โดย ไกอา
ประการแรก ศิลปะเพื่อส่วนรวมต้องไม่ใช่ศิลปะภายใต้ทุนนิยมแน่นอน เพราะหากมองในปัจจุบัน คนที่ทำงานศิลปะมีจำนวนหยิบมือ ในแง่หนึ่ง คนที่มีทรัพยากรจำนวนมากเท่านั้นถึงจะมีเวลาสร้างสรรค์และอ่านศิลปะที่ในสายตาคนปกติดูไม่รู้เรื่องให้เข้าใจได้ พวกเขาเหล่านี้สามารถสร้างสรรค์และอ่านได้โดยปราศจากข้อจำกัดในทางเศรษฐกิจ นี่จึงทำให้ศิลปะเป็นอาชีพที่ไม่มั่นคงสำหรับคนที่ไม่มีทรัพยากร เพราะงานศิลปะได้กลายเป็นสินค้าที่ต้องปรับตัวตามตลาดถึงจะขายได้ ทำให้ศิลปินก็ต้องเสี่ยงแข่งขันสูงเพื่อให้ตัวเองอยู่รอด
ศิลปะต่าง ๆ ถูกทำให้เหมือน ๆ กัน และโอบรับระบบทุนนิยมมากขึ้นทั้งในแง่เนื้อหาและการตลาด ในปัจจุบัน เน็ตฟลิกซ์ได้ปรับการเขียนบทและปรับคุณภาพของหนังและซีรีส์ให้ตอบโจทย์ลูกค้าที่ไม่ได้ตั้งใจนั่งดูหนัง แต่เปิดหนังดูไปพร้อมกับกิจกรรมอื่น ๆ หนังถูกทำให้เข้าใจง่าย ไม่ค่อยมีประเด็นท้าทายสังคม และยังเหมือน ๆ กันผ่านสูตรสำเร็จของการทำหนังที่ขายได้เท่านั้น หรือแม้กระทั่งดนตรีที่ถูกทำให้เป็นรูปแบบป๊อปเหมือน ๆ กัน เพื่อให้ฟังง่าย เนื้อหาและดนตรีก็ไม่ได้แปลกใหม่ ทั้งนี้ก็ให้เพื่อขายได้เท่านั้น เดี๋ยวนี้ก็มีศิลปะ NFT (Non-Fungible Token) ซึ่งถูกทำให้กลายเป็นบริษัทและตลาดหุ้น หรือแม้กระทั่งศิลปะแบบศิลปินแห่งชาติซึ่งเป็นศิลปะที่รับใช้และเป็นเครื่องมือของรัฐและทุนเพื่อหล่อหลอมและยัดเยียดอุดมการณ์บางอย่างให้กับเราผ่านการทำให้ความหมายของศิลปะเป็นเพียงแค่เรื่องของการพูดถึงความงดงามของชาติ ศาสนา และกษัตริย์ ทำให้สุนทรียะของเราสอดคล้องกับการสะสมทุนและโครงสร้างอำนาจชนชั้นแบบเดิม ๆ
เราจะเห็นได้ว่าศิลปะถูกทำให้เป็นเรื่องในเชิงปริมาณมากกว่าเชิงคุณภาพ ถูกทำให้เหมือน ๆ กันในแบบที่ขายออกและลบเอกลักษณ์หรือกลิ่นไอออกไป ศิลปะเป็นสินค้าที่สุมไฟให้แรงปรารถนาในระบบทุนนิยมยังคงอยู่ต่อไป ศิลปะไม่ได้มีพลังท้าทายสังคม แต่กลับยืนยันในสถานะเดิมของสังคม ดังนั้น ศิลปะภายใต้ทุนนิยมที่ทำไปเผื่อผลกำไรของคน 1% นั้นไม่เป็นมิตรกับส่วนรวม แถมยังกีดกันการเปลี่ยนแปลงเพื่อส่วนรวม ศิลปะเหล่านี้ไม่ใช่ศิลปะเพื่อส่วนรวม
เหมาเจ๋อตงและจิตร ภูมิศักดิ์ มองว่าหนึ่งในภารกิจของการปฏิวัติก็คือการทำให้ศิลปะเป็นของชนชั้นล่าง หมายความว่า ศิลปินจะต้องวาดรูปกรรมกรถือค้อนเคียวหรือวาดรูปการทำงานและชีวิตที่ยากลำบากของแรงงาน และต้องสะท้อนมันออกมาอย่างซื่อสัตย์ หรือไม่ก็วาดรูปผู้นำพรรคในฐานะที่เป็นแนวหน้าของการปฏิวัติ นอกจากนี้ ภารกิจปฏิวัติยังหมายรวมถึงการต่อต้านและเปิดโปงความทารุณโหดร้ายของศัตรูผ่านศิลปะด้วย ซึ่งจะทำให้ชนชั้นล่างฮึกเหิมมากขึ้น ในทางวรรณกรรม เราก็จะเห็นงานของแม็กซิม กอร์กี้, ฟีออร์เดอร์ ดอสโดเยฟสกี้, เสนีย์ เสาวพงศ์ ที่เล่าเรื่องราวการต่อสู้ทางชนชั้นโดยสะท้อนวิถีชีวิตของชนชั้นล่างที่ยากลำบาก หรือแม้ในประติมากรรมก็คืออนุสาวรีย์ของจิตร ภูมิศักดิ์ที่ต้องใส่ชุดชาวนาแทนที่จะใส่สูทหรือชุดนิสิต เพื่อสะท้อนถึงมนุษย์ผู้ยากลำบากที่ต้องการเปลี่ยนแปลงสังคมว่าเป็นสิ่งบริสุทธิ์ ดีงาม และสมบูรณ์แบบ ซึ่งแนวคิดเหล่านี้เป็นงานศิลปะที่เกิดในสหภาพโซเวียตตั้งแต่ 1930s เป็นต้นมา และถูกเรียกว่าสังคมนิยมสัจนิยม (Socialist Realism) หรือศิลปะเพื่อชีวิต ซึ่งในมุมนี้ก็คือศิลปะเพื่อส่วนรวม
แต่ศิลปะที่พร้อมจะเปลี่ยนแปลงโลกเพื่อส่วนรวมนั้น ไม่ได้หมายถึงศิลปะแบบสังคมนิยมสัจนิยมเสมอไปหรือเปล่า เราควรจะต้องตั้งคำถามว่าทำไมเราถึงยอมให้นิยามของศิลปะแคบขนาดจนไม่สามารถทำให้ความคิดสร้างสรรค์ของโลกไปได้ไกลกว่านี้ ทำไมศิลปะในฐานะการกระทำเพื่อการเปลี่ยนโลกถึงเป็นได้แค่การฉายภาพของมนุษย์ผู้ใช้แรงงานที่น่าสงสารหรือพูดถึงศัตรูที่เป็นผู้เป็นคนอยู่ตลอด หากศิลปะเพื่อชีวิตอ้างว่ามันได้สะท้อนความจริงและภาพของชนชั้นล่างเพื่อชนชั้นล่าง นี่ก็หมายความว่ามันได้กีดกันความฝันซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิวัติออกไป อีกทั้งนิยามของศิลปะที่ฉายแต่ภาพของชนชั้นล่าง ก็ไม่ได้ต่างอะไรกับนิยามของศิลปะที่ฉายภาพของกษัตริย์ ทั้งสองล้วนฉายภาพชนชั้นเหมือนเดิมและเป็นเครื่องมือของรัฐซึ่งควบคุมสุนทรียศาสตร์ของมนุษย์ โลกของศิลปะจึงยืนยันในนิยามเดิมของมันและไม่ได้ปฏิวัติ
เราจำเป็นต้องสร้างความเป็นไปได้ให้กับการขยายนิยามของศิลปะ ซึ่งนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงโลกโดยไม่จำเป็นต้องยึดกับคำนิยามของศิลปะแบบเดียว หากศิลปะสะท้อนมุมมองของมนุษย์และหน้าที่ของมนุษย์คือการเปลี่ยนแปลงโลก ชีวิตมนุษย์กับศิลปะจึงผูกติดกันอยู่ตลอดและการทำงานศิลปะโดยขยายนิยามออกไปจึงเป็นการขยายพรมแดนความคิดมุมมองของมนุษยชาติ หรือคือการเปลี่ยนแปลงโลก
บรรณานุกรม
เก่งกิจ กิติเรียงลาภ, ว่าด้วยเวลา ประวัติศาสตร์กับการเปลี่ยนแปลงทางสังคมในระบบทุนนิยมดิจิทัล (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ศยาม, 2565), 89-111.

