรีได้อย่างละเอียดและครบถ้วน แต่ยังคลุมเครือในด้านรากเหง้าการกดขี่สตรี พร้อมกันนี้ ยังมีการลดความสำคัญของชนชั้น โดยมองว่าเป็นรูปแบบการกดขี่แบบหนึ่งในการกดขี่อีกหลายประเภท และมีการเสนอการต่อสู้แบบคู่ขนาน หนึ่งคือต่อต้านการขูดรีด และสองคือต่อต้านการกดขี่และระบบชายเป็นใหญ่

พวกมาร์กซิสต์ทำอะไร

                ในสถานการณ์เช่นนี้ พวกมาร์กซิสต์ซึ่งกลายเป็นคนส่วนน้อย ได้รื้อฟื้นขนบสังคมนิยมที่เต็มไปด้วยการต่อต้านการกดขี่โดยนักปฏิวัติรุ่นก่อน ตั้งแต่การถกเถียงอย่างเร่าร้อนเกี่ยวกับแนวคิดของเซทคินและคอลลอนไท ประสบการณ์การปฏิวัติรัสเซีย และทฤษฎีที่เองเกลส์เสนอเกี่ยวกับรากฐานของการกดขี่สตรี ในหมู่นักเคลื่อนไหวรุ่นใหม่ในยุคนั้นพยายามทำความเข้าใจวัตถุนิยมประวัติศาสตร์และการปฏิวัติชนชั้นกรรมาชีพ เช่น โทนี่ คลิฟฟ์, คริส ฮาร์มาน, ลินด์ซี่ย์ เยอรมัน เป็นต้น และเข้าร่วมการเคลื่อนไหวอยู่เสมอ

                งานของเองเกลส์เกี่ยวกับการกดขี่สตรีและครอบครัว ชี้ให้เห็นว่าแนวคิดกดขี่เหล่านี้เกิดจากกระบวนการทางสังคมที่ได้รับการหล่อหลอมจากวิธีการก่อร่างสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบทบาทของครอบครัว ทำให้เราเข้าใจว่าการแบ่งแยกชนชั้นไม่ได้มีอยู่จริงในประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่ของมนุษย์ และแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการเปลี่ยนผ่านไปสู่สังคมชนชั้นครั้งแรกซึ่งนำมาสู่การกดขี่ผู้หญิง และคริสฮาร์มานได้ต่อยอดประเด็นที่ว่าสังคมชนชั้นเป็นรากกำเนิดการกดขี่อย่างไร ปิตาธิปไตยมีหน้าตาอย่างไรตามประวัติศาสตร์ ในงาน “ประวัติศาสตร์โลกฉบับประชาชน”

                โทนี่ คลิฟฟ์ ได้อภิปรายทฤษฎีทุนนิยมโดยรัฐซึ่งชี้ให้เห็นว่าเหตุใดรัฐ “สังคมนิยม” ในยุคนั้นจึงไม่ใช่สังคมนิยม รวมถึงประเด็นสถาบันครอบครัวว่านอกจากเป็นแหล่งดูแลสังคมราคาถูกของทุนแล้ว ยังเป็น “สวรรค์วิมาน” เหนือโลกของกรรมาชีพที่หวังว่าจะบรรเทาความทุกข์ในโลกจริงได้ จนถึงการยัดเยียดบทบาททางเพศและความคาดหวังถึงครอบครัวสมบูรณ์แบบ

                ลินด์ซี่ย์ เยอรมัน โต้ข้อเสนอที่ว่า กรรมาชีพชายเป็นพันธมิตรกับทุนเพื่อกีดกันสตรีจากที่ทำงานและให้อยู่ในครัวเรือนเพื่อปรนเปรอสามี อ้างอิงถึงกฎหมายค่าจ้างเพื่อเลี้ยงดูครอบครัว และการควบคุมบทบาทของกรรมาชีพสตรีให้เป็นแค่แม่บ้าน โดยเผยให้เห็นว่า ทุนนิยมยุคแรก ๆ ส่งผลให้เกิดอัตราการตายของทารกสูง จากความกังวลของกรรมาชีพหญิงและชายที่ต้องการมีครอบครัว และชนชั้นนายทุนก็มองว่าจะต้องลงทุนบ้างเล็กน้อย จึงเกิดกฎหมายค่าจ้างสำหรับเลี้ยงดูครอบครัว ถึงกระนั้น การควบคุมบทบาทของกรรมาชีพสตรีและการกล่อมเกลากรรมาชีพชายยังคงอยู่เพื่อให้ทุนสามารถผลักภาระการเลี้ยงดูสังคมให้กับครอบครัวปัจเจก ส่วนค่าจ้างเพื่อเลี้ยงครอบครัวก็ถูกทำลายอยู่เสมอ

ข้อสรุป

                การมองว่าชนชั้นกรรมาชีพมีอำนาจท้าทายทุนนิยมนั้นไม่ได้หมายความว่าจะมีพลังอื่นใดที่จะเข้ามาและปลดปล่อยผู้หญิง ผู้หญิงคือหัวใจของชนชั้นกรรมาชีพ และหัวใจของการปฏิวัติชนชั้นกรรมาชีพคือการปลดปล่อยตนเองของมวลมนุษยชาติ แต่การกดขี่ไม่ได้นำไปสู่การต่อต้านหรือความสามัคคีกับกลุ่มที่ถูกกดขี่อื่น ๆ โดยอัตโนมัติ แต่ยังสามารถนำไปสู่การแปลกแยกและการจำยอมได้ด้วย เช่นเดียวกับกรรมาชีพที่จะไม่ก้าวหน้าโดยอัตโนมัติ มาร์กซเคยสรุปไว้ว่า ช่วงเวลาการต่อสู้ของชนชั้นกรรมาชีพคือหัวเชื้อชั้นดีในการกำจัด “มะเร็งร้าย” ในสมองแต่จำเป็นต้องมีกลุ่มคนที่พร้อมจะเข้าร่วมในการกำจัดมะเร็ง

                เราต้องท้าทายแนวคิดที่ให้ความชอบธรรมแก่ความไม่เท่าเทียมและการกดขี่ แต่เราต้องกลับมาตอบคำถามเดิม ๆ เสมอว่าแนวคิดเหล่านี้มาจากไหน ใครได้ประโยชน์แท้ ทำไมชนชั้นจึงเป็นเงื่อนไขสำคัญในการต้านการกดขี่ และทำไมความคิดล้าหลังถึงหวนกลับมาหรือถูกตบแต่งใหม่เรื่อยมา

                เฟมินิสต์มีความหลากหลายรวมถึงมีความก้าวหน้ากว่ามากเมื่อเทียบ 20 ปีที่ผ่านมา และประเด็นชนชั้นถูกนำมาวิเคราะห์มากขึ้น อย่างไรก็ตาม ยังคงจำเป็นที่จะต้องชัดเจนถึงแนววิเคราะห์ มุมมองมาร์กซิสต์ที่มีต่อโลกและการเปลี่ยนแปลงที่เรากำลังสู้อยู่นั้นไม่ใช่แค่แนวทางเฉพาะอย่างหนึ่งในการต่อสู้เพื่อสิทธิสตรีหรือการกดขี่อื่น ๆ เราต่อสู้กับการกดขี่ด้วยทุกวิธีที่ทำได้ แต่ในมุมมองมาร์กซิสต์ การปฏิวัติสังคมนิยมเป็นหนทางเดียวเท่านั้นที่จะบรรลุการปลดปล่อยสตรีอย่างแท้จริง และแยกออกจากกันไม่ได้ ในขณะเดียวกันก็พร้อมเคลื่อนไหวปฏิรูปสิทธิสตรี

                นักสังคมนิยมนามว่า จูดิธ ออร์ ผู้เขียนหนังสือ “Marxism and Women’s Liberation” เคยให้ข้อสรุปว่า “ลัทธิมากซ์ไม่จำเป็นต้องมีอะไรมาต่อเติมเพื่อให้ใส่ใจกับการกดขี่สตรี” (Judith Orr. 2015)

อ้างอิง

  1. German L. October 2006. Theories of Patriarchy. International Socialist Journal. 
  2. McGregor S. October 2018. Social reproduction theory: back to (which) Marx? International Socialist Journal. 
  3. Orr J. June 2010. Marxism and feminism today. International Socialist Journal.

ถ้าเห็นด้วยกับแนวทาง “องค์กรสังคมนิยมแรงงาน” เชิญสมัครสมาชิก

บทความอื่น ๆ