ลัทธิมาร์คซ์มอง “ชนชั้น” อย่างไร

โดย วัฒนะ วรรณ

            ในหนังสือประวัติศาสตร์โลก ของคริส ฮาร์มาน นักมาร์คซิสต์อังกฤษ สมาชิกพรรค Socialist Workers Party อธิบายไว้ว่า ในสังคมยุคบุพกาลเป็นสังคมของคนเก็บของป่าล่าสัตว์ มนุษย์อยู่กันเป็นกลุ่มเล็กๆ ในลักษณะเครือญาติ ทรัพยากรทุกอย่างเป็นของกลางหมด มีการแบ่งกันอย่างเท่าเทียม ไม่เลือกปฏิบัติ ในสังคมแบบนี้มนุษย์ไม่มีการแบ่งชนชั้น ไม่มีผู้ปกครอง ไม่มีการเลือกปฏิบัติระหว่างชายหญิง แต่ก็เป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากของมนุษย์ เพราะไม่มีส่วนเกินของผลผลิตสะสม หากสภาพแวดล้อมมีการเปลี่ยนแปลง เมื่อสังคมมนุษย์พัฒนาขึ้น มีการเพิ่มผลผลิต ทำให้ชีวิตมีความมั่นคงมากขึ้น สังคมมีความซับซ้อนเพิ่มขึ้น มีการแบ่งงานกันทำ ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์เริ่มมีการเปลี่ยนแปลง มีคนกลุ่มหนึ่งเริ่มเข้ามาทำหน้าที่ “ควบคุม” การเก็บอาหารเพื่อความมั่นคงของสังคม เริ่มมีทาส มีความเหลื่อมล้ำระหว่างมนุษย์ และเริ่มมีการบังคับมนุษย์ด้วยกันทำงานในบางครั้ง

​องค์กรสังคมนิยมแรงงาน เป็นองค์กรสังคมนิยมที่ใช้แนวคิดมาร์คซิสต์ในการวิเคราะห์สังคม มีเป้าหมายในการเปลี่ยนสังคมไปเป็นสังคมนิยมที่เป็นประชาธิปไตยแท้จริง มีความเท่าเทียมทั้งทางเศรษฐกิจและการเมือง ไม่ใช่ประชาธิปไตยปลอมๆ หรือประชาธิปไตยครึ่งใบ ที่ประชาชนมีอำนาจทางการเมืองบางส่วนแค่ในการเลือกตั้ง อำนาจจัดการเศรษฐกิจเป็นเผด็จการที่ควบคุมโดยชนชั้นนายทุน ผู้ปกครอง ที่เป็นคนส่วนน้อย

​ในสังคมไทยเมื่อมีการพูดถึงชนชั้น บางครั้งจะถูกมองว่าล้าสมัย เชย บางครั้งถูกมองว่าไม่ใช่เรื่องสำคัญแล้วเพราะคนกลุ่มต่างๆ สามารถขยับชนชั้นได้ตลอดเวลาโดยเฉพาะคนชั้นล่างถ้าขยันและมีความอุตสาหะเพียงพอ หรือบางครั้งชนชั้นถูกตีความหมายแคบแค่การเห็นอกเห็นใจคนจนเพียงเท่านั้นในลักษณะกลุ่มคนที่เป็นผู้ถูกกระทำเพียงฝ่ายเดียว การเห็นใจคนจนคนชั้นล่างเป็นเรื่องก้าวหน้าในฐานะมนุษย์ แต่มันไม่พอที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงสังคมได้ สร้างความเท่าเทียมได้อย่างถาวร

​นักมาร์คซิสต์แบ่งชนชั้นตามความสัมพันธ์กับระบบการผลิตสินค้า ระบบการผลิตสินค้าเป็นสิ่งที่ทำให้มนุษย์มีชีวิตอยู่รอดบนโลกใบนี้ได้ ความสัมพันธ์กับระบบการผลิตสินค้าที่แตกต่างกันของมนุษย์แต่ละคน แต่ละกลุ่ม จะนำไปสู่ความสัมพันธ์ทางอำนาจที่แตกต่างกัน และในทุกยุคทุกสมัยความสัมพันธ์ดังกล่าวจะมีส่วนกำหนดลักษณะสังคมและการเมืองด้วย ซึ่งนักมาร์คซิสต์เรียกว่า “วัตถุนิยมประวัติศาสตร์” ในยุคปัจจุบันทั่วโลกกลายเป็นสังคมสังคมทุนนิยมทั้งหมดแล้ว โครงสร้างทางชนชั้นหลักๆ จะแบ่งเป็น ชนชั้นนายทุน ชั้นกรรมาชีพ และมีกลุ่มชนชั้นกลางเป็นส่วนน้อย ที่มีความหลากหลายภายในชนชั้นตนเอง

​ชนชั้นนายทุน จะเป็นผู้ควบคุมหปัจจัยการผลิต เป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต เช่นโรงงาน บริษัท วัตถุดิบ เงินทุน รวมถึงรัฐวิสาหกิจด้วย โลกปัจจุบันนายทุนอาจจะไม่ได้ครอบครองหรือเป็นเจ้าของบริษัททั้งหมด อาจจะแค่ถือหุ้นส่วนใหญ่ แต่สิ่งสำคัญที่ต้องพิจารณาคือเขามี “อำนาจ” ในการควบคุมปัจจัยการผลิตหรือไม่ เพราะอำนาจในการควบคุมปัจจัยการผลิตจะเป็นตัวกำหนดอำนาจในการควบคุมสังคมในส่วนอื่นๆ ด้วย โดยเฉพาะอำนาจทางการเมือง ในกรณี รัฐวิสาหกิจ “นายทุน” มักเป็นข้าราชการระดับสูง ทหารระดับนายพล ที่อยู่ในตำแหน่งกรรมการบริหาร โดยที่ไม่มีความเป็นเจ้าของเลย

​การที่นายทุนทั้งชนชั้นควบคุมเศรษฐกิจทั้งหมด ทำให้นายทุนมีอำนาจมาก เพราะมันเกี่ยวข้องกับความอยู่รอดของคนในสังคม การตัดสินใจใดของนายทุนจะมีผลกระทบกับคนในสังคมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นลงทุน ถอนทุน การจ้างงาน หรือการเลิกจ้าง อำนาจในการควบคุมทางเศรษฐกิจดังกล่าวไม่ต้องผ่านการเลือกตั้ง รวมถึงอำนาจในการควบคุมโครงสร้างรัฐในส่วนที่ไม่มีการเลือกตั้งด้วย เช่น กองทัพ ตำรวจ สื่อ ศาล ผ่านความสัมพันธ์ที่ซับซ้อน ในการควบคุมคนในสังคม นักมาร์คซิสต์จึงมอง “รัฐบาล” กับ “รัฐ” แตกต่างกัน การควบคุมรัฐบาลผ่านการเลือกตั้ง อาจจะไม่สามารถควบคุมรัฐได้ การรัฐประหารและการใช้อำนาจกระบวนการยุติธรรมหลายๆ ครั้งในไทยเป็นตัวอย่างในเรื่องนี้

​ชนชั้นกรรมาชีพ ลูกจ้างไม่ว่าจะทำงานในโรงงาน ในสำนักงาน ข้าราชการชั้นผู้น้อย แรงงานรับจ้างในภาคเกษตร พยาบาล ครู อาจารย์ หมอ ทนาย ฯลฯ ไม่ว่าจะมีรสนิยมใช้ชีวิตอย่างไร การศึกษาระดับไหน ถ้าไม่มีอำนาจในการควบคุมปัจจัยการผลิต ถือว่าเป็นชนชั้นกรรมาชีพ ถึงแม้จะไม่มีอำนาจแต่มีพลังในการต่อรองสูงถ้ารวมตัวกันเป็นสหภาพแรงงาน ขึ้นอยู่กับระดับความเข้มแข็งของการจัดตั้งทางความคิดทางการเมือง โดยเฉพาะอำนาจต่อรองจากการนัดหยุดงาน ซึ่งเป็นพลังซ่อนเร้นมหาศาลในใจกลางการผลิตของระบบทุนนิยม

​การหยุดงาน ยึดสถานที่ทำงาน ถ้ามีการประสานงานกันพร้อมกันทั้งสังคม จะสามารถนำไปสู่การออกแบบสร้างสังคมใหม่ได้ เปลี่ยนโครงสร้างความสัมพันธ์ทางอำนาจต่างๆ ได้ ซึ่งหมายถึงการสร้างสังคมที่มีความเท่าเทียมกันจริงๆ โดยที่ไม่มีชนชั้นได้ แต่ถ้าจะไปถึงระดับนั้น มันไม่สามารถเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติได้ กรรมาชีพจะต้องพัฒนาจิตสำนึกที่เป็นอิสระจากรัฐนายทุนที่ค่อยกล่อมเกลา ซึ่งจะทำแบบนั้นได้จะต้องมีพรรคที่เป็นองค์กรจัดตั้งของตนเอง เพื่อทำหน้าที่นำการเมืองอิสระของกรรมาชีพไปสู่ในส่วนต่างๆ ของสังคม

​ชนชั้นกลาง เป็น “กลุ่มชนชั้น” มีความหลากหลาย กระจัดกระจาย เป็นคนที่ไม่ใช่นายทุน ถึงแม้อาจจะมีลูกจ้างบ้าง 2-3 คน หรือบางส่วนลูกจ้างอาจจะเป็นคนในครอบครัว และบางส่วนอาจจะเป็นลูกจ้างระดับบนที่ใช้อำนาจแทนนายจ้าง เช่นเกษตรกรรายย่อย พ่อค้าแม่ค้ารายย่อย หัวหน้างานและผู้บริหารที่เป็นลูกจ้าง

​ชนชั้นกลาง ไม่ค่อยมั่นคงทางเศรษฐกิจนัก รวมตัวกันไม่ง่าย จุดยืนไม่ค่อยมั่นคง ภายในชนชั้นมีความแตกต่างกันของผลประโยชน์ คนชั้นกลางส่วนบนอาจจะใกล้ชิดกับผลประโยชน์กับชนชั้นนายทุนมากกว่า ชนชั้นกลางส่วนล่างอาจจะใกล้ชิดกับผลประโยชน์ของกรรมาชีพมากกว่า ในการต่อสู้ทางเมืองจึงจำเป็นต้องพึ่งพาทั้งชนชั้นนายทุนและชนชั้นกรรมาชีพ ซึ่งขึ้นอยู่กับผลประโยชน์เฉพาะหน้าและความเข้มแข็งของสองชนชั้นใหญ่ บางครั้งบางส่วนอาจจะสนับสนุนคนจน สนับสนุนประชาธิปไตย บางครั้งบางส่วนอาจจะสนับสนุนชนชั้นปกครอง สนับสนุนเผด็จการ

​ในช่วงเดือนตุลา มีคนมองว่าเหตุการณ์ ๑๔ ต.ค. ๑๖ ชนชั้นกลางสนับสนุนการต่อสู้ประชาธิปไตยของนักศึกษา แต่หลังจากนั้นเมื่อคนจนขยายการต่อสู้มากขึ้น ทั้งกรรมมาชีพและชาวนา ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มค่าจ้าง การปฏิรูปที่ดิน ยกเลิกหนี้สิน มีการนัดหยุดงานจำนวนมาก มีการวิจารณ์โรงงาอุตสาหกรรมในเรื่องสิ่งแวดล้อมชนชั้นกลางก็กลับไปสนับสนุนเผด็จการทหาร ในเกิดเหตุการณ์ ๖ ตุลาคม ๑๙

​เหตุการณ์พฤษภาคม ๓๕ มีการพูดถึงบทบาทชนชั้นกลางเยอะ แต่การต่อสู้ครั้งนั้นมีกรรมาชีพเข้าร่วมจำนวนมาก โดยเฉพาะในช่วงเย็นหลังเลิกงาน ทั้งรัฐวิสาหกิจ เช่น รถไฟ คุรุสภา เอกชน เช่น สหพันธ์สิ่งทอฯ สภาแรงงาน ผลจากการต่อสู้นำมาสู่การปฏิรูปการเมืองในหลายๆ ด้าน มีการสร้างรัฐธรรมนูญ ปี ๔๐ ที่เรียกกันว่ารัฐธรรมนูญฉบับประชาชน และถูกมองว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดที่สังคมไทยเคยมีมา แต่ในปี ๔๙ ชนชั้นกลางกลับมาสนับสนุนการรัฐประหารอีกครั้งจนถึงปัจจุบัน

​นักมาร์คซิสต์จึงให้ความสำคัญกับกรรมาชีพเป็นพิเศษเนื่องจากมีอำนาจซ่อนเร้นในใจกลางการผลิตของระบบทุนนิยม การต่อสู้ของกรรมาชีพจะถูกบังคับให้ต้องต่อสู้แบบรวมหมู่เพื่อประโยชน์ของคนจำนวนมาก การต่อสู้แบบปัจเจกจะต่อรองกับนายจ้างไม่ได้ แต่การต่อสู้ของกรรมาชีพจำเป็นต้องสร้างแนวร่วมกับผู้ถูกกดขี่กลุ่มต่างๆ ด้วย โดยเฉพาะชาวนาจนในชนบท ซึ่งยังเป็นคนกลุ่มใหญ่ในสังคมไทย แต่การต่อสู้จะต้องสร้างการเมืองของชนชั้นที่เป็นอิสระ ต้องสร้างพรรคของตนเอง ไม่สามารถพึ่งพาพรรคนายทุนหรือพรรคเสรีนิยมได้ ไม่ว่าจะเป็นพรรคเพื่อไทยที่หันไปจับมือกับเผด็จการทหารในตอนนี้ หรือพรรคประชาชนที่เป็นพรรคเสรีนิยม ถึงแม้จะเป็นเรื่องที่ยากลำบากก็ตาม แต่ไม่มีทางเลือกอื่น และต้องเรียนบทเรียนการสร้างพรรคในอดีตด้วย

ถ้าเห็นด้วยกับแนวทาง “องค์กรสังคมนิยมแรงงาน” เชิญสมัครสมาชิก

บทความอื่น ๆ