โดย กองบรรณาธิการ
ประกันสังคมเป็นที่จับตามองของคนธรรมดามากมาย จากประเด็นความไม่โปร่งใสในการบริหารเงินของผู้ประกันตนในหลายเรื่อง จนถึงการคอรัปชั่น เช่นการตั้งข้อสงสัยในการซื้ออาคารราคา 7 พันล้านบาท ทำให้มีการเรียกร้องให้เปิดเผยผลการบริหารทั้งหมด
มากไปกว่านั้น เราต้องพิจารณาถึงผลประโยชน์ที่กรรมาชีพควรได้ อย่างวันที่ 11 มี.ค. บอร์ดประกันสังคมไฟเขียวให้ปรับสูตรคำนวณบำนาญชราภาพใหม่ ของผู้ประกันตนมาตรา 33 และมาตรา 39 โดยใช้สูตรบำนาญ “เฉลี่ยตลอดการทำงาน ปรับเป็นค่าเงินปัจจุบัน” มารศรี ใจรังษี เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กล่าวว่า การใช้สูตรคำนวณบำนาญชราภาพใหม่ จะต้องทำควบคู่กับการปรับเพดานค่าจ้างใหม่ 17,500 บาท ที่จะเริ่มวันที่ 1 ม.ค. 2569 (ไทยพีบีเอส. มีนาคม 2568)
นโยบายนี้ทำให้มองเห็นก้อนเงินบำนาญที่ใหญ่ขึ้น อย่างไรก็ตาม นโยบายดังกล่าวสามารถเพิ่มประโยชน์แก่คนทำงานจริงหรือ? เมื่อต้องจ่ายเงินสบทบเพิ่มขึ้น
ในระบบทุนนิยม กรรมาชีพจะได้รับค่าจ้างแค่เพียงพอยังชีพเท่านั้น ในขณะที่ “มูลค่าส่วนเกิน” ที่กรรมาชีพผลิตได้ถูกนายทุนขโมยไป การเพิ่มเงินบำนาญดังกล่าวจึงไม่ได้กระทบหรือทวงสิ่งที่ควรได้จากทุน ในกรณีระบบจ่ายเงินสมทบของประกันสังคมปัจจุบันที่กำหนดให้ลูกจ้างกับนายจ้างจ่ายเท่ากัน หมายความว่ากรรมาชีพจะไม่มีทางเก็บเงินได้มากพอที่จะทำให้นายจ้างต้องจ่ายเงินสูงขึ้นเป็นพิเศษได้ ระบบแบบนี้จึงไม่สามารถลดความเหลื่อมล้ำและเพิ่มสวัสดิการให้กรรมาชีพได้ การจัดสวัสดิการนี้คล้ายๆ กับกองทุนการออม โดยใช้ระบบการสมทบระหว่าง รัฐ นายจ้าง และ กรรมาชีพ เป็นนโยบายแบบหนึ่งในแนวเสรีนิยมที่ไม่ต้องการเก็บภาษีกลุ่มทุนเพิ่ม
รายงานประจำปี 2567 GDP ในไทยมีมูลค่าทั้งสิ้น 18.58 ล้านล้านบาท (ไทยพับลิก้า. กุมภาพันธ์ 2568) นี่คือภาพรวมของการผลิตซึ่งกรรมาชีพคือผู้อยู่ใจกลางการผลิตของเศรษฐกิจ ในขณะที่ค่าจ้างเฉลี่ยของแรงงานในระบบอยู่ที่ 15,738 บาทต่อคนต่อเดือน ส่วนแรงงานอิสระอยู่ที่ 15,878 บาท ต่อคนต่อเดือน (ฐานเศรษฐกิจ. กุมภาพันธ์ 2568) นอกจากนี้ เว็บไซต์สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง ระบุว่ารายได้ภาษีของไทยมีสัดส่วนประมาณร้อยละ 18 ของ GDP กล่าวอีกนัยคือ เป็นค่าใช้จ่ายภาครัฐซึ่งจะรวมถึงการบำรุงโครงสร้างพื้นฐานและสวัสดิการต่าง ๆ ในสังคม ทั้ง ๆ ที่คนทำงานผลิตมูลค่ามากมายมหาศาล
ในปี 2564 World Bank เปิดเผยว่า ความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ของไทยสูงสุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออก-แปซิฟิก อยู่ที่ 0.43 ค่าสัมประสิทธิ์จีนี (GINI Coefficient) ซึ่งจะมีค่าอยู่ระหว่าง 0 ถึง 1 (ความเหลื่อมล้ำค่าสัมประสิทธิ์ จะเข้าใกล้ 0 และ จะเป็น 1 หากความเหลื่อมล้ำสูง)
ดังนั้น การเพิ่มเงินสมทบลูกจ้างเพื่อให้รัฐและเอกชนเพิ่มเงินสมทบตามอาจจะเพิ่มผลประโยชน์ให้กับลูกจ้างได้นิดหน่อยในอนาคต แต่มันสร้างความยากลำบากเพิ่มขึ้นในปัจจุบันเพราะลำพังค่าจ้างก็ไม่พอยาไส้อยู่แล้ว
เราต้องตั้งคำถามว่า ทำไมต้องเก็บเงินจากลูกจ้างเพิ่ม ในเมื่อความร่ำรวยทั้งหมดในสังคมลูกจ้างสร้างมาแต่แรกอยู่แล้ว ทำไมไม่ไปเอาจากพวกที่ขโมยมูลค่าส่วนเกินของลูกจ้างกลับคืนมาแทน จึงต้องยกเลิกการเก็บเงินสมทบจากลูกจ้าง แล้วเก็บภาษีจากนายทุนเพิ่ม หากดูมูลค่า GDP ด้านบน จะเห็นว่ายังมีมูลค่าอีกจำนวนมหาศาลที่ไม่ได้นำมายกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน
นอกจากนี้ ระบบสวัสดิการต่าง ๆ ต้องรวมในระบบเดียว เพื่อลดความซับซ้อนที่ไม่จำเป็นอย่างที่เกิดขึ้นระหว่างการใช้สิทธิ์ประกันสังคมกับบัตรทอง รวมถึงการใช้ระบบบริหารไตรภาคี ในที่นี้คือตัวแทนจาก ผู้ใช้บริการ สหภาพแรงงาน และตัวแทนรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เพราะความโปร่งใสต้องเกิดขึ้นมากกว่าการรอรายงานประจำปี
พวกเสรีนิยมมักอ้างว่า ไทยจะกลายเป็นสังคมผู้สูงอายุ อัตราการเกิดน้อย รัฐมีเงินไม่พอ เพื่อค้านการเพิ่มสวัสดิการ จริง ๆ ไม่เป็นปัญหาเลย คนวัยทำงานลดลง แต่ประสิทธิภาพการผลิตเพิ่มขึ้นตลอดทุกปี ดังนั้น ผลผลิตจะมีเพียงพอสำหรับทุกคน ถ้ามีการจัดสรรที่เท่าเทียมเป็นธรรม

