เรียบเรียงโดย กองบรรณาธิการ
“นายทุนที่เคยมืนเมาในความเจริญ และเคยมั่นใจพูดว่า เงินเป็นแค่สัญลักษณ์ของสินค้า หันมาพูดว่าเงินเท่านั้นที่มีความสำคัญ”
“เงิน” เดิมทีเดียวเป็นสินค้า เช่นทองคำ โลหะเงิน หรือทองแดง ซึ่งมีมูลค่าเท่ากับปริมาณแรงงานที่ใช้ในการสกัดและถลุง เมื่อเริ่มใช้เป็นเงินตราเพื่อแลกเปลี่ยนในตอนแรก หน่วยเงินตรานั้นมักจะเป็นน้ำหนักของโลหะดังกล่าว เช่นน้ำหนักทองคำ แต่ต่อมามันเริ่มถูกแยกออกมาเป็นอิสระ เป็นสัญลักษณ์ของมูลค่าจนรัฐสามารถบังคับใช้เงินกระดาษได้
เมื่อเครือข่ายการซื้อขายขยายตัว
· ปริมาณเงินในเศรษฐกิจ มีความสัมพันธ์ระหว่างราคารวมของสินค้าทั้งหมด และความรวดเร็วในการหมุนเวียนสินค้าในรูปแบบ “สินค้า-เงิน-สินค้า” แต่นักเศรษฐศาสตร์กระแสหลักเข้าใจผิดว่าเมื่อสินค้าเข้าสู่ตลาดในขั้นตอนแรกมันไม่มีมูลค่าหรือราคา ซึ่งมูลค่าหรือราคาจะถูกกำหนดจากการแลกเปลี่ยนอย่างเดียว หรือ อุปสงค์-อุปทาน
· เมื่อมี “สัญญาว่าจะจ่ายในอนาคต” มันทำให้เกิด “สินเชื่อ” ซึ่งไม่ใช่เงินที่จับต้องได้ ประเด็นนี้นำ “มิติเวลา” เข้ามาในระบบการเงิน
· เมื่อมีปัญหาในระบบ จะเกิดวิกฤตการขาดแคลนเงินที่จับต้องได้
· การแปรภาษีหรือส่วยเป็นเงิน แทนสินค้าที่จะจ่ายให้เจ้านาย มันทำให้เกิดปัญหาสำหรับคนจนที่ผลิตเองในสภาพความไม่แน่นอนของดินฟ้าอากาศ เพราะเวลาตั้งอัตราภาษีเป็นเงินมันไม่ยืดหยุ่นเหมือนสมัยก่อน (ดูกรณีเกษตรกรเวียดนามในสมัยวิกฤต 1930-กองบรรณาธิการ)

