ประเทศไทยยากจนเกินกว่าจะมีรัฐสวัสดิการจริงหรือ?

โดย แสงยุทธนา

กองบรรณาธิการ เรียบเรียง

​หลายครั้งคนชอบเข้าใจผิดว่าประเทศไทยเป็นประเทศยากจนเพราะมีคนจนเยอะหรือเพราะความเหลื่อมล้ำทางสังคมสูง แต่ความจริงแล้วประเทศยากจนกับประเทศที่มีคนยากจนเยอะไม่ใช่สิ่งเดียวกันแต่อย่างใด ประเทศไทยมี GDP อยู่ที่ 18.5 ล้านล้านบาทและผลิตภัณฑ์มวลรวมต่อคนต่อหัวอยู่ที่ประมาณ 2.5 แสนบาท เทียบกับประเทศอังกฤษหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งเป็นยุคที่เริ่มมีการสร้างรัฐสวัสดิการ GDP ต่อหัวของอังกฤษอยู่ที่ 3.5 แสนบาทถ้าเทียบกับเงินบาทไทยและสามารถสร้างระบบสวัสดิการที่ดีได้ ถ้าอังกฤษยุคนั้นทำได้ไทยก็ต้องทำได้ แต่ปัญหาหลักของการสร้างรัฐสวัสดิการไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลขใน GDP เพียงอย่างเดียว อย่างไรก็ตาม ในการประชุมงบประมาณของคณะรัฐบาลปี 2567 งบประมาณของกระทรวงการคลังที่ใช้สำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจได้อยู่ที่ 3.27 แสนล้านบาทในขณะที่งบที่ใช้สำหรับกองทัพได้อยู่ที่ 1.98 แสนล้านบาทซึ่งนั่นเท่ากับประมาณ 2 ใน 3 ของงบกระทรวงการคลัง ในขณะที่งบกระทรวงมหาดไทยได้งบมากที่สุดอยู่ที่ 3.53 แสนล้านบาท มันจึงเป็นข้อพิสูจน์หนึ่งว่าการที่ประเทศไทยไม่มีรัฐสวัสดิการไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเรื่องแค่ว่ามีเงินหรือเปล่า

            ทางด้านของการถือครองทรัพยากร Credit Suisse Global Wealth Data Book เคยวิเคราะห์ไว้ในปี 2566 ไว้ว่า คนรวยที่สุดของไทยร้อยละ 10% เป็นผู้ถือครองทรัพยากรกว่าร้อยละ 77% ของคนทั้งประเทศและคนรวยที่สุดร้อยละ 1% มีความมั่งคั่งเฉลี่ย 33 ล้านบาทต่อคน ซึ่งมันมากกว่าค่าเฉลี่ยของคนไทยที่จนที่สุดร้อยละ 20% ถึง 2,500 เท่า ปัญหาช่องว่างแบบนี้โดยหลักแล้วเป็นปัญหาที่พบได้ทั่วไปในประเทศเสรีนิยมที่ไม่มีการวางแผนหรือจัดสรรทรัพยากรโดยรัฐเพื่อทำลายการผูกขาดการถือครองทรัพยากรโดยคนไม่กี่กลุ่ม อีกทั้ง ในยามวิกฤตเศรษฐกิจเช่นในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 บริษัทหลายแห่งต้องปิดตัวลงหลังจากที่เหล่านักลงทุนทั้งชาวไทยและต่างชาติไม่ยอมลงทุนกับภาคอุตสาหกรรมแต่กลับไปแห่กันหว่านซื้อที่ดินสร้างอาคาร ไม่ก็ปั่นหุ้น การทําแบบนี้ในช่วงระยะแรกอาจจะได้อัตรากําไรเยอะแต่พอปล่อยไปซักพักราคาที่ดินที่ถูกกว้านซื้อไปหลายที่และหุ้นก็จะราคาสูงหูฉีกจนสุดท้ายฟองสบู่ก็จะแตกแถมที่ดินก็จะยังคงไม่ถูกใช้ แต่ก็จะมีนายทุนบางส่วนที่พยายามสถาปนาอัตรากำไรขึ้นมาใหม่ด้วยการซื้อโรงงานหรือบริษัทที่เคยปิดตัวลงด้วยราคาที่ถูกและการเข้ามาช่วยจากภาครัฐ ทำให้กิจการใหญ่บางส่วนสามารถอยู่รอดได้ด้วยการรวมศูนย์ทรัพยากรจากผู้แข่งขันที่แพ้ไปแล้วด้วยเหตุนี้ทรัพยากรของไทยจึงมิได้หายไปไหนแต่อย่างใด มันแค่ตกไปอยู่กับคนกลุ่มหนึ่งซึ่งเป็นธรรมชาติของระบบทุนนิยม

            แล้วเส้นทางสู่รัฐสวัสดิการไทยควรไปทางไหน? หลายคนให้ความหวังกับพรรคก้าวไกลที่พยายามเสนอเรื่องรัฐสวัสดิการด้วยระบบรัฐสภา แต่การเลือกตั้งครั้งล่าสุดในปี 2566 ที่ผ่านมาก็เป็นข้อพิสูจน์หนึ่งว่า อำนาจฝ่ายชนชั้นนำและฝ่ายอนุรักษ์นิยมไทยไม่ยอมให้พรรคการเมืองที่มีข้อเสนอเพื่อคนจนและข้อเสนอที่ขัดต่อผลประโยชน์ต่อพวกเขาได้ทำงานผ่านกลไกรัฐสภาแน่นอน อย่างไรก็ตามก็ใช่ว่าพรรคก้าวไกลจะก้าวหน้าขนาดนั้น เช่นมีการโจมตีนโยบายแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาทของพรรคเพื่อไทยด้วยข้อกล่าวหา “วินัยการคลัง” ซึ่งข้อกล่าวหาแบบนี้เคยเป็นข้อกล่าวหาที่ฝ่ายอนุรักษ์นิยมเคยใช้โจมตีนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรคของรัฐบาลไทยรักไทย เป็นวาทกรรมที่มีมาอย่างยาวนาน

            เส้นทางสู่รัฐสวัสดิการมีอยู่ทางเดียวคือการต่อสู้ของประชาชนคนธรรมดาจากเบื้องล่างฝ่ายประชาธิปไตย รัฐสวัสดิการทั่วโลกไม่มีที่ไหนได้มาด้วยการไม่ต่อสู้ของประชาชน แม้แต่ประเทศอังกฤษที่ผู้เขียนได้ยกตัวอย่างข้างต้นก็เกิดจากการต่อสู้ของสหภาพแรงงานและขบวนการแรงงานที่ต่อสู้กันตั้งแต่ก่อนสงคราม ประเทศไทยเองก็เช่นกัน เราไม่สามารถรอชนชั้นนำให้สร้างสิทธิขั้นพื้นฐานให้เราทั้งๆ ที่ทรัพยากรของเรามีมากพออยู่แล้ว ผลประโยชน์ของชนชั้นเราต้องสร้างจากชนชั้นเราเท่านั้น

ถ้าเห็นด้วยกับแนวทาง “องค์กรสังคมนิยมแรงงาน” เชิญสมัครสมาชิก

บทความอื่น ๆ