โดย ชัยศูทร สากลนิยม
วันที่ 9 มีนาคมที่ผ่านมา บนเพจ Facebook “นักเรียนเลว” ได้รายงานว่า มีครูรายหนึ่งประจำวิทยาลัยการอาชีพบนพื้นที่สื่อสังคมออนไลน์ Tiktok นำเสนอความคิดว่า นักเรียนที่มีสิทธิการไว้ผมหรือจัดการทรงผมควรเป็นนักเรียนที่มีผลการเรียนตั้งแต่เกรด 3 ขึ้นไป และไม่มีผลการเรียน 0, ร. , มส. , มผ. หลังจากที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาให้โรงเรียนเพิกถอนกฎกระทรวงว่าด้วยระเบียบทรงผม โดยครูรายดังกล่าวอ้างว่า ตนต้องการให้นักเรียนมีแรงจูงใจในการตั้งใจเรียนจนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณืจำนวนมาก โดยด้านครูออกมากล่าวว่า “พอทำงาน คำนี้ไม่เกินจริงนะคะ อ่อนแอก็แพ้ไป คนแกร่งเขาจะเดิน ชีวิตทำงานมันหนักหนาเหลือเกิน ถูกฝึกไว้ เราจะได้คนคุณภาพมาเป็นอนาคตของชาตินะคะ” สิ่งเหล่านี้สะท้อนอะไรบ้าง
สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนที่สุด คือการตอกย้ำถึงความไม่เท่าเทียมกันด้านสิทธิของนักเรียนในระบบการศึกษา ความคิดเช่นนี้สนับสนุนความเหลื่อมล้ำต่ำสูงให้กับนักเรียน และเป็นการสร้างระบบอภิสิทธิ์ชนขึ้น โดยนักเรียนที่มีผลการเรียนดีตามเกณฑ์ที่กำหนดเท่านั้นมีสิทธิ์จัดการทรงผมของตนตามอิสระ โดยนักเรียนที่มีผลการเรียนไม่ถึงเกณฑ์กลับไม่มีสิทธิ์ดังกล่าว ในความเป็นจริงนั้น สิทธิในร่างกายไม่ใช่สิทธิพิเศษใด ๆ แต่การที่สิทธิขั้นพื้นฐานกลายเป็นสิทธิพิเศษสะท้อนว่า ระบบการศึกษาไทยกำลังสร้างอำนาจนำให้เด็กกลายเป็นผู้เผยแผ่อุดมการณ์ที่ตอกย้ำถึงความไม่เท่าเทียมกันในภายภาคหน้า
หากจะอธิบายในทางปฏิบัติแล้ว หากข้อเสนอของครูรายดังกล่าวถูกนำไปใช้เป็นกฎของโรงเรียนหรือกระทรวงแล้ว ปรากฏว่า นักเรียนที่ถูกตัดผมนั้นเป็นนักเรียนที่ผลการเรียนไม่ดีหรือต่ำ ก็จะยิ่งตอกย้ำว่า นักเรียนที่ถูกตัดผมเป็นนักเรียนชั้นต่ำ หรือแย่ไปกว่านั้น คือเป็นเดนมนุษย์ในระบบการศึกษา ถูกเหยียดหยามรังแกจากนักเรียนเรียนดีตามเกณฑ์กับครู และถูกตราหน้าว่าเป็นคนไม่เก่ง ไม่เรียนรู้ ทั้งที่นักเรียนหลายคนที่เรียนไม่ได้เกรดตามเกณฑ์เพื่อเป็นนักเรียนดีต้องช่วยแบกรับภาระในครอบครัวหลายอย่าง ทำให้พวกเขาไม่มีโอกาสในการตั้งใจเล่าเรียน ในอีกทางหนึ่ง การใช้แนวคิดที่ว่า ผู้เรียนดีเท่านั้นที่มีสิทธิ์จัดการทรงผมตามอิสระเป็นตรรกะเดียวกันกับพวกอนุรักษนิยมปฏิกิริยาในการเมืองไทยช่วง 2556-2557 ในคราบของ กปปส. ที่เสนอว่า คนฉลาดมีการศึกษาเท่านั้นที่ควรมีสิทธิ์เลือกตั้ง ซึ่งตอกย้ำให้สังคมมองว่า คนไม่เท่ากันเป็นเรื่องปกติ
แต่หากมองในอีกมุมหนึ่ง จะเห็นได้ว่า การที่ครูคนดังกล่าวยังคงตอกย้ำว่า ผู้อ่อนแอย่อมแพ้ไป เป็นตรรกะเดียวกันกับแนวคิดเศรษฐกิจการเมืองแบบเสรีนิยมใหม่ กล่าวคือ เสรีนิยมใหม่เชื่อมั่นในปัจเจกบุคคลอย่างสุดขั้วและเห็นว่า มนุษย์ต้องกระทำทุกสิ่งทุกอย่างโดยคิดเป็นต้นทุนและผลตอบแทนทางเศรษฐกิจในทุกมิติของชีวิต และรัฐบาลสมควรยุติระบบสวัสดิการ โดยกล่าวอ้างว่า มันทำให้มนุษย์เกียจคร้านและละเมิดเสรีภาพของปัจเจกชนในการใช้ชีวิต เนื่องจากรัฐหรือสถาบันต่าง ๆ กำลังสอดแนมปัจเจกชนผ่านสวัสดิการเหล่านี้ ฉะนั้น เมื่อปัจเจกชนต้องรับผิดชอบชีวิตตนเองท่ามกลางความไม่มั่นคงในชีวิตดังที่พบเห็นในปัจจุบัน และเมื่อทุกอย่างล้มลง กลับไม่มีสิ่งใดมารองรับ ปัจเจกชนจะถูกตราหน้าว่า ผู้อ่อนแอย่อมแพ้ไป ทั้งที่ความเป็นจริงแล้ว ปัญหาความไม่มั่นคงในชีวิตเป็นปัญหาเชิงเศรษฐกิจการเมืองที่กลุ่มคนเพียงหยิบครอบงำอำนาจเหล่านี้เหนือคนจำนวนมาก แต่กลับกลายเป็นว่า ปัจเจกชนล้มเหลวเป็นเพราะปัจเจกชนกระทำตนเองนั้นแล
โดยสรุปแล้ว ความคิดที่ให้นักเรียนเรียนได้เกรด 3 ขึ้นไปเท่านั้นมีสิทธิ์จัดการทรงผมตามอิสระเป็นการตอกย้ำถึงความไม่เท่าเทียมในสิทธิของนักเรียน อีกทั้งยังตอกย้ำถึงระบบอภิสิทธิ์ชนในระบบการศึกษา โดยสั่งสอนให้นักเรียนยอมรับต่อความเหลื่อมล้ำในระบบการศึกษา ทั้งในสิทธิและเศรษฐกิจการเมือง

