ทรัมป์สั่งยุติสงคราม “ระหว่างมหาอำนาจ” ที่ยูเครน

โดย ใจ อึ๊งภากรณ์

​หลายคนตกใจและไม่พอใจที่ ทรัมป์ ประกาศว่าจะยุติสงครามยูเครน และมีหลายคนเข้าใจผิดว่า ทรัมป์ กลายเป็นพันธมิตรกับ ปูติน หรือถูก ปูติน ครอบงำ ในขณะเดียวกันผู้นำประเทศในยุโรป รวมถึงผู้นำพรรคแรงงานอังกฤษ แถลงว่าจะเพิ่มงบประมาณทางทหารครั้งใหญ่ทั้งๆ ที่ทุกประเทศตัดสวัสดิการและจำกัดการเพิ่มงบประมาณสาธารณสุขโดยอ้างว่ารัฐมีเงินไม่พอ นอกจากนี้ ผู้นำเหล่านั้นพูดทำนองว่าจะสนับสนุนยูเครนในการทำสงครามต่อไป ซึ่งในความเป็นจริงคงทำไม่ได้เพราะไม่สามารถเข้ามาแทนที่สหรัฐได้ ตอนนี้เขาเลยเริ่มเปลี่ยนมาพูดว่าจะพยายามปกป้องผลประโยชน์ยูเครนในการเจรจาสันติภาพกับรัสเซีย

​การเพิ่มงบประมาณทางทหารของประเทศในยุโรปตะวันตก เป็นสิ่งที่ ทรัมป์ต้องการอยู่แล้วเพื่อให้สหรัฐสามารถดึงทรัพยากรทางทหารออกจากยุโรปเพื่อไปต้านจีนในเอเชียแทน สำหรับสตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีพรรคแรงงานอังกฤษ เขาทำตัวเป็นลูกน้องจงรักภักดีของทรัมป์ไม่แพ้ โทนี่ แบลร์ ที่เคยเป็นหมารับใช้ประธานาธิบดี บุช สมัยสงครามอิรัก ยิ่งกว่านั้นคนในรัฐบาลอังกฤษกล่าวถึงการตัดสวัสดิการรัฐและตัดพนักงานภาครัฐด้วย “เลื่อยยนต์” เหมือนที่ประธานาธิบดีขวาจัดของอาร์เจตินา และเศรษฐีขวาจัดปากหมา อีลอน มัสก์ ในสหรัฐชอบพูด

​ในแง่สำคัญ การยุติสงครามยูเครนเป็นเรื่องดีเพราะเป็นสงครามโหดร้ายป่าเถื่อน คาดว่ามีทหารล้มตายทั้งหมดห้าแสนคน และพลเรือนตายหมื่นคน แต่คนอย่างทรัมป์ไม่ได้สนใจในมนุษยธรรมแต่อย่างใด การขู่ว่าจะไม่ให้วีซ่าเข้าสหรัฐกับเจ้าหน้าที่ไทยที่ส่งชาวอุยกูร์กลับจีนเป็นการพยายามขู่รัฐบาลไทยไม่ให้เอาใจจีนมากเกินไป ไม่เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน

​การยุติสงครามทำไปเพราะทรัมป์คิดว่าจะเป็นประโยชน์กับสหรัฐอเมริกาในการแข่งขันกับจีน ทรัมป์อยากให้สหรัฐสามารถเน้นการค้านจีนทางทหารแทน และคำนวณอีกว่าจะสามารถดึงรัสเซียออกจากความใกล้ชิดกับจีน ซึ่งอาจไม่เกิดขึ้นจริง มันเป็นเรื่องของการแข่งขันระหว่างจักรวรรดินิยมสหรัฐกับจักรวรรดินิยมจีน

​ในความจริงแค่การที่ทรัมป์สามารถประกาศว่าจะยุติสงครามโดยที่นักการเมืองยูเครนไม่มีส่วนร่วมใดๆ บ่งบอกว่าสงครามยูเครนเป็นสงครามที่มหาอำนาจตะวันตกทำกับรัสเซีย มันเป็นสงครามระหว่างจักรวรรดินิยมตะวันตกกับจักรวรรดินิยมรัสเซีย โดยที่ตะวันตกหวังลดอำนาจของรัสเซียจากความเสียหายในสงคราม มันไม่ใช่สงครามที่มีลักษณะหลักในการปลดแอกยูเครนจากความก้าวร้าวของรัสเซียแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของทรัมป์ในการยุติสงครามขึ้นอยู่กับท่าทีของรัสเซียด้วย มันอาจใช้เวลา

​แน่นอนฝ่ายรัสเซียเป็นผู้บุกรุกยูเครน และเราประณามสิ่งนี้มาแต่แรก แต่การที่ผู้นำยูเครนอย่าง เซเลนสกี ไปขอความช่วยเหลือและประจบมหาอำนาจตะวันตกอย่างสหรัฐ มีผลในการทำให้เป็นสงครามระหว่างจักรวรรดินิยมตะวันตกกับจักรวรรดินิยมรัสเซีย และการที่เซเลนสกีถูกทรัมป์ดุเหมือนเด็กต่อหน้าสื่อมวลชนโลกที่ทำเนียบขาวเมื่อปลายกุมภาพันธ์ แสดงให้เห็นอำนาจแท้ของสหรัฐเมื่อเทียบกับยูเครน พ่อใหญ่ทรัมป์ถึงกับพูดภายหลังว่าอาจหาคนอื่นมานำยูเครนแทนเซเลนสกี และในที่สุดเซเลนสกีก็ต้องยอมจำนนนต่อทรัมป์

​นอกจากการยุติสงครามยูเครนแล้ว ทรัมป์ต้องการให้รัฐบาลยูเครนจ่ายเงินค่าช่วยเหลือคืนให้สหรัฐหลายล้านดอลล่าร์ ต้องการให้ยูเครนยอมให้บริษัทสหรัฐคุมทรัพยากรต่างๆ รวมถึงน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ แร่ธาตุ และยอมให้บริษัทสหรัฐคุมท่าเรือและโครงสร้างคมนาคมอื่นๆ คือยอมให้ยูเครนกลายเป็นด่านหน้าของอาณาจักรสหรัฐนั่นเอง

​ตอนที่เกิดสงครามยูเครน เราชาวมาร์คซิสต์เสนอว่ามันเป็นสงครามระหว่าง “จักรวรรดินิยมอเมริกากับรัสเซีย” เราไม่เห็นด้วยกับการที่รัสเซียบุกยูเครน แต่ในขณะเดียวกันเราไม่เห็นด้วยการการที่ นาโต้ เข้ามามีส่วนสำคัญในการหนุนยูเครน เรามองว่าการที่นาโต้เข้ามาเกี่ยวข้องจะทำให้สงครามรุนแรงมากขึ้นและเพิ่มภัยว่าจะลามไปที่อื่น เรามองอีกด้วยว่าคนยูเครนอาจต้องหาทางต้านรัสเซียด้วยขบวนการเคลื่อนไหว หลายคนในสังคมไทยและที่อื่นก็มารุมโจมตีจุดยืนอันนี้ของเรา โดยโบกธงยูเครน และมองว่าการที่นาโต้เข้ามาช่วยยูเครนจะปกป้องยูเครนจากรัสเซีย แต่เมื่อสงครามยืดเยื้อไปเรื่อยๆ เราก็เห็นการนองเลือดที่ไม่มีวันสิ้นสุด และสุดท้ายคำสั่งของทรัมป์ในการยุติสงครามก็คงจะนำไปสู่การยกบางส่วนของยูเครนให้รัสเซีย

​การบุกยูเครนของรัสเซีย ส่วนหนึ่งเกิดจากการคาดการณ์ของ ปูติน ว่าสหรัฐอ่อนแอลงและจะไม่ทำอะไร อย่างไรก็ตาม ฝ่ายตะวันตกก็คำนวณผิดเช่นกันเพราะถึงแม้ว่ารัสเซียเอาชนะยูเครนไม่ได้ แต่ก็สามารถรักษาอำนาจผ่านการขายน้ำมันเพิ่มขึ้นและการเป็นมิตรกับจีน

​แน่นอนท่ามกลางความขัดแย้งและสงคราม ชนชั้นปกครองประเทศต่างๆ พยายามสร้างความชอบธรรมกับฝ่ายตนเอง เช่นการเสนอว่าตะวันตกขัดแย้งกับรัสเซียเพราะตะวันตกเป็นประชาธิปไตยและรัสเซียเป็นเผด็จการ ซึ่งไม่ต่างจากข้ออ้างเรื่อง “โลกเสรี” ในยุคสงครามเย็น แต่ในความเป็นจริง “โลกเสรี” ของตะวันตกมักจะรวมเผด็จการโหดในหลายประเทศ ทุกวันนี้นาโต้กับตะวันตกก็สนับสนุนการทำสงครามโดยเผด็จการอย่างอิสราเอล ส่วนปูตินก็อ้างว่ายูเครนด้านตะวันออกเป็นของรัสเซียมานาน และต้องปกป้องประชาชนรัสเซียในแถบนั้น ดังนั้นความขัดแย้งระหว่างรัฐในระบบจักรวรรดินิยมโลกมาจากความขัดแย้งทางผลประโยชน์ ซึ่งไม่เกี่ยวกับลัทธิทางความคิดหรือสิทธิมนุษยชนแต่อย่างใด

​เราไม่ควรลืมประวัติศาสตร์ยูเครนที่นำไปสู่สงครามครั้งนี้ หลังการล่มสลายของระบบทุนนิยมโดยรัฐและเผด็จการพรรคคอมมมิวนิสต์ของรัสเซีย คนยูเครนจำนวนมากฝันว่า ถ้าหันไปหา อียู กับอำนาจตะวันตกเขาจะมีชีวิตที่ดีขึ้น ในปี 1990 มีการลุกฮือของนักศึกษาที่นำไปสู่การประกาศอิสรภาพจากรัสเซียในปีต่อไป แต่มีการข้อขัดแย้งว่าใครจะได้ครอบครองอาวุธในฐานทัพของรัสเซียที่ไครเมีย

​พอถึงปี 1993 ความฝันของประชาชนจำนวนมากที่คิดว่าการหันไปทางตะวันตกและรับกลไกตลาดเสรีจะทำให้ฐานะดีขึ้น ก็กลายเป็นฝันร้ายเมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจและรัฐบาลใช้นโยบายรัดเข็มขัด ท่ามกลางวิกฤตนี้พวกนักการเมืองฉวยโอกาสก็เริ่มใช้แนวคิดชาตินิยมเพื่อเบี่ยงเบนความไม่พอใจของประชาชน มีทั้งชาตินิยมที่ชอบตะวันตก และชาตินิยมที่ชอบรัสเซีย สถานการณ์ทางเศรษฐกิจแย่ลงอีกเมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจโลกปี 2008

​ในปี 2013 ธนาคารกลางของยูเครนไม่มีเงินเหลือที่จะควบคุมเศรษฐกิจ ผู้นำทางการเมืองพยายามเข้าใกล้อียูเพื่อแก้ปัญหา แต่ในที่สุดประธานาธิบดี ยาโนโควิชเลือกทำข้อตกลงใต้โต๊ะกับปูติน แทนที่จะเซ็นสัญญากับอียู

​ประธานาธิบดี ยาโนโควิช เคยถูกขับไล่ออกไปในการลุกฮือ “สีส้ม” เมื่อปี 2004 แต่เข้ามามีอำนาจใหม่ในปี 2010 ด้วยการโกงการเลือกตั้ง นี่คือสิ่งที่นำไปสู่การลุกฮือของนักศึกษาที่จัตุรัส “ไมดาน” นักศึกษาเหล่านั้นมองว่าพวกผู้นำแนวสตาลินเก่าเช่น ยาโนโควิช มักจะโกงกิน ซึ่งคงจะจริง

​หลังจากการพยายามปราบการลุกฮือที่ “ไมดาน” มีผู้ออกมาชุมนุมมากขึ้นและมีหลากหลายกลุ่มที่มีการเมืองแตกต่างกัน หลายคนอยากล้มรัฐบาลแต่ไม่ชัดเจนว่าต้องการให้ยูเครนใกล้ชิดกับอียูหรือรัสเซีย มันเป็นโอกาสทองที่ทั้งตะวันตกและรัสเซียจะเข้ามาแทรกแซงการเมืองภายในของยูเครนจากสองฝ่ายตรงข้าม

​สถานการณ์ความขัดแย้งแบบนี้นำไปสู่การสู้รบระหว่างรัฐบาลส่วนกลางของยูเครนกับประชาชนในแถบดอนบัสที่อยู่ทางตะวันออก พวกกบฏในดอนบัสได้รับการสนับสนุนทางทหารโดยรัสเซีย คาดว่ามีคนล้มตายจากสงครามกลางเมืองนี้หลายหมื่น ในขณะเดียวกันรัสเซียก็เข้าไปยึดไครเมียซึ่งมีฐานทัพสำคัญของรัสเซีย

​ยูเครนโชคร้ายที่ตั้งอยู่บนเส้นแบ่งแยกระหว่างอิทธิพลตะวันตกกับอิทธิพลรัสเซีย ซึ่งเป็นเส้นแบ่งที่ดำรงอยู่รอบๆ รัสเซีย จากทะเลบอลติกถึงเอเชียกลาง มันเป็นแหล่งขัดแย้งระหว่างจักรวรรดินิยมซึ่งเต็มไปด้วยความตึงเครียด การแข่งขันระหว่างจักรวรรดินิยมนี้ลากยูเครนเข้าสู่สงครามนองเลือดที่เราเห็นทุกวันนี้

​หลังจากที่ระบบทุนนิยมโดยรัฐในรัสเซียเสื่อมท่ามกลางการสิ้นสุดของสงครามเย็น ในปี 1990 มีการประชุมกันระหว่างผู้นำยุโรป สหรัฐ และรัสเซีย เนื้อหาคือการรวมชาติเยอรมัน ซึ่งเคยถูกแบ่งออกเป็นเยอรมันตะวันตกกับเยอรมันตะวันออก ในการประชุมครั้งนั้นและในการติดต่อกันเรื่อยๆ หลังจากนั้น ฝ่ายตะวันตกบอกประธานาธิบดี กอร์บาชอฟ ของสหภาพโซเวียดว่าจะไม่มีการขยายองค์กรนาโต้ไปสู่พื้นที่ที่เคยอยู่ภายใต้อิทธิพลของสหภาพโซเวียด ทั้งนี้เพื่อช่วยสร้างความมั่นใจให้กับ กอร์บาชอฟ ว่าตะวันตกจะลดความขัดแย้ง ซึ่งช่วยให้ทุกฝ่ายตกลงกันว่าเยอรมันควรจะรวมชาติ

​แต่ในความจริงแม้แต่หัวหน้าองค์กรซีไอเอยอมรับในภายหลังว่า มันเป็นการหลอกกอร์บาชอฟ เพราะสหรัฐดึงหลายประเทศจากยุโรปตะวันออกเข้ามาเป็นสมาชิกองค์กรนาโต้ พฤติกรรมแบบนี้สร้างความไม่ไว้วางใจในหมู่ผู้นำรัสเซียอย่างเช่นปูติน และช่วยเติมเชื้อเพลิงให้กับความขัดแย้งระหว่างรัสเซียกับตะวันตกในกรณียูเครน

​การเมืองระหว่างประเทศไม่เคยหยุดนิ่ง และในสมัยที่ โจ ไบเดน เป็นประธานาธิบดีสหรัฐ เขาเคยกล่าวว่า “ระเบียบใหม่ของโลกกำลังเกิดขึ้นและเราจะต้องนำระเบียบโลกอันนี้”

​ในช่วงที่สงครามเย็นสิ้นสุดลง นักวิชาการและนักเขียนฝ่ายขวาหลายคนมองว่า เราถึง “จุดจบแห่งประวัติศาสตร์” หรือถึง “จุดจบแห่งความขัดแย้ง” และพูดอีกว่าเราถึง “จุดอวสานของรัฐชาติ” เพราะระบบทุนนิยมตลาดเสรีแบบโลกาภิวัตน์ได้สร้างเครือข่ายทุนและไฟแนนซ์ไปทั่วโลก และสร้างความผูกขาดของลัทธิเสรีนิยม

​นักเขียนฝ่ายซ้ายชื่อดัง สายอนาธิปไตย อันโตนิโอ เนกรี กับ ไมเคิล ฮาร์ท ก็เสนอว่ารัฐชาติกำลังจะหายไป และระบบจักรวรรดินิยมที่มีศูนย์กลางในประเทศใหญ่อย่างสหรัฐไม่มีแล้ว เขาเสนอต่อว่า เรากำลังเข้าสู่ยุคที่ปลอดความขัดแย้งระหว่างประเทศ

​แต่พวกเราสายมาร์คซิสต์มองต่างมุม และเสนอว่าจักรวรรดินิยมและความขัดแย้งระหว่างประเทศยังคงอยู่ เพียงแต่เปลี่ยนลักษณะไปเท่านั้น และเราเห็นว่าสงครามกับความขัดแย้งระหว่างประเทศก็เกิดขึ้นจริงอย่างต่อเนื่องตามที่เราคาดไว้

​สถานการณ์หลังวิกฤตโลกปี 2008 นำไปสู่ “สงครามทางการค้า” คู่อริใหญ่คือสหรัฐกับจีน เพราะจีนเริ่มท้าทายอำนาจทางเศรษฐกิจของสหรัฐผ่านการใช้นโยบายพัฒนาเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าและทันสมัยที่สุด

​ในขณะเดียวกันเราทราบดีว่าผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจผูกพันอย่างใกล้ชิดกับการใช้นโยบายทางทหารของรัฐต่างๆ ดังนั้นความขัดแย้งระหว่างจีนกับสหรัฐมีแง่ของความขัดแย้งทางทหารด้วย โดยเฉพาะในทะเลจีนใต้

​การที่ผู้นำสหรัฐต้องการจะฟื้นฟูอำนาจของสหรัฐที่ลดลงหลังแพ้สงครามในตะวันออกกลาง และหลังจากที่เศรษฐกิจเริ่มมีปัญหา ทำให้คนอย่างทรัมป์ ที่ประกาศเสมอว่าจะ “ทำให้อเมริกายิ่งใหญ่อีกครั้ง” มีพฤติกรรมก้าวร้าวมากขึ้นและกล้าแตกหักกับนโยบายเดิมของชนชั้นปกครองสหรัฐ การเก็บภาษีนำเข้าจากประเทศต่างๆ ที่สวนทางกับนโยบายเสรีนิยมกลไกตลาดเป็นตัวอย่างที่ดี

​แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ไม่ว่าทรัมป์จะอ้างอะไร สภาพความเป็นอยู่ของพลเมืองสหรัฐจะไม่ดีขึ้นแต่อย่างใด และถ้าเราพิจารณาประชาชนยูเครน เราจะเห็นว่าเขาถูกใช้แล้วก็ทิ้งโดยผู้นำสหรัฐกับองค์กรนาโต้ และการล้มตายในสงครามกับความยากลำบากทางเศรษฐกิจก็เป็นผลราคาแพงที่พวกเขาต้องจ่ายท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจจักรวรรดินิยม

ถ้าเห็นด้วยกับแนวทาง “องค์กรสังคมนิยมแรงงาน” เชิญสมัครสมาชิก

บทความอื่น ๆ